ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 832 ปีศาจจากที่ไหนกัน!
บทที่ 832 ปีศาจจากที่ไหนกัน!
“ย่อมได้!”
“เราจะมาตัดสินหาผู้ชนะกันภายในการโจมตีครั้งเดียว!”
ฉู่โม่วแสงเจตนารมณ์
หลังจากที่เขาได้สู้กับผู้ปลุกพลังผู้นี้มาได้พักใหญ่ ๆ แล้ว เขาเองก็ตระหนักได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน เพราะงั้นแล้ว ข้อเสนอนี้นับว่าตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ยามที่ฝ่ายเสนอมา ชายหนุ่มจึงไม่ได้ปฏิเสธใด ๆ!
ครืน!
สิ้นเสียงของผู้ปลุกพลัง เขาก็ปลดปล่อยกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่ออกมาจากร่างของตน มันทะยานขึ้นไปยังท้องฟ้าไกลเสมือนเป็นคลื่นที่ก่อเกิดจากพลังแห่งจิตวิญญาณ พลังศักดิ์สิทธิ์เข้าพันเกี่ยวกับสิ่งนี้ แปลงสภาพกลายเป็นธารน้ำที่หลั่งไหลลงมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เสมือนดั่งกาแล็กซีที่เรียงร้อยสวรรค์ทั้งเก้าเข้าไว้ด้วยกัน
ภายใต้การกดดันของพลังนี้ แม้แต่มิติว่างเปล่ายังสั่นสะเทือน สวรรค์และโลก มันเปิดปิดอย่างสั่งการไม่ได้ แม้กระทั่งทั่วทั้งกาแล็กซีก็ยังตระหนักได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ไม่ต้องพูดถึงดวงดาวมากมายที่ระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะรับแรงสั่นสะเทือนนี้ไม่ไหวเลย
กระบวนท่านี้ แม้จะยังไม่ได้เปิดเผยรูปลักษณ์ออกมา แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ที่มันมีอยู่ก็น่าเกรงขามอย่างไม่ต้องสงสัย
“มหาเทวะยุทธ์กลืนกินสวรรค์!”
“จงลิ้มรสพลังของฉันไปซะ!”
ผู้ปลุกพลังหนุ่มลอยขึ้นไปในอวกาศ
สีหน้าของเขาไม่แยแสใด ๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับแววตาที่เยือกเย็น ณ ตอนนั้นทั่วทั้งร่างของเขากำลังห้อมล้อมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกาย เขาสว่างไสวราวกับเป็นดวงตะวันที่ส่องทอแสง พลังจิตวิญญาณที่พลั่งพรูนั้นเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของพายุใหญ่ ที่ดูเหมือนจะพร้อมฉีกกระชากกาแล็กซีให้ขาดเป็นชิ้น ๆ แล้ว
“ไป!”
เขาตะโกนเสียงดัง
พลังจิตที่แผ่ซ่านออกมาอย่างมหาศาลในครานี้ ก่อรูปร่างเป็นลำแสงที่พุ่งตรงไปหาชายหนุ่ม
ลำแสงนี้แข็งแกร่งระดับไหนกัน?
ไม่ว่าที่ใดที่ลำแสงนี้ได้เคลื่อนผ่าน ช่องว่างมิติภายในก็จะถูกทำลาย พายุอวกาศมากมายเติมเต็มมิติที่ทลายลงไปนั้น และมันก็ทำลายพลังที่ยังหลงเหลือภายในแทบจะทันทีด้วย
ยังไม่รวมถึง…
กลิ่นอายที่แหลมคมที่แพร่กระจายออกมาจากลำแสงดังกล่าว แต่ก่อนที่มันจะถึงเป้าหมาย ดวงดาวที่อยู่ด้านหลังฉู่โม่วก็ไม่อาจจะรับกลิ่นอายนี้ได้และชิงระเบิดไปก่อนหน้าตาม ๆ กัน ซึ่งแม้แต่ฉู่โม่วก็ยังรู้สึกได้เหมือนว่าร่างกายตนกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ เช่นเดียวกัน
เขารู้สึกว่าอวัยวะภายในหลายชิ้นกำลังถูกฉีกออก พลังอันน่ากลัวที่ไม่อาจจะอธิบายได้กำลังกัดกินตัวเขา
“เป็นพลังจิตที่น่ากลัวและทรงพลังจริง ๆ!”
รู้สึกได้ถึงพลังระดับนี้ ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะกังวลขึ้นมาในใจ
พลังเช่นนี้น่ะ มันมากพอที่จะสังหารครึ่งก้าวราชันย์เทวะยุทธ์เลย!
แม้ความจริงแล้ว ผู้ปลุกพลังหนุ่มคนนี้จะไม่ได้แข็งแกร่งระดับนั้น แต่ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณที่เขามี มันอยู่ในระดับสูง ดังนั้นจึงดึงพลังออกมาได้มากขนาดนี้
‘เทียบกันแล้ว ดูเหมือนพลังของฉันจะน้อยกว่าอยู่นิดหน่อยแฮะ!’
