ระบบกลืนพรสวรรค์ฝืนชะตา - ตอนที่ 1 เศษซากใต้กำแพง
กลิ่นเลือดเก่ากับสนิมเหล็กลอยปะปนอยู่ในอากาศของฐานเฮยหลินตลอดทั้งปี
สำหรับคนที่เกิดในฐานชั้นใน กลิ่นนั้นคือกลิ่นของสงครามที่อยู่ไกลตัว เป็นเพียงเรื่องเล่าจากกำแพงทิศเหนือ เป็นเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังขึ้นเดือนละไม่กี่ครั้ง แล้วจบลงด้วยรายงานชัยชนะของกองล่าอสูร
แต่สำหรับหลี่เฉิน กลิ่นนั้นคือกลิ่นของข้าวเย็นหนึ่งชาม เสื้อผ้าขาด ๆ หนึ่งชุด และเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญที่พอจะทำให้เขารอดไปอีกวัน
เขายืนอยู่ใต้กำแพงเหล็กดำสูงเกือบร้อยจั้ง มือทั้งสองข้างลากตะขอเกี่ยวซากสัตว์อสูรตัวหนึ่งที่ถูกผ่าครึ่งลงมาจากเกวียนไม้ ลำตัวของมันใหญ่กว่าคนสองคนต่อกัน เกล็ดหนาตามหลังยังคงมีไอร้อนพุ่งออกมาเป็นระยะ แม้มันจะตายไปแล้วตั้งแต่ยามเช้า
“เฮ้ย ไอ้ไร้ตรา! เบามือหน่อย! หนังของมันขายได้ราคา ถ้าแกทำขาดอีก ข้าจะหักค่าแรงแกให้หมด!”
เสียงตะโกนดังมาจากชายร่างอ้วนที่นั่งอยู่บนลังไม้ เขาชื่อจางฝู เป็นหัวหน้าคนคุมลานชำแหละซากสัตว์อสูรของฐานเฮยหลิน หน้าผากมันมีตราพรสวรรค์รูปก้ามปูสีหม่นอยู่หนึ่งรอย แม้เป็นเพียงพรสวรรค์ก้ามปูระดับต่ำ และทำให้มันอยู่ได้แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น แต่นั่นก็มากพอให้มันเหยียบหัวคนไร้ตราอย่างหลี่เฉินได้ทั้งชีวิต
หลี่เฉินไม่เงยหน้า เขากัดฟันลากซากต่อไป เส้นเลือดบนแขนปูดขึ้น รอยแผลเก่าหลายเส้นถูกแรงดึงฉีกจนเลือดซึมออกมา
“ได้ยินหรือเปล่าวะ!”
จางฝูคว้าถ้วยชาร้อนบนลังแล้วสาดใส่หลังเขา
น้ำชาลวกผิวดังซู่ กลิ่นหนังไหม้จาง ๆ ลอยขึ้นมา หลี่เฉินหยุดเท้าไปครึ่งลมหายใจ แต่สุดท้ายก็ลากซากต่อ
เขาไม่หันกลับไป
เพราะหากหันกลับไป ดวงตาของเขาอาจทรยศปากที่เงียบอยู่
ในฐานเฮยหลิน คนไร้ตราพรสวรรค์ไม่มีสิทธิ์โกรธ
โลกหลังประตูมารดาราเปิดออกเมื่อห้าสิบปีก่อนเปลี่ยนทุกอย่าง มนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของโลกอีกต่อไป รอยแยกสีดำเปิดขึ้นตามภูเขา ทะเล เมืองเก่า และซากสนามรบ สัตว์อสูรหลั่งไหลออกมาราวกับฝันร้ายที่มีเขี้ยวเล็บจริง กระสุนปืนใหญ่ใช้ได้กับพวกมันบางตัว แต่เมื่อเจอสัตว์อสูรระดับสูง เหล็กและไฟของมนุษย์ก็ไม่ต่างจากเศษกระดาษ
ผู้คนจึงเริ่มปลุกตราพรสวรรค์
บางคนมีกำลังเหนือมนุษย์ บางคนควบคุมเพลิง บางคนวิ่งเร็วกว่าเสียง บางคนได้ดวงตาที่มองทะลุจุดอ่อนของสัตว์อสูร ผู้ที่ปลุกตราพรสวรรค์ได้เรียกว่า ผู้ฝึกยุทธ์ ส่วนผู้ไร้ตราเป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกโยนไปทำงานต่ำสุด รอวันตายอยู่ใต้กำแพง
หลี่เฉินคือคนประเภทหลัง
