ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 82 แท่นแผ่นศิลารู้แจ้งและเข้าถึงเจตจำนงแห่งกระบี่!
บทที่ 82 แท่นแผ่นศิลารู้แจ้งและเข้าถึงเจตจำนงแห่งกระบี่!
“นายน้อย!”
สาวใช้อีกคนที่อยู่ด้านหลังหน้าซีดเผือดหลังเห็นนายน้อยของตนต้องมาตายเช่นนี้
“แกจบสิ้นแล้ว! บังอาจมากที่กล้ามาฆ่านายน้อยแห่งตระกูลสวี่แบบนี้! ตระกูลสวี่จะไม่ปล่อยแกไว้อย่างแน่นอน!”
“ไม่ว่าแกจะบินหนีขึ้นฟ้าหรือมุดลงไปในผิวโลก ต่อให้จะหนีไปจนสุดขอบโลก แกก็หนีความตายไม่ได้!”
อีกฝ่ายตะโกนร้องก่อนจะวิ่งหนีไป
ฉู่โม่วไม่สนใจอีกฝ่ายและเดินตรงไปยังร่างของสวี่ฉีหลินแทน
ส่วนคนใช้สาวที่ถูกปล่อยให้หนีรอดไปได้นั้น เมื่อเห็นว่าฉู่โม่วไม่ได้ไล่ตาม เธอก็รู้สึกสบายใจอยู่ลึก ๆ
ทว่าก่อนที่ความสบายใจนั้นจะแสดงออกทางสีหน้า…
ฟิ้ว!
ควบคู่มากับเสียงบางสิ่งบางอย่างที่ลู่ลมลงมา นกยักษ์ที่มีขนสีทองปกคลุมร่างกายทะยานลงจากฟ้าเสมือนนกที่เห็นเหยื่อพร้อมกับกรงเล็บที่แหลมคมราวกับคมมีด
ฉัวะ!
ทันทีที่กรงเล็บของมันโฉบเข้าที่หัวของหญิงสาว หัวนั้นก็หลุดติดกรงเล็บออกมาได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่เจ้าของหัวจะรู้สึกตัวด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้จึงเหลือเพียงพ่อบ้านสูงวัยเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ก็สภาพปางตายแล้ว
ฉู่โม่วเดินตรงไปยังอีกฝ่าย ก่อนจะกวาดสายตามองอย่างเยือกเย็น
จากนั้นไม่นาน
ทั้งสี่คนที่หมายจะเอาชีวิตเขาก็ถูกปลิดชีพให้ตายตกตามกันในที่สุด
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหาที่พักผ่อนเสียหน่อย
ถึงแม้ว่าการกำจัดทั้งสี่คนนี้จะใช้เวลาไม่นาน แต่มันก็ใช้อณูแห่งชีวิตและการไหลเวียนเลือดที่ค่อนข้างหนักหน่วงอยู่เหมือนกัน
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง
เมื่อพลังของเขาฟื้นกลับมาล้นหลามดังเดิมแล้ว ฉู่โม่วก็เริ่มเก็บข้าวของต่าง ๆ ทั้งของตนและของทั้งสี่ร่างที่ไร้วิญญาณนี้ด้วย
พวกเขาเหล่านี้สมควรแล้วที่มาจากฐานขนาดใหญ่
สิ่งของต่าง ๆ ที่พกมาในกระเป๋าล้วนแต่เป็นของที่มีมูลค่ากันทั้งนั้น
ขนาดแค่ถุงเก็บของของสาวใช้ยังเป็นแบบพิเศษที่กว้างขวางถึงสิบตารางเมตรเลย
ส่วนของนายน้อยหนุ่มขยะนั่น ฉู่โม่วจำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ ถุงเก็บของของคนผู้นี้กว้างราว ๆ ห้าสิบตารางเมตรได้เลย
หลังจากที่เปิดมันออกมา
เขาก็พบว่าภายในมีสิ่งของมากมาย รวมถึงหินปฐมกาลที่เรียกได้ว่ามหาศาลถูกบรรจุไว้ภายในด้วย
นอกจากนี้ ฉู่โม่วยังสังเกตุเห็นเลือดอสูรระดับ 5 ถึงสองขวดอีก!
‘เด็กที่มาจากตระกูลที่พร้อมสนับสนุนนี่ช่างน่าอิจฉาชะมัด!’
ฉู่โม่วแอบบ่นอิดออดในใจ
เมื่อครั้งที่ออกฝึกฝน เขาได้สมบัติและสิ่งของต่าง ๆ มากมายมาจากการที่เข้าไปในเขตแดนลับกับหมัวซานซาน ในตอนนั้นเขาดีใจมาก ๆ กับสิ่งของที่ได้มา
ทว่าในตอนนี้ เพียงแค่เปิดถุงเก็บของของเด็กที่มาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่ได้มีฝีมืออะไรมาก แต่กลับพบเจอกับของระดับนี้อยู่ มันแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของตระกูลที่คอยหนุนหลังอีกฝ่ายอยู่เลยว่ามีอำนาจมากขนาดไหน!