‘หากว่าจะวัดกันเรื่องพลังจิตวิญญาณละก็ ฉันอาจจะไม่สามารถสู้คนคนนี้ได้เลย!’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง แววตาของเขาเปล่งแสงสว่างออกมา
วินาทีนั้น…
ตูม!
เหนือหัวของเขา เสียงของระฆังดังกังวานชัดเจนก็ดังขึ้น มันสูงส่งและยิ่งใหญ่ เสียงของมันนั้นกระจายเป็นวงกว้างเสมือนคลื่นที่ถูกส่งออกไปเป็นระลอก ๆ
ทุกหนทุกแห่งที่คลื่นเสียงนี้วิ่งผ่านไป ช่องว่างมิติจะสั่นสะเทือน และไม่ว่าจะเป็นโลกหรือท้องฟ้า ทุกสรรพสิ่งล้วนสั่นคลอน
ไม่ต้องพูดถึงทั่วทั้งจักรวาล ต่อให้เป็นจักรวาล แรงสั่นสะเทือนของเสียงระฆังนี้ก็ยังคงแพร่กระจายไปได้
และจุดที่ฉู่โม่วกับผู้ปลุกพลังหนุ่มกำลังสู้กันนั้น ห้วงมิติก็ถูกเยือกแข็ง
ลำแสงพลังจิตที่ดูเหมือนพร้อมจะทำลายทุกสิ่งอย่างที่กำลังพุ่งเข้ามานั้นเองก็ถูกเยือกแข็งไปกลางอากาศและไม่สามารถขยับไปไหนได้อีกเช่นกัน
“อะไรน่ะ!?”
ดวงตาของผู้ปลุกพลังหนุ่มเบิกโพลง นัยน์ตาของเขาสั่นสะท้านราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเห็น
เขาไม่เคยรู้มาก่อน
ถึงสิ่งที่สามารถหยุดลำแสงพลังจิตได้ราวกับเวลาถูกหยุดเช่นนี้!
“ระฆังนั่นมันอะไรกัน!?”
ผู้ปลุกพลังหนุ่มไม่รู้จักสิ่งนี้
แต่ภายในใจเขา ณ ตอนนี้ ทุกอย่างกำลังเข้าขั้นวิกฤต
นี่เป็นเหมือนแบบทดสอบที่กำลังให้เขาเลือกว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี
เคร้ง!
ตอนนั้น ตัวระฆังทองแดงก็ได้ปรากฏออกมา
สิ่งนี้เปรียบเสมือนมรดกที่ถูกส่งต่อลงมาจากสวรรค์ทั้งเก้าห้อมล้อมไว้ด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งประกาย ควบคู่ไปด้วยความวุ่นวายที่อยู่ในรูปของกลิ่นอาย ในไม่ช้า บรรยากาศน่าพิศวงก็ปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้หลั่งไหลมาจากโบราณกาล ข้ามยุคข้ามเวลาผ่านห้วงมิติ
เคร้ง!
เสียงระฆังดังขึ้นอีก และเสียงของมันก็ยังคงทรงพลัง
สายลมและเปลวเพลิงที่ไร้ซึ่งทิศทางก่อตัวขึ้น พลังแห่งกฎเกณฑ์อัดแน่นไปทั่ว และแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจจะประเมินได้ก็เปล่งส่องสว่างในบัดดล
ระฆังทองแดงปลดปล่อยพลังที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งอย่างออกมา มันปล่อยพลังอยู่เช่นนี้ เพื่อให้ทุกสรรพสิ่งตระหนักถึงความกลัวอย่างสุดขั้ว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ปลุกพลังหนุ่มเองก็ยังต้องแบกรับแรงกดดันอันมหาศาลเอาไว้
แรงกดดันนี้ ราวกับเขากำลังแบกโลกทั้งใบเอาไว้เลย
“นั่นมันสมบัติอะไรกันแน่!”
ผู้ปลุกพลังหนุ่มเริ่มหวาดผวา
เขารีบกระตุ้นเลือดลมและพลังจิตขึ้นใหม่อีกครั้งเพื่อจะทำให้ตนหลุดจากแรงกดดันระดับนี้ได้ แต่เขาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อพบว่ามันเป็นไปไม่ได้
กึก! กึก!
ตอนนั้น
ตัวระฆังทองแดงสั่นอย่างรุนแรงและขยายใหญ่ขึ้น ในชั่วพริบตา มันก็กลายเป็นระฆังยักษ์ขนาดเท่าดวงดาวเสียแล้ว
พลังที่แผ่นซ่านออกมานั้นทำให้เขาเห็นภูเขา แม่น้ำ ดวงตะวัน จันทรา ดารา และเอกภพ ควบคู่ไปกับดิน น้ำ ลมและไฟ มันเป็นความพิศวงที่พรั่นพรึง
สิ่งที่น่ากลัวกว่านี้มีอีกไหม?