เมื่อสามปีก่อน ตอนอายุสิบสอง เขาเคยยืนอยู่ในลานปลุกตราพร้อมเด็กอีกสองร้อยคน เด็กบางคนร้องไห้ บางคนอธิษฐาน บางคนมองฟ้าเหมือนเห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์ หลี่เฉินเองก็เคยหวัง เขาหวังอย่างโง่เง่าว่าตัวเองจะปลุกตราได้สักอย่าง ต่อให้เป็นตราขยะที่สุดก็ยังดี
ผลตรวจของเขาออกมาเพียงสี่คำ
ไร้รากพรสวรรค์
ตั้งแต่วันนั้น ผู้คนก็เลิกเรียกเขาว่าหลี่เฉิน
ไอ้ไร้ตรา
ไอ้ขยะใต้กำแพง
ไอ้เด็กเก็บซาก
ชื่อเหล่านั้นติดตามเขามาเหมือนเงา
ซากสัตว์อสูรถูกลากมาถึงหลุมชำแหละ หลี่เฉินดึงมีดสั้นสนิมเขรอะออกจากเอว แล้วเริ่มแยกเกล็ดตามร่องกระดูก เขาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แต่สามปีในลานซากสอนเขาว่าควรลงมีดตรงไหนถึงจะไม่โดนพิษตกค้าง ควรหลบเลือดอสูรสีใด และเส้นเอ็นชนิดไหนยังดีดตัวหลังตายได้
เด็กหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาใกล้พร้อมตะกร้าเหล็ก เขาชื่ออาซื่อ ผอมจนแก้มตอบ อายุไล่เลี่ยกับหลี่เฉิน และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังเรียกเขาด้วยชื่อจริง
“หลังเจ้าแดงหมดแล้ว” อาซื่อกระซิบ “ไอ้จางฝูมันสาดชาใส่อีกแล้วหรือ”
“น้ำชาถูกกว่าค่ายา” หลี่เฉินตอบเสียงเรียบ “มันฉลาด”
อาซื่อชะงัก ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ แต่หัวเราะได้ไม่นานก็มองไปรอบตัวด้วยความกลัว “เบาหน่อย เดี๋ยวมันได้ยิน”
“ให้มันได้ยินก็ทำอะไรได้ นอกจากหักค่าแรงข้า”
“นั่นแหละที่น่ากลัวที่สุดโว้ย”
หลี่เฉินขยับมีดลงไปตามซี่โครงสัตว์อสูร เสียงกึกดังขึ้นเมื่อปลายมีดชนเข้ากับอะไรบางอย่าง เขาหรี่ตา ใช้นิ้วแหวกเนื้อสีดำออก แล้วเห็นเศษผลึกเล็ก ๆ ขนาดเท่าเล็บมือฝังอยู่ข้างหัวใจของซาก
ผลึกเลือดอสูร
แม้เป็นเศษเล็กมาก แต่มันมีค่าเท่าค่าแรงของเขาหนึ่งเดือน
อาซื่อเห็นเข้าพอดี ดวงตาพลันเบิกกว้าง “เชี่ย… หลี่เฉิน นั่นมัน…”
หลี่เฉินยกนิ้วแตะปากทันที
เขาใช้ปลายมีดเขี่ยผลึกออกมาอย่างระวัง ความร้อนแล่นผ่านปลายนิ้วเหมือนมีมดไฟนับร้อยตัวกัดพร้อมกัน เขาห่อมันด้วยผ้าขาด ๆ และกำลังจะซ่อนเข้าแขนเสื้อ
แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง
“ในมือแกคืออะไร”
จางฝูยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้ามันเปลี่ยนจากเกียจคร้านเป็นละโมบทันที
อาซื่อหน้าซีด หลี่เฉินค่อย ๆ กำผ้าแน่นขึ้น
“เศษกระดูก” เขาตอบ
จางฝูเดินเข้ามาช้า ๆ ตราก้ามปูบนหน้าผากสว่างขึ้นเล็กน้อย กล้ามเนื้อแขนของมันโป่งพองราวกับก้ามสัตว์น้ำ “เอามาให้ข้าดู”
“ตามกฎลานชำแหละ ของที่พบในซากต่ำกว่าระดับสอง ถ้าคนงานพบโดยไม่ทำให้หนังเสียหาย จะได้ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบ” หลี่เฉินพูด “ข้าจะส่งให้คลังเอง”
จางฝูหัวเราะพรืด
“กฎ? ไอ้ขยะอย่างแกกล้าพูดเรื่องกฎกับข้า?”
