ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 791 ดูดซับกระดูกอมตะคุนเผิง และภัยพิบัติแห่งสวรรค์ครั้งที่สอง!
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 791 ดูดซับกระดูกอมตะคุนเผิง และภัยพิบัติแห่งสวรรค์ครั้งที่สอง!
บทที่ 791 ดูดซับกระดูกอมตะคุนเผิง และภัยพิบัติแห่งสวรรค์ครั้งที่สอง!
ณ ห้องอันเงียบสงบ
ฉู่โม่วนั่งอยู่ด้วยท่าทีเคร่งขรึม สายตาจับจ้องไปยังกระดูกชิ้นหนึ่งตรงหน้า
มันเต็มไปด้วยความเจิดจรัสและกลิ่นอายของทวยเทพผู้ยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด สะท้อนออกมาด้วยแสงพร่างพราวที่ไม่สามารถอธิบายได้ นอกจากนั้นยังสัมผัสได้ถึงความเก่าแก่และลึกลับจากยุคสมัยบรรพกาล
พลังเทวะอันกว้างใหญ่ได้สำแดงออกมา จนบิดเบือนห้วงมิติโดยรอบให้สั่นสะท้าน
นี่คือกระดูกคุนเผิงอมตะ!
เขาได้รับกระดูกชิ้นนี้มาจากขั้นบันไดหินในชั้นสวรรค์ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังมหาศาล โดยหลังจากพบมัน ชายหนุ่มก็ไม่ได้กลืนกินในทันที เพราะคิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จึงสะกดข่มความรู้สึกไว้ก่อน
แต่ในตอนนี้ เมื่อได้กลับมายังตำหนักบรรพชน รวมถึงเพิ่งเลื่อนขั้นพลังเป็นมหาเทวะยุทธ์ได้สำเร็จ เขาจึงคิดว่านี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะดูดซับกระดูกชิ้นนี้
“กลืนกิน!”
ชายหนุ่มลงมือทันที
เขาฝังกดชิ้นกระดูกลงบนหน้าอกตัวเอง จากนั้นเริ่มไหลเวียนพลังเพื่อกลืนกิน
โฮก!
ขณะที่กระดูกถูกกลืนกิน แสงศักดิ์สิทธิ์ก็พลันพวยพุ่งออกมา มันเอ่อล้นออกมาด้วยกลิ่นอายอันทรงพลังไร้ที่สิ้นสุด พร้อมปรากฏเงามายาของคุนเผิงที่ร่ายรำเหนือท้องฟ้า และจู่ ๆ มันก็กู่คำรามขึ้นจนสะท้านไปทั่วโลกหล้า ราวกับเป็นเสียงของเทพเจ้าและปีศาจ
มันสยายปีกล่องลอยเหนือหมู่เมฆ และโอบอุ้มไปด้วยพลังงานหยินหยาง ซึ่งทรงพลังมากราวกับมันจะบินหนีไปได้ทุกเมื่อ
ทว่าชายหนุ่มจะปล่อยให้มันหนีไปทั้งแบบนี้ได้อย่างไร
เขาปะทุพลังออกมาถึงขีดสุดเพื่อปราบปรามมัน เลือดอันทรงพลังได้เริ่มคืบคลานปกคลุมกระดูกอมตะ มันค่อย ๆ สะกดข่มลวดลายศักดิ์สิทธิ์บนกระดูกอย่างต่อเนื่อง และหลอมรวมเข้ากับร่างกาย
ในระหว่างนี้ ทั่วร่างของฉู่โม่วได้เปล่งแสงสีทอง พร้อมปะทุลวดลายศักดิ์สิทธิ์จำนวนนับไม่ถ้วนและกลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมา ราวกับเป็นเทพเจ้าผู้ไร้เทียมทานที่ทรงพลังถึงขีดสุด
ในขณะที่หลอมรวม กระดูกคุนเผิงอมตะก็ได้สำแดงพลังออกมาเพื่อต่อต้านอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันก็ไม่สามารถหนีจากเงื้อมมือของชายหนุ่มได้
ในที่สุด โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
อาการต่อต้านของกระดูกคุนเผิงอมตะก็อ่อนแรงลงอย่างมาก จนในที่สุดก็มีเสียงกระหึ่มดังขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามันได้หลอมรวมเข้ากับร่างของฉู่โม่วอย่างสมบูรณ์แล้ว
ขณะนี้ ชายหนุ่มได้ไหลเวียนพลังปราณ เลือด และอณูแห่งชีวิตอย่างบ้าคลั่ง ราวกับภูเขาไฟปะทุ เพื่อปรับสมดุลพลัง
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นของเส้นลมปราณทั่วร่างดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ฟังดูเรียบง่ายและกว้างใหญ่ ราวกับดังสะท้อนมาจากยุคบรรพกาลอันเก่าแก่ยิ่งยวด ซึ่งข้ามผ่านกาลเวลาในอดีตมาสู่โลกปัจจุบัน