ในขณะที่ระฆังทองแดงกำลังขยายใหญ่ขึ้น พลังที่ปลดปล่อยออกมาจากมันนั้นก็ยิ่งมากขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ ด้วย หากเป็นก่อนหน้า ผู้คนคงคิดว่าพลังของระฆังทองแดงนี้คงจะมากพอที่จะสั่นสะเทือนทั้งกาแล็กซี
แต่ตอนนี้ พลังของระฆังทองแดง มันเพิ่มสูงจนเหนือความคาดหมายที่สิ่งมีชีวิตจะสามารถจินตนาการถึงได้แล้ว!
มันดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำลายได้ทั้งกาลเวลาและห้วงมิติ ทำลายเอกภพและกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ถูกกล่าวขานว่าสรรพสิ่งได้
ไม่ต้องสงสัยเลย …
ณ ตอนนี้ เขาไม่มีทางรับมือได้แน่ ๆ เผลอ ๆ เขาเองก็จะเป็นฝ่ายถูกกดดันด้วยพลังเช่นกัน
ขนาดในแง่มุมของมหาเทวะยุทธ์ยังหนักกันขนาดนั้น
แล้วนับประสาอะไรกับผู้ปลุกพลังหนุ่มเช่นนี้?
แกร๊ก!
ทันใดนั้นเอง เสียงบางสิ่งบางอย่างแตกออกก็ดังขึ้น
เจ้าของเสียงนั้น คือลำแสงพลังจิตที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังวิญญาณ กำลังระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ กลายสภาพเป็นดวงแสงเล็ก ๆ และกระจัดกระจายไป
จากนั้น
เกือบจะจังหวะเดียวกัน
ผู้ปลุกพลังหนุ่มคุกเข่าลงไปท่ามกลางท้องฟ้าประกายดาว เขาสำรอกเลือดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือดสุด ๆ
อวัยวะภายในหลายชิ้นของเขาบาดเจ็บหนัก มันหนักจนเขาแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
“ฉันยอมแล้ว! ฉันแพ้!”
ผู้ปลุกพลังรีบตะโกนด้วยความยากลำบาก เขาไม่อยากจะสู้ต่อไปอีกแล้ว
เขากลัวว่าถ้าหากยังสู้กันต่อไป เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงตัดสินใจยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้
ตอนนั้นเอง ผู้ปลุกพลังหนุ่มก็รู้สึกได้ว่าแรงกดดันที่กดร่างของเขาไว้นั้นกระจายหายไปจนหมดในพริบตา ระฆังทองแดงที่น่ากลัวนั้นเองก็ลดกลับมาเป็นระฆังขนาดเล็กประมาณสามนิ้วดังเดิมแล้วด้วย พลังน่าพิศวงที่อยู่รอบตัวก็ลดหายไปแล้วเช่นกัน
“จัดให้ตามคำขอ!”
ฉู่โม่วสลายระฆังจักรพรรดิบูรพาทิ้งไปแล้วยกยิ้ม
ทันใดนั้น เขาก็หยิบเอาเม็ดยาออกมาแล้วส่งมันให้ผู้ปลุกพลังหนุ่มก่อนจะจากไปท่ามกลางสายตาที่งุนงงของอีกฝ่าย
มองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มหายไป
แววตาของผู้ปลุกพลังหนุ่มก็ยังคงเต็มไปด้วยความตื่นกลัว
เขาน่ะเป็นผู้ปลุกพลังทั้งด้านวิทยายุทธ์และจิตวิญญาณ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเทวะยุทธ์ แต่ก็สามารถสังหารมหาเทวะยุทธ์ได้ เพราะอย่างนั้นก่อนหน้านี้เขาจึงคิดมาตลอดว่าตนนั้นคือเกียรติยศแห่งสวรรค์ เป็นผู้ที่แข็งแกร่งเหนือใคร สิ่งนี้ทำให้เขาภาคภูมิใจตนเองเป็นอย่างมาก
แต่ใครจะรู้…
วันนี้บุตรแห่งโชคชะตาที่แข็งแกร่งกว่าก็ได้ปรากฏตัวขึ้น ไม่เพียงแต่คนคนนั้นจะเป็นปรมาจารย์จิตวิญญาณเช่นเดียวกัน แต่ยังเป็นผู้ที่มีพลังวรยุทธ์ที่แกร่งกล้ามาก ๆ ด้วย เพียงแค่ได้พบเจอก็ตระหนักได้ถึงความไร้พลังของตนเองทันที
ความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้นั้น หนักหน่วงพอ ๆ กับความรู้สึกที่บอกให้เขาฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากความเจ็บปวดนี้ไปเสีย
“เป็นปีศาจจากที่ไหนกัน…”
เขาถอนหายใจเบา ๆ
เมื่อเขาได้สติกลับมา เขาก็ก้มมองยาที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้ ภายหลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาก็กลืนยานั้นลงไปในอึกเดียว
หลังจากที่กลืนยาไปแล้ว ผู้ปลุกพลังหนุ่มก็นั่งขัดสมาธิเพื่อขัดเกลาเอาพลังจากเม็ดยาวิเศษนั้นออกมาใช้และรักษาบาดแผลของตนเอง