ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 13 : เก้ากระบี่เดียวดาย ความจริงใจของโจวสิง
หลังจากเลือกรับป้ายคำพรสวรรค์สีม่วง [หัตถ์เทวะคืนชีวา] โจวสิงก็รู้สึกราวกับม่านหมอกในสมองถูกปัดเป่า ความรู้ความเข้าใจในศาสตร์การแพทย์ที่เคยคลุมเครือ กลับกระจ่างชัดแจ้งขึ้นมาในพริบตา
หมอโจว เป็นอะไรไปหรือเปล่า
เสียงทักของหมอเทวดาเซวียเรียกสติโจวสิงกลับมา เขาหันไปยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้า ก่อนจะสนทนาเรื่องสัพเพเหระอีกครู่ใหญ่ แล้วจึงเดินไปส่งหมอชราที่รถม้า หมอเทวดาเซวียมีภารกิจรัดตัว การสละเวลามาในวันนี้ก็นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงแล้ว
เมื่อส่งแขกผู้ใหญ่กลับไป โจวสิงก็เดินกลับมาที่หน้าประตูร้าน ฝูงชนบางส่วนยังคงจับกลุ่มมุงดูป้ายประกาศไม้ที่เขาเพิ่งแขวนไว้
บนป้ายเขียนระบุเวลาทำการไว้อย่างชัดเจน: เปิดทำการช่วงเช้า ยามซื่อ หนึ่งชั่วยาม และช่วงบ่าย ยามเว่ย สองชั่วยาม ทำงานห้าวัน หยุดสองวัน
เฉลี่ยแล้วเขาทำงานเพียงวันละสามชั่วยาม หรือหกชั่วโมงเท่านั้น แถมยังมีวันหยุดสุดสัปดาห์อีกต่างหาก
นี่คือชีวิตการทำงานในฝันที่เขาถวิลหามาตั้งแต่ชาติก่อน งานเบา เงินดี มีเวลาพัก ชาติที่แล้วทำไม่ได้ ชาตินี้ขอทำตามใจหน่อยเถอะ
ความจริงถ้าไม่เห็นแก่แววตาปลาบปลื้มจนน้ำตาคลอของชาวบ้าน ที่ดีใจเหมือนได้พระมาโปรด โจวสิงกะจะเปิดร้านแค่วันละสองชั่วยามด้วยซ้ำ เช้าหนึ่ง บ่ายหนึ่ง เวลาที่เหลือจะได้เอาไปทุ่มเทให้กับการฝึกยุทธ์
แต่หลักการ ตึงเกินไปมักขาด หย่อนเกินไปมักหลุด เขาก็เข้าใจดี การหักโหมฝึกวิชาโดยไม่ผ่อนคลาย อาจทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกได้ การแบ่งเวลามาทำงานบ้างถือเป็นการปรับสมดุลชีวิตที่เหมาะสม
หลังจากประกาศเวลาทำการ โจวสิงก็เริ่มงานวันแรกทันที
กลยุทธ์การตลาดไม่ว่ายุคไหนก็เหมือนกัน โปรโมชั่นเปิดร้าน เพื่อดึงดูดลูกค้า
โจวสิงประกาศจัด รักษาฟรี ในวันเปิดร้าน ไม่คิดค่าตรวจ คิดเฉพาะค่ายาสมุนไพรเท่านั้น
ของฟรีใครบ้างจะไม่ชอบ ข่าวแพร่สะพัดออกไปเพียงครู่เดียว ชาวบ้านในตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ที่มีอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ก็แห่กันมาจนล้นร้าน
ด้วยทักษะใหม่ที่เพิ่งได้มา ความเร็วในการตรวจของโจวสิงจึงรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คนไข้บางคนแค่อ่อนเพลีย เขาแนะนำให้กลับไปพักผ่อนโดยไม่ต้องกินยา ส่วนคนที่ป่วยจริงเขาก็เขียนเทียบยาให้อย่างแม่นยำ
พักเที่ยงหนึ่งชั่วยาม แล้วลุยต่อช่วงบ่ายอีกสองชั่วยาม กว่าคนไข้คนสุดท้ายจะเดินออกจากร้าน ตะวันก็คล้อยต่ำลงแล้ว
โจวสิงพลิกป้ายหน้าร้านเป็นคำว่า ปิดทำการ แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเก้าอี้โยก ส่งเสียงครางด้วยความเมื่อยขบ
เฮ้อ เหนื่อยชะมัด
