ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 831 พลังจิตวิญญาณของมหาเทวะยุทธ์!
บทที่ 831 พลังจิตวิญญาณของมหาเทวะยุทธ์!
“คนคนนี้ ปีศาจหรืออะไรกันน่ะ…เขามาจากไหน?”
ภายในหุบเขา เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปที่ถูกถล่มลงกัดฟันพูด
ก่อนหน้านี้ไม่นาน
เขามาฝึกฝนอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ แต่จู่ ๆ ก็มีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งเข้ามาท้าทายเขา เขาสัมผัสได้ว่าพลังของอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดาเลย และตัวเขาก็เพิ่งจะทลายขีดจำกัดได้ด้วย ดังนั้นเขาจึงยินยอม
ทั้ง ๆ ที่คิดว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายแล้วแท้ ๆ
แต่ใครจะไปรู้ว่าเพียงแค่การประลองได้เริ่มต้นขึ้น เขาก็ถูกความเร็วที่เหนือชั้นกว่าของอีกฝ่ายเอาชนะไปได้โดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย
จากนั้น ด้วยความไม่อยากจะยอมรับ เขาใช้กระบวนท่าที่เป็นชื่อเสียงโด่งดัง นั่นคือการกลายเป็นมังกรที่แท้จริงเพื่อเพิ่มพลังในการทำลายล้างให้ขึ้นไปในระดับสูง ด้วยพลังกายที่ไม่มีใครเทียบเท่า แต่ผลลัพธ์ก็ยังกลายเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดเหมือนเดิม เขาพ่ายแพ้!
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังชนะเขาได้ด้วยพลังกายเพียงเท่านั้นอีก
สิ่งนี้ทำให้เขาคิดหนัก
จนถึงตอนนี้ แม้อีกฝ่ายจะหายตัวไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยู่ในอาการช็อกไม่คลาย
เดาได้เลยว่าการพ่ายแพ้ในครั้งนี้จะต้องถูกสลักไว้ในใจเขาไปอีกนานแสนนาน มันไม่ใช่ตราบาปที่แสดงให้เห็นว่าเขายังฝึกฝนไม่พอ แต่จะกลายเป็นฝันร้ายที่ไม่ว่าจะกี่คืนก็ไม่อาจจะลืมได้อีกต่อไป
…
อีกฟากหนึ่ง
ฉู่โม่วผู้ที่เพิ่งจะเอาชนะอัจฉริยะของสำนักจันทราม่วงไปแล้ว เขาก็รู้สึกผิดหวัง
เขาไม่ได้หยุดและรีบมาหาผู้ฝึกยุทธ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชาแปลงกายคนนี้ ทว่าระดับความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวัง
ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งนั้นจะนับว่าดีสมชื่อหลังจากแปลงร่างเป็นมังกรแล้ว แต่ด้วยความเร็วที่ช้ามาก ๆ นั้น มันก็กลายเป็นจุดสำคัญที่นับว่าเป็นจุดอ่อนของกระบวนท่านี้เลยก็ได้
ดังนั้นเขาจึงสามารถเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย
แล้วก็…
พรสวรรค์ที่กลืนกินมาจากอีกฝ่ายนั้นก็ไม่มีอะไรมากด้วย
‘พรสวรรค์ที่ได้จากอัจฉริยะจื่อเยว่จงมีแค่นิดเดียวเอง มันน่าจะเพิ่มมาเป็นกลุ่ม ๆ แต่ผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะทั่ว ๆ ไป ให้พรสวรรค์ฉันได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบกับอัจฉริยะจากสำนักจันทราม่วง’
‘ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความแข็งแกร่ง หรือเป็นเพราะอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ทั่ว ๆ ไป’
‘หวังว่าอัจฉริยะคนที่สาม จะมีอะไรที่ทำให้ฉันตกใจบ้างนะ’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง…
ขณะที่คิดเช่นนั้นอยู่ในหัว ชายหนุ่มก็เดินทางมาถึงสถานที่ฝึกฝนส่วนของของศิษย์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปีศาจโบราณแล้ว
ที่นี่เป็นคฤหาสน์ที่กว้างใหญ่
สัมผัสสวรรค์ของชายหนุ่มแผ่ปกคลุมที่นี่ เขาพบว่าภายในนั้นมีผู้ฝึกยุทธ์มากมายรวมกันอยู่ ทุกคนสวมชุดพ่อบ้านหรือไม่ก็คนรับใช้
‘ช่างเป็นคนที่รู้จักหาความสุขให้ตัวเองจริง ๆ ผิดกับผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ที่ไม่ร่ำรวยและใช้ชีวิตน่าเบื่อ!’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นเองเสียงตะโกนก็ดังขึ้น “ใครมันกล้าที่จะแอบสอดส่องเข้ามาน่ะ!”
