ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 884 เปลวเพลิงแห่งอารยธรรม
บทที่ 884 เปลวเพลิงแห่งอารยธรรม
“เผามัน! เผามันให้หมด!”
“ต่อหน้าความแปรปรวนของประวัติศาสตร์ แม้แต่ผู้เป็นอมตะและเทพสวรรค์ก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้!”
“ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์น่าอัศจรรย์ขนาดไหน ถ้าเดินผิดทางก็ไม่มีวันย้อนกลับไปสู่ทางที่ถูกได้หรอก!”
น้ำเสียงของชายชราข้ามห้วงมิติและกาลเวลาเข้ามาในหูของฉู่โม่วเบา ๆ
เมื่อเสียงนั้นจบลง
จางหายไป เช่นเดียวกันกับตัวตนผู้มีสามตาก่อนหน้านี้ ท้องฟ้าและผืนดินร่ำไห้เป็นสายเลือดราวกับว่ากำลังอาลัยให้กับการจากไปของกระบวนท่าเก้าขั้นพิชิตฟ้า
ตูม!
ร่างอีกร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
มันคือร่างของชายและหญิงคู่หนึ่งผู้ยืนอยู่เหนือสายลมและเปลวเพลิง พวกเขามีสามเศียรและหกกร มีดอกบัวมายารองรับร่างกาย สวมใส่ผ้าไหมสีแดง และถือหอกพู่เอาไว้ในมือ
แสงศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออกมา สายฝนโลหิตมหาศาลเทลงมา และแท่นดอกบัวเหี่ยวเฉาจนจางหายไปในห้วงอากาศ เมื่อจิตวิญญาณหนึ่งลอยออกไป มันก็สูญเสียแสงประกายจนหมองหม่นลงในที่สุด
กร๊อบ!
ระหว่างที่ภาพนี้เกิดขึ้น ตำราจารึกจำนวนมากในมือของชายชราก็ถูกเผาทำลาย
ตอนนี้ แม้ว่าฉู่โม่วจะพยายามมองอย่างสุดความสามารถก็เห็นแค่เพียงคำว่า ‘กายาบงกช’ เท่านั้น
ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวทั้งสองจากไปตาม ๆ กัน
ฉู่โม่วมองดูสิ่งนี้จากข้าง ๆ และได้แต่ตกตะลึงอยู่ในใจ
ไม่ว่าจะเป็นตัวตนสามตาหรือร่างถือหอกผู้ครอบครองแท่นบงกช ชายหนุ่มก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน
หากการคาดเดาของเขาถูกต้อง ตัวตนผู้มีสามตานั้นคงจะเป็นเทพสวรรค์นักรบสามตา เอ้อร์หลางเสินผู้ใช้หอกสามแฉก หรือที่เป็นที่รู้จักในฐานะชายผู้เกิดมาอย่างมหัศจรรย์
ส่วนชายผู้ใช้หอกนั้น เขาคือนาจาในตำนานผู้มีสามเศียรและหกกร รวมไปถึงภาพลวงตาบงกช
“เทพสวรรค์เอ้อร์หลาง กับนาจา องค์ชายที่สาม…”
“พวกเขาต่างก็เป็นตัวตนในตำนาน แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับหายนะนี้หมดทุกคน แม้แต่กระบวนท่าที่พวกเขาฝึกฝนก็พ่ายแพ้ให้กับโลก!”
หน้าอกของฉู่โม่วสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนแทบจะอดกลั้นเอาไว้ไม่ไหว
และในตอนนั้นเอง ในภาพนั้น ร่างมากมายยังคงปรากฏให้เห็นและจากไปคนแล้วคนเล่า
นอกจากนั้นยังมีชายร่างกำยำผิวสีฟ้า มีฟันอันแหลมคม รวมถึงปีกแห่งสายลมและสายฟ้าบนแผ่นหลัง เขาถือไม้เท้าทองคำเอาไว้ในมือและเผยรัศมีอันน่าเกรงขามออกมา
“หลุยจินจู้!”