เขาเก็บของทั้งหมดที่ได้มาจากถุงเก็บของทั้งสี่ใบลงไปในมิติพกพา จากนั้นเริ่มจัดแยกหมวดหมู่ของมันเอาไว้
จนกระทั่งเสร็จ
“เอาล่ะ…”
“จะว่าไป ในที่รกร้างแห่งนี้ ทำไมพ่อหนุ่มลูกคุณหนูจากฐานจินหลิงถึงมาอยู่ ณ ที่แบบนี้พร้อมกับพ่อบ้านแม่บ้านได้นะ?”
“หรือว่าจะมีสมบัติบรรพกาลอะไรซ่อนอยู่หรือไง?”
จู่ ๆ ฉู่โม่วก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้
นึกถึงเรื่องที่อาไต๋เองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสมบัติบรรพกาลจากที่นี่ เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยอีกครั้ง
“ถ้างั้น… ไอ้สมบัติบรรพกาลที่ว่านั่นอยู่ไหนกันน่ะ?”
ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนที่สายตาจะไปจับจ้องอยู่ที่อาคารที่สงสัยมาตั้งแต่แรก เพราะการต่อสู้ก่อนหน้านี้ทำให้เขาเทเลพอร์ตตัวเองออกไปไกลจากที่นี่หลายร้อยเมตร
โชคยังดีที่ตัวอาคารที่ทรุดโทรมแห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้นั้นไปด้วย
หรือจริง ๆ แล้วเจ้าสิ่งนี้ไม่ใช่อาคารทั่วไป? บางทีอาจจะเป็นสัตว์อสูร!
ตระหนักขึ้นมาแบบนั้น ฉู่โม่วก็เดินมาดู
เขาเข้าไปภายในอีกครั้งและตรวจสอบภายในตัวอาคารอย่างระมัดระวัง
ผ่านไปพักใหญ่ สีหน้าของฉู่โม่วก็ดูจะประหลาดใจกับอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาเดินตรงไปยังส่วนที่เป็นห้องรับแขกของอาคาร และตรงหน้าในตอนนี้มีเสาหินแท่งหนึ่ง ที่ดูจะเป็นเหมือนเสาที่คอยค้ำจุนอาคารหลังนี้อยู่
ที่ด้านนอกของเสาก็ดูเหมือนจะเป็นเสาทั่วไป
แต่ก็แค่ด้านนอก
เพียงแค่ฉู่โม่ววางมือลงไปบนผิว เขาก็รู้สึกได้ว่าเหมือนมือจะทะลุผ่านเข้าไปยังโลกอีกใบหนึ่งแล้ว
ชัดเจนเลยว่า นี่คือกลไกของโลกที่พรางอีกมิติหนึ่งเอาไว้เบื้องหลัง และสิ่งที่เป็นตัวพรางตาในครั้งนี้ก็คือเสาหินนี่! ส่วนวิธีที่จะเข้าไปภายในมิตินั้นได้ก็คือการใช้จิตวิญญาณ!
ทว่าเพราะตอนนี้จิตวิญญาณและร่างกายของเขาได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ดังนั้นเพียงแค่สัมผัสโดยไม่ได้ใช้ทักษะอะไร มันก็รับรู้ได้ถึงโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่ไปแล้ว
“นี่มัน…”
ฉู่โม่วชักมือกลับมาช้า ๆ
หลังจากนั้น จิตใต้สำนึกของเขาก็กระตุ้นกายจิตขึ้นมาราวกับจะเรียกให้สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในเสาหินตื่นขึ้นจากการรับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณเบื้องหน้า ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปก็ปรากฏขึ้นมาในตัวฉู่โม่ว
กลิ่นอายของความลึกลับระดับสูงพุ่งตรงเข้ามาหาเขา!
“นี่มัน… แผ่นศิลารู้แจ้ง!”
เขาไม่สามารถกดความตกใจของตนไว้ได้อีกต่อไป ชายหนุ่มอุทานออกมาเสียงดัง
แผ่นศิลารู้แจ้ง!
เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ถึงการมีอยู่ของโลกและสวรรค์ กฎที่ทั้งสองพิภพร่วมกันสร้างขึ้นมาถูกบันทึกไว้บนศิลาก้อนนี้
ไม่มีใครกำหนดได้ว่ามันจะโผล่มาที่ไหนได้บ้าง ซึ่งการที่เขาพบเจอมันที่นี่วันนี้ก็อาจจะเป็นความบังเอิญด้วยเช่นกัน แต่นี่แสดงให้เห็นว่าพรุ่งนี้เช้ามันจะต้องหายไปแล้วไปปรากฏขึ้นที่อื่นอย่างแน่นอน!