ระหว่างพักสายตา สมองก็หวนคิดถึงเรื่องระบบ ทำไมตอนคัดลอกพรสวรรค์จากตาแก่ถัง ต้องรอให้ค่าความสัมพันธ์ถึง 90 แต่กับหมอเทวดาเซวีย แค่ 86 ก็กดรับได้แล้ว
หรือว่าเงื่อนไข 90 คือการ ปลดล็อกระบบ ครั้งแรก หรือเป็นเพราะหมอเทวดาเซวียมีแค่ป้ายคำระดับสีม่วง ไม่มีสีทอง เกณฑ์เลยต่ำลง
โจวสิงส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เอาไว้เจอคนถัดไปเดี๋ยวก็รู้เอง ตอนนี้ขอพักก่อน
งานตรวจโรคนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ที่เหนื่อยคือการต้องวิ่งไปวิ่งมาเพื่อจัดยาเองนี่สิ
เดี๋ยวตรวจ เดี๋ยววิ่งไปหยิบยาที่ตู้ ปีนบันไดขึ้นๆ ลงๆ ทำคนเดียวแบบนี้ ไม่ไหวจะเคลียร์
สงสัยต้องหาลูกจ้างสักคนแล้วแฮะ
โจวสิงพึมพำกับตัวเอง
ฟุ่บ
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามาหาเขา
ด้วยสัญชาตญาณของคนที่เริ่มมีกำลังภายใน โจวสิงดีดตัวขึ้นจากเก้าอี้ มือซ้ายคว้ากล่องไม้ใส่ คางคกหิมะเนตรชาด ออกมาถือไว้กันเหนียว ส่วนมือขวายื่นออกไปคว้าวัตถุปริศนานั้นกลางอากาศอย่างแม่นยำ
ตาแก่ถังสอนไว้เสมอว่า อย่ารับของสุ่มสี่สุ่มห้า แต่คราวนี้ร่างกายมันขยับไปเองเพราะปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไวขึ้น
เมื่อโจวสิงก้มมองของในมือขวา เขาก็ต้องเบิกตากว้าง
มันไม่ใช่อาวุธลับ และไม่มียาพิษเคลือบอยู่ แต่มันคือสมุดเล่มหนึ่งที่เพิ่งเย็บเล่มเสร็จหมาดๆ กลิ่นหมึกยังจางๆ อยู่เลย
และที่หน้าปก เขียนด้วยลายพู่กันทรงพลังสี่ตัวอักษร
[ เก้ากระบี่เดียวดาย ]
หัวใจของโจวสิงเต้นรัว เขารีบเปิดอ่านหน้าแรกทันที
กุยเม่ยเคลื่อนสู่อู๋วั่ง อู๋วั่งเคลื่อนสู่ถงเหริน ถงเหรินเคลื่อนสู่ต้าโหย่ว เจี่ยเปลี่ยนเป็นปิ่ง ปิ่งเปลี่ยนเป็นเกิง วายุอัสนีแปรเปลี่ยน ขุนเขาสายน้ำแปรเปลี่ยน สามทวีเป็นห้า ห้าทวีเป็นเก้า
โจวสิงอ่านเคล็ดวิชาพึมพำ มุมปากค่อยๆ ฉีกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ในฐานะแฟนนิยายตัวยง เขาจำเคล็ดวิชานี้ได้แม่นยำ นี่คือ เคล็ดทำลายกระบวนท่า อันลือลั่นของสุดยอดวิชากระบี่ที่ไร้เทียมทานที่สุดในปฐพี
หยุดยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูได้แล้ว
เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากทางหลังบ้าน
โจวสิงสะดุ้งเล็กน้อย หันขวับไปมอง เห็นตาเฒ่าวาดภาพยืนพิงกรอบประตูหลังบ้าน มือข้างหนึ่งถือไม้เท้า อีกข้างถือไหเหล้า ใบหน้าเปื้อนยิ้มมองดูเขาอยู่
ผู้อาวุโส คัมภีร์เล่มนี้ โจวสิงชูสมุดในมือด้วยความตื่นเต้น
ตาเฒ่าวาดภาพโบกมือขัดจังหวะ เจ้าหนุ่มมีน้ำใจ อุตส่าห์หิ้วเหล้าดีกับไก่ย่างไปฝากคนแก่ถึงในป่า ข้าไม่อยากเอาเปรียบเด็ก อีกอย่างวันนี้ร้านเจ้าเปิดกิจการวันแรก ถือซะว่านี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีจากข้าก็แล้วกัน
โจวสิงพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร ของขวัญชิ้นนี้มันช่างล้ำค่าเสียเหลือเกิน