ฉู่โม่วจำคนคนนี้ได้ในทันที
แต่หลุยจินจู้ในตำนานนั้น ตอนนี้ร่างกายของเขาระเบิดและกลับกลายเป็นไอเลือดที่จางหายไปในทันที
แม้แต่ไม้เท้าทองคำ อาวุธศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองกายก็พังทลายลง
…
ตัวตนมากมายสิ้นใจไปคนแล้วคนเล่า
เทพสวรรค์ทรงพลังผู้ถือค้อนสายฟ้าเอาไว้ในมือ เทพสวรรค์ตัวจริงผู้ถืออนุสรณ์เอาไว้ และชายชราผู้ครอบครองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์… พวกเขาทุกคนพ่ายแพ้
“สวรรค์ทั้งเก้าตอบสนองต่อสายฟ้าปฐมกาลและให้กำเนิดเทียนจุน!”
“ทัวถ่าเทียนหวัง!”
“อวิ๋นจงจื่อ!”
“ก่วงเฉิงจือ!”
“ไท่อี่เจินเหริน!”
“จินหลิงเซิ่งหมู่!”
“ปี้เซียวเหนียงเหนียง!”
ตัวตนในตำนานผู้โด่งดังและเป็นสุดยอดตัวตนต่างก็ตายจากไปต่อหน้าฉู่โม่วคนแล้วคนเล่า
เมื่อไรก็ตามที่เทพสวรรค์สิ้นลมหายใจลง
ตำราและแผ่นหยกตรงหน้าชายชราก็ถูกอาบไปด้วยเปวลเพลิง
หนังสือตรงหน้าชายชราค่อย ๆ ลดจำนวนลง แม้ว่าจำนวนของหนังสือเหล่านี้จะน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็ไม่อาจหยุดการถูกกลืนกินของเปลวเพลิงได้
เทพสวรรค์และผู้เป็นอมตะตายจากไปมากขึ้นและมากขึ้น
ท้ายที่สุด
ฉู่โม่วมองเห็นร่างมากมาย
ร่างกายกำยำของพวกเขาไปถึงขีดจำกัด และแต่ละคนปลดปล่อยรัศมีที่สามารถทำให้สวรรค์สั่นสะท้านออกมา ดวงดาว ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์นับไม่ถ้วนหมุนวนอยู่โดยรอบ ก่อเกิดเป็นทะเลที่มีขึ้นลง
ด้วยความคิดเดียว พวกเขาก็สามารถทำให้โลกนับไม่ถ้วนเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ และด้วยลมหายใจเดียว พวกเขาก็ทำให้วิถีเรียบง่ายขึ้นได้
ห้วงมิติและกาลเวลาเป็นเสมือนของเล่นเบื้องหน้าเขา
หนึ่งในนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่ เขาคือนักบวชผู้มีสีหน้าเมตตากรุณาและธงปลิวไสวอยู่ข้างหลัง ระหว่างนั้น ศาสนิกชนก็ปรากฏขึ้นเกิดเสียงบทสวดดังกึกก้อง ทำให้ความเมตตาไร้ที่สิ้นสุดแผ่ขจายออกมา
อีกคนหนึ่งในร่างดอกไม้ถือกิ่งก้านเอาไว้ และดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์เจ็ดดอกเบ่งบานออกด้วยใบหน้าเศร้าโศก ยิ้มแย้ม และขมขื่น
นอกจากนี้ยังมีร่างวัยกลางคนผู้มีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์สี่เล่มอยู่บนหลัง แต่ละเล่มห้อยลงมาจากมุมของสวรรค์และโลก มันปกคลุมไปด้วยเจตสังหารไร้ที่เปรียบที่ทรงพลังพอจะทำลายห้วงมิติและกาลเวลาได้
แต่…
ผู้คนเหล่านี้เองก็ไม่เว้นเช่นกัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร
หนังสือและแผ่นหยกตรงหน้าชายชราถูกเผาทำลายไปเรื่อย ๆ
ตอนนั้นเอง ชายชราก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ “เวลาเปลี่ยนแปลงไป ยุคสมัยเปลี่ยนไป ถึงพวกเราจะแข็งแกร่งมาก เราก็เป็นแค่ปลาที่กระโดดออกมาจากธารแห่งกาลเวลา ถึงเราจะบังเอิญกระโดดออกไปได้ ในไม่ช้าเราก็ต้องกลับไปที่ธารแห่งกาลเวลาอยู่ดี”
“เส้นทางแห่งความเป็นอมตะกำลังถดถอดยลง และตำนานจะสิ้นสุดลง!”