สิ้นเสียงนั้น ลึกเข้าไปในคฤหาสน์ ลำแสงดวงหนึ่งก็พุ่งขึ้นไปบนฟ้า ก่อนจะกลายสภาพเป็นชายหนุ่มที่มีท่าทีหยิ่งผยอง
“หา?”
อัจฉริยะหนุ่มประหลาดใจ
พลังสัมผัสสวรรค์ของเขานั้นทรงพลังเกินกว่ามหาเทวะยุทธ์ทั่ว ๆ ไปจะสามารถสัมผัสได้ด้วยซ้ำ แต่ดูท่าอัจฉริยะคนนี้จะตรวจจับเจอสัมผัสของเขาจริง ๆ
สิ่งนี้เลยทำให้บุตรแห่งโชคชะตารู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อย
เขาไม่รอช้าที่จะเปิดเผยตัวตน “ฉันคือมหาเทวะยุทธ์กลืนกินสวรรค์ ได้ยินมาว่านายคืออันดับหนึ่งของเหล่าศิษย์ในสำนักจันทราม่วงดวงนี้ เพราะงั้นฉันเลยอยากจะมาท้าประลอง!”
“มหาเทวะยุทธ์กลืนกินสวรรค์งั้นเหรอ?”
อัจฉริยะหนุ่มขมวดคิ้ว เขามองฉู่โม่วแล้วพูด “มาท้าทายฉัน มันจะเกินตัวนายไปเปล่า ๆ นะ เจ้ามหาเทวะยุทธ์ระดับต้น… รีบ ๆ กลับไปเลย ขืนนายดื้อดึงจะอยู่ต่อแม้แต่นิดเดียว ฉันเอานายตายแน่!”
“ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะสักหน่อย!”
บุตรแห่งโชคชะตาพูดตอบเสียงดัง “มาสู้กันก่อน!”
“กล้าดีนักนะ!”
“ในเมื่อนายรนหาที่ตายเอง ก็อย่ามาโทษฉันทีหลังแล้วกัน!”
อัจฉริยะหนุ่มหน้าเคร่งเครียด เขาพุ่งลงมาหาฉู่โม่วโดยไม่ลังเลใด ๆ
ตูม!
ขณะที่อยู่กลางอากาศ พลังปราณและเลือดลมก็ได้เดือดพล่านขึ้น พลังของเขากล้าแกร่งเสียจนมิติอากาศยังแตกระแหง ยามที่พุ่งเข้าหาฉู่โม่ว มันก็แบกเอาพลังอันน่าเกรงขามมาด้วย
พร้อมกันนั้น…
มันยังมีพลังปริศนาพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่ม พลังที่ยิ่งใหญ่เสมือนคลื่นยักษ์ ความหนาแน่นของมันมีมากจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
‘นี่มัน… พลังจิตวิญญาณ!?’
ฉู่โม่วตาเป็นประกาย
เขาไม่คาดคิดเลยว่าอัจฉริยะหนุ่มผู้นี้จะเป็นผู้ใช้พลังจิตวิญญาณด้วย!
แถมยังมีความกล้าแกร่งของพลังไม่น้อยเลยทีเดียว จากที่สัมผัสนี้ มันเทียบเท่าได้กับมหาเทวะยุทธ์ระดับสูงเลย
‘ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสามารถรับรู้สัมผัสสวรรค์ของฉันได้ ที่แท้ก็เจอกับปรมาจารย์แห่งจิตวิญญาณเหมือนกันนี่เอง’
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉู่โม่วได้เจอกับผู้ใช้พลังจิตวิญญาณระดับสูงขนาดนี้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจไม่ใช้กระบี่ และหันไปสู้ด้วยพลังจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน
ครืน!
คลื่นพลังทั้งสองฝั่งเข้าปะทะกันจนเกิดเป็นคลื่นกระจายออกไป
มิติรอบข้างถูกพัดเสียจนแตกร้าว
ฉู่โม่วและผู้ปลุกพลังหนุ่มต่างพอกันถอยออกมาในระยะเท่ากันและเวลาเดียวกัน
“นายเองก็เป็นผู้ใช้พลังจิตวิญญาณสินะ!”
สีหน้าของผู้ปลุกพลังหนุ่มเริ่มแสดงความตึงเครียดขึ้นมา
เช่นเดียวกับฉู่โม่ว นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้พบกับคู่ต่อสู้ที่มีทักษะด้านพลังจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน ดังนั้นระหว่างที่เขาหวาดหวั่น เขาก็ตื่นเต้นตามไปด้วย
“เข้ามาอีกครั้งสิ!”