แต่ผู้อาวุโส ท่านเอาสุดยอดวิชาของท่านตู๋กูชิวไป้มาให้ข้าแบบนี้ เจ้าตัวเขาจะไม่โกรธเอาหรือขอรับ
โจวสิงถามลองเชิง แม้จะรู้อยู่แล้วว่าตาเฒ่าสนิทกับพวกระดับตำนาน แต่ก็อดถามเพื่อความแน่ใจไม่ได้
รอให้เจ้าก้าวไปถึงจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ เจ้าจะเข้าใจเอง ตาเฒ่าวาดภาพหัวเราะร่า ฝึกไปเถอะ ไอ้เฒ่าบ้าตู๋กูมันไม่ถือสาหรอก ดีไม่ดีมันจะดีใจซะอีกที่มีคนสืบทอดวิชา
เห็นโจวสิงยังจ้องมองคัมภีร์ตาเป็นมัน ชายชราก็ยิ้มมุมปาก
วิชากระบี่ชุดนี้ถือว่าเป็นที่สุดแห่ง เทคนิค แล้ว ถ้าเจ้าฝึกจนบรรลุ ทั่วทั้งยุทธภพนี้ก็ยากจะหาใครต่อกรได้
ตาเฒ่าวาดภาพหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
ข้าล่ะแปลกใจจริงๆ เจ้าหนุ่มหน้าเงินอย่างเจ้า นึกยังไงถึงยอมทำตามเงื่อนไขของเซวียเหยียนชิง เปิดรักษาชาวบ้านในราคาถูกๆ ด้วยฝีมือระดับเจ้า ถ้าคิดราคาปกติ ป่านนี้คงรวยเละไปแล้ว
โจวสิงเงยหน้าขึ้นจากคัมภีร์ สบตาชายชราแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ
เงินทองน่ะ มีพอใช้ก็พอแล้วขอรับผู้อาวุโส ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้เปิดโรงหมอเพื่อรวย ข้าเปิดเพื่อบังหน้าการปรุงยาพิษและสร้างอาวุธลับไว้ป้องกันตัวต่างหาก การมีสมุนไพรตากเต็มลานบ้านจะได้ไม่ผิดสังเกต
ส่วนเรื่องรักษาคน ถือซะว่าเป็นการสะสมแต้มบุญ ช่วงนี้ข้ามือเปื้อนเลือดมาเยอะ ทำดีลบล้างบาปกรรมสักหน่อยก็ไม่เสียหาย
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความดัดจริตของโจวสิง ทำเอาตาเฒ่าวาดภาพถูกใจไม่น้อย
หึ เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ แต่ว่านะ ศัตรูของเจ้าอยู่ที่เมืองหลวง ห่างไปแค่สามร้อยลี้ เจ้าไม่กลัวพวกมันดมกลิ่นตามมาเจอหรือไง
โจวสิงยิ้มกว้าง แววตาเจ้าเล่ห์เปล่งประกาย
แฮะๆ ก็เพราะมีท่านผู้อาวุโสอยู่ที่นี่ไงล่ะขอรับ ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนจิตใจเมตตา คงไม่ใจจืดใจดำยืนดูผู้เยาว์ตาดำๆ ที่เลี้ยงเหล้าท่านอย่างดีต้องมาตายต่อหน้าต่อตาหรอก ใช่ไหมขอรับ
ความหน้าด้านที่เปิดเผยอย่างจริงใจของโจวสิง ทำเอาตาเฒ่าวาดภาพชะงักไปชั่วครู่
ก่อนที่เขาจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
ฮ่าๆๆๆ ไอ้เด็กบ้า กล้าใช้ข้าเป็นยันต์กันผีเชียวนะ
ชายชราส่ายหน้าด้วยความขบขัน ยกนิ้วชี้หน้าคาดโทษโจวสิงสองสามที แต่ไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธ
จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินฮัมเพลงออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะที่ลอยตามลม
โจวสิงมองส่งแผ่นหลังของชายชราจนลับสายตา แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในเมื่อไม่ปฏิเสธ ก็แปลว่าตกลง
แผนการ เกาะขาทองคำ สำเร็จไปอีกขั้นแล้วสินะ