มันยื่นมือมาคว้าคอเสื้อหลี่เฉิน แต่หลี่เฉินถอยครึ่งก้าวอย่างแม่นยำ มืออีกข้างยังถือมีดชำแหละไว้ต่ำ ๆ ท่าทางนั้นทำให้จางฝูหยุดไปชั่วขณะ
ดวงตาของหลี่เฉินนิ่งเกินไป
ไม่เหมือนเด็กที่ควรก้มหัว
“ไอ้ไร้ตรา” จางฝูแสยะยิ้ม “แกคิดว่ามีมีดแล้วจะทำอะไรได้ แทงข้า? ลองสิ ข้าจะได้มีเหตุผลลากแกไปแขวนบนกำแพงเสียที”
บรรยากาศในลานชำแหละเงียบลง คนงานรอบ ๆ ต่างก้มหน้า ไม่มีใครอยากยุ่งกับเรื่องนี้
อาซื่อดึงแขนหลี่เฉินเบา ๆ “ช่างมันเถอะ ให้มันไปก่อน...”
หลี่เฉินมองผลึกในมือ
หนึ่งเดือนค่าแรง
ข้าวแห้งสิบถุง
ยาทาแผลสองขวด
หรือโอกาสซื้อคู่มือฝึกกายพื้นฐานเล่มเก่าจากตลาดมืด
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วโยนผ้าห่อผลึกให้จางฝู
จางฝูรับไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยชัยชนะ มันเปิดผ้าดูแล้วหัวเราะเสียงดัง “เห็นไหม เป็นคนไร้ตราก็ต้องรู้จักที่ต่ำที่สูง แบบนี้ถึงจะอยู่ได้นาน”
หลี่เฉินไม่ตอบ
เขาเพียงก้มลงเก็บมีด แล้วลงมือผ่าซากต่อ
แต่ในใจ เขาจำวันนี้ไว้อีกหนึ่งเรื่อง
หนี้เก่าเพิ่มขึ้นแล้ว
ไม่นานหลังยามบ่าย เสียงระฆังจากหอคอยกลางฐานดังขึ้นสามครั้ง
กัง! กัง! กัง!
ทุกคนในลานซากเงยหน้าพร้อมกัน
สามครั้งหมายถึงกองล่าอสูรกลับฐาน
ประตูเหล็กทิศเหนือค่อย ๆ เปิดออก เสียงโซ่ขนาดใหญ่ลากผ่านรอกดังครืดคราด เกวียนหุ้มเกราะสิบกว่าคันเคลื่อนเข้ามา แต่บรรยากาศวันนี้แปลกกว่าทุกครั้ง ไม่มีเสียงหัวเราะของนักรบ ไม่มีคนโยนเขี้ยวอสูรลงพื้นอวดกัน มีเพียงกลิ่นเลือดสดที่เข้มข้นกว่าปกติ และเสียงครางแผ่วของคนบาดเจ็บ
หลี่เฉินมองไปทางประตู
เกวียนคันแรกเต็มไปด้วยศพคน
ไม่ใช่ซากสัตว์อสูร
เป็นศพนักรบของฐานเฮยหลิน
บางคนไม่มีขา บางคนหน้าอกยุบ บางคนเหลือเพียงครึ่งตัว เกราะดำที่เคยดูแข็งแกร่งถูกฉีกเหมือนใบไม้เปียก
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบลาน
“เกิดอะไรขึ้น…”
“กองที่สามไม่ใช่ออกไปล่าแค่หมาป่าเขี้ยวเงินหรือ”
“นั่นมันนักรบปลุกพลังขั้นกลางไม่ใช่หรือ ทำไมตายสภาพนั้น…”
หลี่เฉินเห็นชายคนหนึ่งถูกหามลงจากเกวียน เขาเหลือแขนข้างเดียว ใบหน้าขาวราวกระดาษ แต่ยังมีสติอยู่ ชายคนนั้นคว้าคอเสื้อทหารยามแล้วตะโกนเสียงแหบ
“ปิดประตู! ปิดเดี๋ยวนี้! มันไม่ใช่ฝูงหมาป่าเขี้ยวเงิน! ในป่ามีตัวระดับสาม… ไม่สิ อาจสูงกว่านั้น!”
