ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ ๓๐ : จิวม่อจื้อ ผู้ผดุงคุณธรรม
เช่นเดียวกับตอนที่เลือกป้ายคำ [สดับหนึ่งรู้แจ้งพัน] ของตาเฒ่าวาดภาพ โจวสิงไม่ลังเลเลยที่จะเลือกป้ายคำ [ปัญญาญาณล้ำเลิศ] (ระดับสีทอง) จากจิวม่อจื้อ
ทันทีที่กดเลือก สมองของเขาก็รู้สึกโปร่งโล่งสบายอย่างประหลาด ความติดขัดเล็กๆ น้อยๆ ในการฝึกวิชาช่วงที่ผ่านมาถูกคลี่คลายลงเพียงแค่พริบตา ราวกับเมฆหมอกที่ถูกลมพัดหายไป
หมอเทวดาโจว ท่านจ้องหน้าอาตมาทำไม จิวม่อจื้อหันมาถามด้วยความสงสัย
โจวสิงยิ้มแล้วส่ายหน้า ท่านราชครู ข้ามีเรื่องอยากจะบอกท่านสักหน่อย ข้ารู้สึกว่า เคล็ดลมปราณทานตะวัน ที่ข้าฝึกอยู่มันเทียบไม่ได้เลยกับ พลังไร้ลักษณ์น้อย ของท่าน ข้าเลยอยากจะเปลี่ยนมาฝึกพลังไร้ลักษณ์น้อยแทน ท่านจะว่าอะไรไหม
แม้จิวม่อจื้อจะเอาคัมภีร์ให้ดูเพื่อให้ช่วยรักษา แต่การจะฝึกวิชาของคนอื่น ก็ควรถามเจ้าของเขาสักคำตามมารยาท
จิวม่อจื้อส่ายหน้าอย่างไม่ยี่หระ ก็แค่คัมภีร์ไม่กี่เล่ม หมอเทวดาโจวสนใจก็เชิญฝึกตามสบายเถิด
เขาไม่ได้หวงวิชา ยิ่งโจวสิงชอบเขายิ่งดีใจ แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพียงแต่ วิชานี้ยังขาดตกบกพร่อง แม้จะใช้พรสวรรค์ข้ามขั้นไปได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทางแก้ระยะยาว
แววตาของจิวม่อจื้อฉายแววคมกริบ ส่วนเล่มที่ ๗ ที่หายไป อาตมาจะไปทวงคืนจาก ติงชุนชิว ที่ทะเลสาบดวงดาวเอง
ในตรรกะของราชครู ในเมื่อข้าได้วิชานี้มาแล้ว มันก็คือของข้า ส่วนเล่มที่อยู่ที่ติงชุนชิว นั่นคือมันขโมยไป (ช่างเป็นตรรกะที่น่าทึ่งจริงๆ)
โจวสิงอ้าปากจะพูด แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ เขาตัดสินใจยังไม่บอกเรื่องที่ตาเฒ่าวาดภาพช่วยเติมเต็มเนื้อหาเล่ม ๗ ให้ ขืนบอกไปตอนนี้ จิวม่อจื้อคงสงสัยตายชักว่าเพิ่งได้คัมภีร์ไปวันเดียว ทำไมถึงรู้เนื้อหาที่ขาดหายไปได้
รอให้รักษาหายก่อน ค่อยหาจังหวะเหมาะๆ บอกทีหลังดีกว่า ตอนนี้จิวม่อจื้อบาดเจ็บภายใน ฝึกวิชาไม่ได้อยู่แล้ว บอกไปก็เท่านั้น
ตลอดทางกลับ จิวม่อจื้อทำหน้าที่เป็น อาจารย์จำเป็น เขาถ่ายทอดเคล็ดลับและประสบการณ์ในการฝึก พลังไร้ลักษณ์น้อย ให้โจวสิงฟังอย่างหมดเปลือก โดยเฉพาะเทคนิคการ ข้าม จุดที่ติดขัดในเล่ม ๗ ซึ่งเกิดจากความอัจฉริยะ (และการดำน้ำ) ส่วนตัวของเขา