พร้อมกับเสียงกลองสวรรค์ที่ดังสะท้านจากเส้นลมปราณนี้ ก็สามารถมองเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังลอยล่องได้ชัดเจน ราวกับมันเป็นกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ทั้งเก้า
ท้องฟ้าพร่างพราวไปด้วยกลีบดอกไม้สีทอง
นอกจากนี้ ยังมีพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่ถักทอกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับแสงจากสวรรค์ที่สะท้อนไปทั่ว จนทำให้ทั้งตำหนักบรรพชน กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการรู้แจ้งทันที
“นี่มัน…”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เหตุใดจึงปรากฏพลังแห่งกฎเกณฑ์ขึ้นมากมายเช่นนี้”
“หรือจะมีผู้อาวุโสของเผ่าพันธุ์มนุษย์เรากำลังทะลวงขั้นพลัง”
ขณะเดียวกันนั้น
ในตำหนักบรรพชนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เหล่าผู้ปลุกพลังหลายคนเมื่อสัมผัสได้ถึงปรากฏการณ์นี้ พวกเขาก็พลันลืมตาขึ้นและจ้องมองไปยังทิศทางนั้นทันที
พวกเขาทั้งหมดแสดงสีหน้าตกใจและมองด้วยสายตาไม่เชื่อ
พลังแห่งกฎเกณฑ์เหล่านี้มีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง จนทำให้เหล่าบรรพชนที่ติดอยู่ในขอบเขตพลังเดิมมาหลายปี พลันรู้สึกปลอดโปร่งชั่วขณะ และรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาจะสามารถทะลวงผ่านขั้นพลังได้ทุกเมื่อ
ไม่เว้นแม้แต่บรรดาผู้ปลุกพลังรุ่นเยาว์บางคนที่ได้รับประโยชน์มากมายเช่นกัน
โดยไม่รู้ว่ามีกี่คนที่เกิดการหยั่งรู้ขึ้นอย่างกะทันหัน หรือแม้แต่สามารถทะลวงผ่านคอขวดพลังและก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นทันที
แม้ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาหนึ่ง
แต่มันก็ได้เปลี่ยนโชคชะตาเส้นทางการบ่มเพาะของใครหลายคนในตำหนักบรรพชนแห่งนี้ไปอย่างมากมาย
“เด็กดี เธอสมควรแล้วที่เป็นถึงความภาคภูมิใจอันดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์เรา!”
“ทั้งที่เพิ่งเลื่อนขั้นพลังเป็นมหาเทวะยุทธ์แท้ ๆ แต่ยังสามารถสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ได้อีก เธอนี่มันน่าทึ่งจริง ๆ!”
ณ ห้องโถงแห่งหนึ่ง
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นทอดสายตามองออกไปยังโลกภายนอกอันแปลกประหลาด แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไม่เพียงเขา แต่บรรพชนหมัวและคนอื่น ๆ ก็กำลังชื่นชมฉู่โม่วอยู่เช่นกัน
ในขณะนี้ พวกเขารู้สึกว่าสามารถเข้าใจพลังวิถีได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“เจ้าหนูฉู่โม่วนี่ทำให้ฉันตกใจได้เสมอเลย!”
บรรพชนหมัวส่ายหน้า พร้อมกับหัวเราะอย่างยินดี
แม้เขาจะบ่น แต่คำพูดเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยความรักใคร่
ในขณะเดียวกัน
บรรพชนที่แข็งแกร่งหลายคนก็อดหัวเราะไม่ได้เช่นกัน
“เอาละ ฉันรู้ว่าท่านคงไม่อยากอยู่ที่นี่กันแล้ว ในเมื่อเริ่มจะรู้แจ้งอะไรบางอย่าง ก็รีบกลับไปบ่มเพาะกันต่อเถอะ ส่วนผู้ที่ยังต้องการอยู่ต่อ ก็มาฟังเรื่องราวในตำนานของดาวเคราะห์สีน้ำเงินกับชายชราผู้นี้ได้!”
บรรพชนหมัวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทันทีที่ได้รับอนุญาต บรรพชนบางคนจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวลาบรรพชนหมัว จากนั้นรีบกลับออกไปอย่างร้อนรน
พวกเขาทั้งหมดต่างได้รับประโยชน์จากพลังแห่งกฎเกณฑ์อันบริสุทธิ์นี้ และรู้สึกว่าขอบเขตพลังของพวกเขากำลังถูกคลายพันธนาการ ดังนั้นพวกเขาจึงอยากรีบเข้าฌานเพื่อพินิจอย่างรอบคอบ
เพียงไม่นาน ผู้คนส่วนใหญ่ได้ทยอยออกไปกันเกือบหมด
เหลือเพียงบรรพชนหมัว มหาเทะยุทธ์ฉีอวิ๋นและบางคนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ที่นี่
“ตาแก่พวกนั้นไปกันหมดแล้ว พวกเราก็ไปด้วยเถอะ…”
บรรพชนหมัวกล่าว
…
ณ ห้องอันเงียบสงบ
ฉู่โม่วยังคงบ่มเพาะอยู่
เมื่อกระดูกคุนเผิงผสานเข้ากับร่างกายอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่สั่นสะเทือนโลก รากฐานพลังของเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น และความแข็งแกร่งโดยรวมก็ดีขึ้นมาก
แต่นี่เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น
ครืน!
ทันใดนั้น เหนือท้องฟ้าก็พลันปรากฏสายฟ้าฟาดกระหน่ำขึ้น จนทำให้เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น
ริ้วแสงสายฟ้าสีม่วงพลันเปล่งประกาย ผสานกับกลิ่นอายอันน่าพรั่นพรึง ราวกับจะสามารถพังทำลายสวรรค์และโลกได้
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น เสียงอันน่าพรั่นพรึงก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสายฟ้าฟาดสีม่วงที่หลั่งไหลลงมา
มันไม่ใช่เพียงสายฟ้าฟาดทั่วไป
แต่มันรวมตัวกันจนหนาและใหญ่มาก ซึ่งไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียว”
ทว่ามันเกือบจะเป็นน้ำตกที่เทลงมาเหนือศีรษะของฉู่โม่ว
“นี่คือภัยพิบัติแห่งสวรรค์ครั้งที่สองของฉัน!”
เสี้ยววินาทีนั้นเอง
ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกบางอย่าง จึงหันไปมองเหนือท้องฟ้า
นักรบแห่งสวรรค์ไม่ใช่จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติแห่งสวรรค์เพียงครั้งเดียว แต่หลังจากพวกเขาเลื่อนขั้นพลัง พวกเขายังจะต้องประสบกับภัยพิบัติแห่งสวรรค์อีกหลายต่อหลายครั้ง
มันไม่ได้มีจำนวนครั้งที่ตายตัว
ยิ่งรากฐานพลังของผู้ปลุกพลังลึกล้ำและแข็งแกร่งเพียงใด เส้นทางในอนาคตของเขาก็จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น
โดยในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้ที่เคยประสบภัยพิบัติมากที่สุดคือ มหาเทวะยุทธ์ปู้เมี่ย ซึ่งเมื่อครั้งที่อยู่ในขอบเขตพลังแห่งทวยเทพ เขาได้ประสบภัยพิบัติไปทั้งหมดถึงเก้าครั้ง ทำให้รากฐานพลังของเขาทรงพลังถึงขีดสุดไปโดยปริยาย
มีข้อสังเกตว่า
หลังผ่านพ้นภัยพิบัติแห่งสวรรค์ได้สำเร็จ คนผู้นั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกครั้งเช่นกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้นจะสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติแห่งสวรรค์หลังจากเหนี่ยวนำอสนีบาตสวรรค์ได้ทุกครั้งไป
เพราะมีอัจฉริยะหลายคนที่สามารถทนต่อภัยพิบัติแห่งสวรรค์ได้เพียงสามหรือสี่ครั้ง แต่หลังจากเผชิญกับภัยพิบัติแห่งสวรรค์ครั้งที่ห้าหรือหก พวกเขาก็ตกตายไปทันทีเช่นกัน
และในขณะนี้
ฉู่โม่วกำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติแห่งสวรรค์ครั้งที่สอง
แต่เขาก็ไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย
ดังนั้น เมื่อเห็นอสนีบาตสวรรค์แห่งภัยพิบัติร่วงหล่นลงมา ชายหนุ่มจึงหันขึ้นไปเผชิญหน้าอย่างหาญกล้า ร่างนั้นปะทะเข้ากับแสงสายฟ้าอันเจิดจ้าจากสวรรค์
มันหลั่งไหลไปทั่วร่างกายของชายหนุ่มด้วยความเกรี้ยวกราด แต่เขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ มิหนำซ้ำ เขายังกระโจนขึ้นไปเหนือเมฆสายฟ้าที่กำลังคะนอง ด้วยท่วงท่าอันไร้เทียมทาน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
แม้ลงทัณฑ์สวรรค์ครั้งที่สองจะแข็งแกร่ง แต่ชายหนุ่มก็สามารถต้านทานได้อย่างไม่เกรงกลัว เขายืนหยัดอีกชั่วครู่ก่อนที่สายฟ้าจะสลายไปอย่างสมบูรณ์
ในที่สุด ฉู่โม่วก็ผ่านภัยพิบัติแห่งสวรรค์ครั้งที่สองได้สำเร็จ