ทหารยามหน้าซีด รีบหันไปสั่งปิดประตู
แต่ช้าไปครึ่งลมหายใจ
จากเส้นขอบป่าทิศเหนือ เสียงหอนต่ำลึกดังขึ้น
มันไม่เหมือนเสียงสัตว์ทั่วไป
เสียงนั้นเหมือนเหล็กครูดกระดูก เหมือนหินภูเขาถูกบดในลำคอของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์
พื้นใต้เท้าสั่นเบา ๆ
แล้วทุกคนก็เห็นเงาสีดำเคลื่อนออกมาจากแนวไม้
หมาป่าเกราะดำยักษ์ สัตว์อสูรระดับสามขั้นสูงตัวหนึ่ง สูงเท่าหอคอยสองชั้น ขนทั่วร่างแข็งเป็นแผ่นเกราะสีดำ ดวงตาเป็นสีแดงหม่น เขี้ยวยาวโค้งลงมาจนเกือบแตะพื้น ทุกก้าวที่มันเดินทำให้ดินแตกเป็นร่อง
บนหลังของมัน มีหัวมนุษย์เสียบอยู่กับเกราะกระดูกหลายสิบหัว
หนึ่งในนั้นคือหัวหน้ากองที่สาม
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขุนพลยุทธ์ของฐานเฮยหลิน
ทั้งลานเงียบสนิท
จางฝูที่เมื่อครู่ยังกร่างอยู่ทำถ้วยชาหล่นแตก มืออ้วน ๆ ของมันสั่นจนเห็นได้ชัด
หลี่เฉินจ้องสัตว์อสูรตัวนั้น หัวใจเต้นหนักราวกับถูกทุบ
เขารู้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การบุกธรรมดา
หมาป่าเกราะดำยักษ์ยกหัวขึ้น มองกำแพงฐานเฮยหลินด้วยสายตาที่แทบเหมือนมนุษย์
จากนั้นมันอ้าปาก
ในลำคอของมัน แสงสีดำแดงรวมตัวเป็นลูกไฟคล้ายเลือดเดือด
ทหารยามบนกำแพงตะโกนสุดเสียง
“โล่พลัง! กางโล่พลังเร็วเข้า!”
แต่ก่อนที่ค่ายกลป้องกันจะสว่างเต็มที่ ลำแสงเลือดดำก็พุ่งออกมา
ตู้มมมม!
ประตูเหล็กทิศเหนือระเบิดออก เศษเหล็กขนาดเท่าคนพุ่งผ่านลานเหมือนดาวตก คนงานหลายคนถูกบดจนไม่เหลือเสียงร้อง คลื่นกระแทกซัดร่างหลี่เฉินลอยไปชนกองซากสัตว์อสูรอย่างแรง
เลือดทะลักออกจากปากเขา
เสียงกรีดร้องดังทั่วฐาน
และกลางฝุ่นควันนั้น หมาป่าเกราะดำยักษ์ก้าวผ่านประตูที่แตกพังเข้ามา
มันไม่ได้วิ่ง
มันเดิน
เหมือนเจ้าของโรงเชือดที่กำลังกลับมาตรวจเนื้อของตน
หลี่เฉินพยายามยันตัวขึ้น กระดูกซี่โครงเจ็บแปลบทุกครั้งที่หายใจ เขามองเห็นจางฝูกำลังคลานหนี ผลึกเลือดอสูรที่แย่งไปหล่นอยู่ข้างเท้า
จางฝูสบตาเขาพอดี ก่อนแผดเสียง
“ไอ้ไร้ตรา! ช่วยข้า! เร็วเข้า!”
หลี่เฉินมองมันนิ่ง ๆ
แล้วเอื้อมมือไปเก็บผลึกเลือดอสูรกลับมาใส่แขนเสื้อ
“กฎข้อแรกของลานซาก” เขาพูดเสียงแหบ “ของที่พบในซาก ใครเก็บได้ก่อน คนนั้นเป็นเจ้าของ”
ใบหน้าจางฝูบิดเบี้ยว
“ไอ้สารเลว!”
เสียงด่าของมันหยุดลงเมื่อเงาดำขนาดใหญ่ทาบลงมาจากด้านหลัง
หลี่เฉินเงยหน้า
หมาป่าเกราะดำยักษ์ไม่ได้มองจางฝู
มันมองเขา
ดวงตาสีแดงหม่นของมันหรี่ลง ราวกับสัมผัสบางอย่างในเลือดของเด็กไร้ตราตรงหน้า
หลี่เฉินกำมีดชำแหละในมือแน่นจนข้อขาว
ลมร้อนจากจมูกสัตว์อสูรพ่นใส่หน้าเขา กลิ่นคาวเลือดแทบทำให้หมดสติ
ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียว
วันนี้ถ้าจะตาย ก็ต้องกัดเนื้อมันกลับไปสักคำ
หมาป่าเกราะดำยักษ์อ้าปาก เขี้ยวมหึมาค่อย ๆ กดลงมา
และในความมืดใต้เงาเขี้ยวนั้น หลี่เฉินได้ยินเสียงแผ่วเบาที่ไม่ใช่เสียงของมนุษย์
[ตรวจพบเลือดผู้ถือครอง]
[ตรากลืนชะตา… เริ่มตื่น]