โจวสิงฟังอย่างตั้งใจ ซักถามในจุดที่สงสัย ซึ่งคำถามแต่ละข้อล้วนตรงจุดและเฉียบคมจนจิวม่อจื้อต้องหันมามองด้วยความทึ่ง
สองชั่วยามผ่านไป ทั้งคู่ก็กลับมาถึงตำบลเจ็ดจอมยุทธ์
เหล่าไป๋ เหล่าไป๋ โจวสิงตะโกนเรียกไปทางโรงเตี๊ยมถงฟู
มาแล้วจ้า เรียกอย่างกับเรียกวิญญาณ เหล่าไป๋วิ่งเหยาะๆ ออกมา บ่นกระปอดกระแปด
โจวสิงยิ้มกว้าง ยกลังสมุนไพรลังใหญ่ยัดใส่อ้อมอกเหล่าไป๋ ช่วยขนของหน่อย เสร็จแล้วเหล้านารีแดงที่เหลือครึ่งไหเมื่อวาน ยกให้เจ้าไปเลย
ตาเหล่าไป๋ลุกวาว จริงนะ ห้ามเบี้ยวนะเว้ย จากนั้นจอมโจรราชันย์ก็กลายร่างเป็นกุลีแบกหาม วิ่งขนของเข้าหลังร้านโจวสิงอย่างขยันขันแข็ง
ส่วนรถม้าและม้านั้น โจวสิงยึดไว้ใช้งานต่อ (ของฟรีใครจะคืน)
ค่ำคืนนั้น
หลังจากกินข้าวเย็นที่โรงเตี๊ยมเสร็จ โจวสิงก็เตรียมตัว ถ่ายเทลมปราณ จิวม่อจื้ออาสาเป็นผู้คุ้มกันให้ด้วยตัวเอง เพราะรู้ดีว่าขั้นตอนนี้อันตรายแค่ไหน
โจวสิงนั่งขัดสมาธิกลางห้องโถง เริ่มโคจรลมปราณ
ขั้นตอนแรกคือการสลายพลังวัตรเดิม (ทานตะวัน) แล้วแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังวัตรใหม่ (ไร้ลักษณ์) โดยปกติขั้นตอนนี้จะทำให้ปริมาณลมปราณลดฮวบลง เพราะวิชาใหม่มักมีความบริสุทธิ์และหนาแน่นกว่า โจวสิงเตรียมใจไว้แล้ว
เมื่อพลังวัตรทานตะวันถูกสลายจนหมดสิ้น เขาเริ่มเดินลมปราณตามเคล็ดวิชา พลังไร้ลักษณ์น้อย เล่มที่ ๒ ทันที (เล่ม ๑ คือการก่อเกิดปราณ ซึ่งเขาข้ามได้เลยเพราะมีพื้นฐานแล้ว)
ด้วยการประสานพลังของ [สดับหนึ่งรู้แจ้งพัน] (ตาเฒ่า) [กายาฟ้าประทาน] และ [ปัญญาญาณล้ำเลิศ] บวกกับคำชี้แนะสดๆ ร้อนๆ จากเจ้าของวิชาอย่างจิวม่อจื้อ
ความเร็วในการฝึกของโจวสิง เข้าขั้น ปีศาจ
จิวม่อจื้อที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ถึงกับตาค้าง
เล่ม ๒ ผ่าน (ลมปราณแผ่ซ่าน) เล่ม ๓ ผ่าน (รวมปราณเป็นเกลียว) เล่ม ๔ ผ่าน (เก็บซ่อนประกาย)
จิวม่อจื้ออ้าปากพะงาบๆ เขาใช้เวลาเกือบครึ่งปีถึงจะฝึกสำเร็จ ๗ เล่ม เฉพาะ ๔ เล่มแรก เขาใช้เวลา ๗ วัน ซึ่งถือว่าเร็วระดับอัจฉริยะแล้ว แต่โจวสิง ใช้เวลาแค่ คืนเดียว
ความอิจฉา (ริษยาแบบน่ารักๆ) เริ่มก่อตัวในใจราชครู ข้าไม่ยอม ข้าคือจิวม่อจื้อ ผู้ไม่เคยเป็นรองใครในใต้หล้า
เขาเริ่มปลอบใจตัวเอง ใจเย็นไว้จิวม่อจื้อ ลมปราณของเจ้าหนุ่มนี่ยังตื้นเขิน การเปลี่ยนวิชาเลยทำได้เร็ว ถ้าลมปราณลึกล้ำเท่าข้า คงใช้เวลาเป็นเดือนแน่ๆ ใช่ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่