ด้วยเสียงแสบแก้วหูที่ดังยาวควบคู่ไปกับการเกิดคลื่นที่ข้อมือของเขา วงแหวนดวงดาวปรากฏขึ้น มันถูกสร้างขึ้นจากพลังจิตปริมาณมหาศาล ก่อตัวเป็นพายุพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย
เห็นได้ชัดว่านี่คือยุทธภัณฑ์วิญญาณของชายผู้นี้
และฉู่โม่วก็ไม่คิดจะถอยออก
แววตาของเขามุ่งมั่น ทันใดนั้นคันศรที่วิจิตรงดงามคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในมือ
สิ่งนี้คือยุทธภัณฑ์วิญญาณของเขา คันศรดาวตก!
ซู่ม!
ทันทีที่เขายกแขนขึ้น เขาดึงสายธนูที่มองไม่เห็น จากนั้นพลังอันมหาศาลก็เข้ามารวมตัวกันก่อให้เกิดเป็นลูกศรสีเงินประทับขึ้นคันศรด้วยตนเอง
เมื่อนั้น… นิ้วที่รั้งสายธนูไว้ก็ค่อย ๆ คลายออกช้า ๆ
ฟุ่บ!
ราวกับสวรรค์ทั้งเก้าลั่นระฆังให้กังวาน
ศรธนูมากมายพุ่งออกมาในพริบตา มันพุ่งทะลุมิติต่าง ๆ ด้วยความคมที่ลู่ลม ทำให้เกิดเสียงไม่น่าอภิรมย์หูดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าที่ใดที่มันผ่านไป มิติบริเวณนั้นก็จะฉีกขาดไปด้วย และมันตรงเข้าใส่พายุดวงดาวที่อีกฝ่ายสร้างอย่างจัง
ตึง!
เสียงการปะทะกันจนระเบิดดังขึ้นทันใด และคลื่นอัดกระแทกก็กระจายตัวเป็นวงกว้างเป็นล้าน ๆ กิโลเมตรในพริบตานั้นด้วย
แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด
หลังจากที่ปะทะกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ไม่รีรอกันทั้งคู่ พวกเขาเริ่มการโจมตีครั้งต่อไปทันที
แผ่นจำลองจักรวาลในมือของผู้ปลุกพลังหนุ่มถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ฉู่โม่วง้างสายธนูใหม่และยิงศรจำนวนมากมายออกไป
พลังทั้งสองทะยานขึ้นสู่ฟ้าจากบนดินและจากบนฟ้าออกไปยังช่องว่างมิติแห่งอวกาศ
ไม่ว่ามันจะผ่านไปที่ไหน ดวงดาวมากมายก็จะระเบิดออกและกลายเป็นพลุไฟท่ามกลางฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
ด้วยภาพที่หน้าตกตะลึงต่อสายตาของผู้ฝึกยุทธ์อีกนับไม่ถ้วน
สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์บนสำนักจันทราม่วงต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พวกเขารู้สึกได้เลยว่า ผืนปฐพีที่พวกตนยืนอยู่นั้นสั่นสะเทือนรุนแรงภายใต้แรงระเบิดอันทรงพลังนี้ ความกลัวกัดกินใบหน้า พวกเขากลัวว่าสำนักจันทราม่วงนี้ก็ไม่อาจจะทนอยู่ได้หลังการต่อสู้นี้จบลง และจะระเบิดตามดาวดวงอื่น ๆ ไปในภายหลัง
แต่โชคยังดี…
ที่ทั้งฉู่โม่วและผู้ปลุกพลังหนุ่มต่อสู้กันโดยถอยห่างจากสำนักจันทราม่วงนี้
นี่จึงทำให้พวกเขารอดตาย
ผิดกับดาวอื่น ๆ ที่ต้องพบเจอกับความทุกข์ที่ยากที่จะกล้ำกลืน
ไม่รู้ว่ามีดวงดาวกี่ดวงที่ระเบิดไปเพราะการต่อสู้นี้ และไม่รู้ว่ามีมิติรอยแยกอีกมากขนาดไหนที่ต้องทลายลงไป
ในชั่วพริบตา…
ทั้งสองก็สู้กันมาหลายชั่วโมงแล้ว
“สนุกดีนี่!”
“ถึงแม้ฉันจะไม่รู้ว่านายเป็นใคร แต่นายเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาตลอดชีวิตเลย!”
ตอนนั้น ผู้ปลุกพลังหนุ่มก็เอ่ยปากชมออกมา
จากนั้น เขาพูดเสียงดัง “หากนายกับฉันยังคงสู้กันอยู่แบบนี้ละก็ มันคงจะยากที่จะหาผู้ชนะไปอีกสิบปีหรือครึ่งเดือน…เพราะงั้นมาลิ้มลองวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของฉันหน่อยเป็นยังไง? หากนายสามารถรับมือกับมันได้ ฉันจะถือว่าฉันแพ้!”