“โชคชะตาของเราถูกกำหนดให้กลายเป็นแค่ฝุ่นผงแล้ว”
หลังจากที่ถอนหายใจ
ชายชราก็เงยหน้าขึ้นและจ้องมองไปยังฉู่โม่ว ดูเหมือนว่าเขาอยากจะพูดบางสิ่ง แต่เมื่ออ้าปากออก มันกลับไม่มีเสียงอะไรออกมาและกลายเป็นเสียงถอนหายใจในท้ายที่สุด
และแล้ว
เขาก็ยกเท้าขึ้นและเดินเข้าไปในกองเพลิง
ด้วยเปลวเพลิงลุกโชน เขากลับกลายเป็นจุดแสงสว่างมากมาย แล้วจึงจางหายไป
มีแค่เพียงเสียงเดียวที่ถูกส่งผ่านมาเบา ๆ
“กลายเป็นว่า… พวกเราผิดพลาดมาตั้งแต่แรกเริ่ม!”
เสียงนั้นบางเบาจนแทบจะไม่เป็นศัพท์
…
ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ภาพตรงหน้าเขาค่อย ๆ มืดมัวลง แล้วฉู่โม่วก็กลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
แต่เขาก็ยังไม่ได้สติกลับมาจากความตกตะลึง
ตอนนี้
ภาพที่เขาได้เห็นผ่านการเดินทางย้อนเวลาในม้วนภาพไท่ฮวงนี้น่าสะพรึงกลัวเสียจนเขาต้องเผชิญหน้ากับพายุที่ถาโถมในจิตใจ
เขาไม่คาดคิดเลยว่า
ตัวตนในตำนานเหล่านี้จะต้องตายจากไปคนแล้วคนเล่า
แม้กระทั่งเทพสวรรค์สูงสุดก็ไม่อาจหยุดยั้งมันได้และต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด
แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวตนเหล่านั้น แต่แค่ภาพที่เปลวเพลิงเผาไหม้หนังสือและแผ่นหยกทั้งหลายเหล่านั้นก็ทำให้เขารู้ว่ามันน่าสลดอย่างถึงที่สุด
เมื่อคิดย้อนกลับไปในวันนั้น ฉู่โม่วก็ยังต้องสั่นสะท้าน
หลังจากที่ผ่านไปเป็นเวลานาน
เขาก็ใจเย็นลงและหันไปมองม้วนภาพไท่ฮวงในมือ แล้วสายตาของเขาก็สับสนยิ่งขึ้น
ชายหนุ่มรู้ที่มาของม้วนภาพไท่ฮวงนี้แล้ว
สิ่งนี้… คือบันทึกจุดสิ้นสุดของตำนาน!
และเปลวเพลิงนั้นคือเปลวเพลิงแห่งอารยธรรม
เต๋าและตำนานนั้น เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง ทุกสรรพสิ่งก็จะถูกรักษาและบันทึกเอาไว้ในรูปแบบของตำราและแผ่นหยก เมื่อถูกแผดเผา ภาพแห่งความตายของผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นจึงเผยตัวออกมา
พูดอีกอย่างก็คือ ม้วนภาพไท่ฮวงนี้แสดงถึงอารยธรรมอมตะในตำนานที่รุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด
‘วิถีทางแห่งอมตะถดถอยลง และตำนานก็สิ้นสุดลง’
‘ทุกอย่างเป็นแค่เส้นทางที่ผิดพลาด’
ฉู่โม่วพึมพำถึงสิ่งที่ชายชรากล่าว
มันหมายถึง จุดจบอย่างสมบูรณ์ของตำนานและความเป็นอมตะ ส่วนเหตุผลของทุกอย่างเป็นเพราะเส้นทางของพวกเขาผิดพลาด
ต้องบอกเลยว่า เมื่อชายชรามองเห็นตน เขายังบอกด้วยว่าเขาเดินมาบนเส้นทางโบราณและเผยความเมตตาเวทนาออกมา ราวกับว่ากำลังสงสัยตัวเองในยุคสมัยนี้ ก่อนจะถอยหลังกลับเข้าไปในเส้นทางแห่งตำนาน
‘เขาบอกว่าเส้นทางของฉันผิด เป็นเพราะฉันฝึกฝนพลังเหนือธรรมชาติในตำนานพวกนั้นหรือเปล่านะ?’
ฉู่โม่วคิดกับตัวเอง