มีแค่คนที่คู่ควรเท่านั้นที่จะได้พบเจอมัน!
ชื่อของสิ่งนี้จะถูกเปลี่ยนไปตามสถานที่ที่มันไปปรากฏ แต่ในครั้งนี้มันฝังอยู่ภายในเสาหินนี้ ดังนั้นแล้วหากจะเรียกว่าแผ่นศิลารู้แจ้งก็คงไม่ผิดเพี้ยนนัก
แต่ไม่ว่ามันจะไปปราฏที่ไหน แผ่นศิลารู้แจ้งจะมีรูปลักษณ์ที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนหาได้ยากมาก ๆ
ด้วยเหตุนี้
หากไม่ใช่จิตวิญญาณสัมผัสเข้ากับมัน หรือใช้จิตวิญญาณกระตุ้นขึ้นมาจากการหลบซ่อน พวกเขาจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับที่โลกและสวรรค์เก็บซ่อนเอาไว้นี้ได้เลย
ความรู้ที่เก็บไว้ภายในศิลานี้ ว่ากันว่ามีตั้งแต่ต้นกำเนิดของโลกเลย ดังนั้นจึงมีแทบทุกเรื่องที่ผู้สัมผัสอยากจะรู้
เรื่องที่ยากเกินกว่าจะสามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง
แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีไว้ให้กับทุกคน มันถึงได้ถูกซ่อนไว้ภายใต้ภาพลวงตาของโลก
แผ่นศิลารู้แจ้ง คือสิ่งลึกลับบนโลกใบนี้ มันยินยอมให้ผู้ปลุกพลังเข้ามาเรียนรู้ถึงกฎของโลกและสวรรค์ แต่มันไม่ยอมให้คนทั่วไปเข้ามาตรวจดูสิ่งที่ซ่อนเอาไว้ได้
ดังนั้นหากคิดจะเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากแผ่นศิลารู้แจ้ง คนคนนั้นจำเป็นต้องมีพรสวรรค์และความเข้าใจ
ยังไงเสีย
กฎของโลกและสวรรค์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ปกติอยู่แล้ว
เพราะงั้นใครก็ตามที่ต้องการจะเข้าถึงกฎของโลกและสวรรค์ คนผู้นั้นต้องไม่ใช่คนปกติทั่วไปเป็นเรื่องธรรมดา
ในโลกใบนี้ แผ่นศิลารู้แจ้งที่ปรากฏขึ้นในแต่ละแห่งจะมีองค์ความรู้ที่ไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าด้วยเหตุนี้ มันเลยทำให้เงื่อนไขการเข้าถึงแตกต่างกันไปด้วย
บ้างก็เป็นองค์ความรู้ของธาตุไฟ ยินยอมให้แค่ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีธาตุไฟเข้าไปในมิติของมันได้ ในขณะผู้ที่ใช้ธาตุน้ำ ธาตุลมหรือแม้แต่ธาตุสายฟ้าจะไม่มีสิทธิ์พิเศษใด ๆ
และแผ่นศิลารู้แจ้งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานี้…
“แผ่นศิลารู้แจ้ง… เกี่ยวกับศาสตรามีคมงั้นเหรอ?”
กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นศิลานี้ ทำให้ฉู่โม่วอดไม่ได้ที่จะแสดงความตื่นเต้นออกมาบนสีหน้า
ใช่แล้ว แม้จะไม่ใช่พลังธาตุก็สามารถพบได้ในแผ่นศิลารู้แจ้งเหมือนกัน อนึ่งการที่เรียกมันว่าเป็นองค์ความรู้แห่งมีด ดาบ และกระบี่นี่ก็ไม่ใช่การตีความโดยไร้ซึ่งเหตุผล
เพราะศาสตรามีคมในศิลานี้ไม่แบ่งแยกประเภท
ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่ากระบี่ ระบำมีดสั้น เจตจำนงแห่งกระบี่ หรืออัตลักษณ์แห่งดาบ ทุกสิ่งอย่างล้วนแต่มีปลายทางเป็นอย่างเดียวกันต่างกันแค่กรรมวิธี ขึ้นอยู่กับว่าผู้ฝึกฝนใช้อาวุธประเภทไหน อาวุธชิ้นนั้นจะมีวิธีใช้ต่างกันไปเท่านั้น
แต่ในตอนท้ายที่สุด
ทั้งกระบี่และมีดสั้นหรือดาบยาว พวกมันก็ใช้เพื่อสังหารอยู่ดี
เช่นนั้นแล้ว แผ่นศิลารู้แจ้งในเรื่องของศาสตรามีคม จึงอนุญาตให้ทุกคนที่มีทุกทักษะอาวุธมีคม ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ มีดสั้นหรืออะไรก็ตามที่ยังอยู่ในประเภทเดียวกัน สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ทั้งหมด
แต่ฉู่โม่วที่รู้เพียงกระบี่เท่านั้นจึงยังเรียนรู้ได้แค่ศาสตร์กระบี่
“ไม่แปลกใจเลยที่นายน้อยตระกูลร่ำรวยนั่นถึงยอมถ่อมาจากฐานจินหลิงมายังที่ห่างไกลเช่นนี้!”