เมื่อแสงแรกของวันใหม่มาเยือน โจวสิงลืมตาขึ้น ท่านราชครู ท่านไม่ได้นอนเลยรึ
จิวม่อจื้อพยักหน้า อาตมาเป็นห่วง กลัวท่านธาตุไฟเข้าแทรก (จริงๆคือนั่งดูด้วยความอิจฉาจนตาแข็ง)
โจวสิงลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ข้าสบายดีมาก รู้สึกสดชื่นสุดๆ
จิวม่อจื้อเม้มปากแน่น พยายามข่มใจ ท่อง อามิตาพุทธ รัวๆ ดีแล้ว พรสวรรค์ของท่านนับว่าไม่เลว แม้จะยังเทียบอาตมาไม่ได้ แต่ก็ถือว่าใกล้เคียง
พูดจบ จิวม่อจื้อก็รีบขอตัวเดินหนีออกจากร้านไปดื้อๆ อาตมาขอตัวไปเดินเล่นชมเมืองหน่อย
ขืนอยู่ต่อ เขาคงอกแตกตายเพราะความอิจฉา
โจวสิงมองส่งราชครูขี้งอน แล้วหันมาตรวจสอบร่างกายตัวเอง เขารู้สึกได้ว่าปริมาณลมปราณลดลงไปมาก แต่คุณภาพกลับสูงขึ้นมหาศาล และที่สำคัญ พลังไร้ลักษณ์น้อย กำลังกัดกินและดูดซับพลังตกค้างของ หนอนไหมน้ำแข็งพันปี ในร่างกายเขาอย่างรวดเร็ว
ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่เกินครึ่งปี เขาจะดูดซับพลังหนอนไหมได้หมดเกลี้ยง โจวสิงลองใช้วิชา หัตถ์พันเงาทานตะวัน ด้วยพลังลมปราณใหม่ อานุภาพรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
ในขณะที่โจวสิงกำลังมีความสุข
จิวม่อจื้อเดินเตะฝุ่นอยู่ริมถนนในตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ด้วยความห่อเหี่ยว เขาตั้งปณิธานแน่วแน่ กลับไปข้าจะฝึกให้หนักกว่าเดิม จะให้เด็กเมื่อวานซืนมาแซงหน้าไม่ได้
ทันใดนั้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็ดังเข้าหู
ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ชายคนหนึ่งผมเผ้ารุงรังกำลังกอดร่างที่ห่อด้วยผ้าขาว ร้องไห้ปานจะขาดใจ พี่ติง พี่ติง อย่าตายนะพี่ ฮืออออ
จิวม่อจื้อเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัย ร่างในห่อผ้านั้นหน้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากม่วง ถูกพิษ แถมอาการสาหัสเจียนตาย
จิวม่อจื้อผู้ (พยายามจะ) เป็นคนดี และอยากสร้างบุญกุศล จึงเอ่ยปากขึ้น ประสก ในตำบลข้างหน้านี้ มีหมอเทวดาอยู่คนหนึ่ง บางทีเขาอาจช่วยชีวิตสหายของเจ้าได้
คนที่เขาแนะนำ ย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก โจวสิง
ในเมื่อหมอคนนี้รักษาอาการประหลาดของเขาได้ พิษแค่นี้คงจิ๊บๆ กระมัง (และถือเป็นการหาเรื่องยุ่งๆ ให้โจวสิงทำ จะได้มีเวลาฝึกวิชาน้อยลง ฮ่าๆๆ)