“เพราะที่นี่มีแผ่นศิลารู้แจ้งอยู่สินะ!”
ฉู่โม่วเริ่มเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา
คิดได้เช่นนั้นเขาก็มีความสุขยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
เพราะตอนนี้นายน้อยคนนั้นถูกกำจัดไปแล้ว ดังนั้นที่นี่จึงเหลือเพียงเขาคนเดียว และนั่นก็หมายถึงเขาสามารถเข้าไปเรียนรู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในแผ่นศิลารู้แจ้งนี่ได้ โดยไม่มีใครมารบกวนอีก!
“เพราะฉันมีทักษะกระบี่ระดับสูง ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเพิ่งเข้าใจถึงเจตจำนงของกระบี่ขึ้นมาบ้าง แต่นั่นก็ถือว่าที่สุดเท่าที่ตัวฉันเองจะเข้าใจได้แล้ว”
“แผ่นศิลารู้แจ้งนี่… บางทีอาจจะใช้สิ่งนี้ช่วยให้ฉันเข้าใจถึงเจตจำนงแห่งกระบี่ให้มากขึ้น หรือถ้าเป็นไปได้อาจจะเข้าถึงขั้นสุดยอดด้านกระบี่เลยก็ได้!”
สรุปได้เช่นนั้น ฉู่โม่วไม่รอช้าที่จะตัดสินใจ
กระบี่ประกายแสง เงากระบี่ฝ่านภา อัตลักษณ์แห่งกระบี่ นี่คือขั้นกระบี่หลัก ๆ ที่ผู้ฝึกกระบี่สามารถพัฒนาได้
แต่ภายหลังจากที่บรรลุอัตลักษณ์แห่งกระบี่ที่เป็นจุดสูงสุดไปแล้ว มันก็ใช่ว่าจะไม่สามารถฝึกฝนได้อีก
เจตจำนงแห่งกระบี่ จะถูกแบ่งย่อยออกเป็นขั้นต่าง ๆ คือ เจตจำนงแห่งกระบี่ขั้นต้น 30% คือเจตจำนงแห่งกระบี่ขั้นปลาย และ 70 %คือเจตจำนงแห่งกระบี่ขั้นสุดท้าย และ 100% เจตจำนงแห่งกระบี่ขั้นสมบูรณ์
เขาขอให้เสี่ยวจินช่วยดูแลความปลอดภัยจากด้านนอกไว้ เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายหรือคนอื่น ๆ จะเข้ามาขณะที่เขากำลังฝึกฝนและเรียนรู้จากแผ่นศิลารู้แจ้งนี้ เมื่อทุกอย่างลงตัว ฉู่โม่วก็นั่งลงไปกับพื้นตรงหน้าเสาหิน
“เปิดแผ่นรู้แจ้ง!”
ลมหายใจถูกสูดเข้าไปลึก ๆ
ฉู่โม่วยื่นแขนออกไป และใช้ฝ่ามือสัมผัสลงบนแผ่นศิลารู้แจ้งเบา ๆ
พลันเมื่อฝ่ามือสัมผัสลงไปบนแผ่นหิน
ตัวแผ่นหินสีด้านก็ปรากฏผิวมันวาวขึ้นมาราวกับผิวของมันไม่ใช่หินอีกต่อไป
แรงสั่นสะเทือนเสมือนหยดน้ำนี้
ปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าพิศวงควบคู่ไปกับเมฆหมอกประหลาดให้ลอยคลุ้งออกมาปกคลุมร่างของฉู่โม่วที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเอาไว้
เพียงชั่วพริบตา
ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ว่าตาของตนนั้นมองภาพตรงหน้าได้ไม่ชัดเจนนัก
และเมื่อเขาหันมองซ้ายขวาอีกครั้ง โลกที่เขาอยู่มันก็เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว
นี่มัน… แดนกระบี่!
เจตจำนงแห่งกระบี่ที่มาจากกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วน กำลังโถมเข้าใส่จิตใจของเขาตั้งแต่แรกเห็น!