ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 23 : ราชครูแห่งถู่ฟาน จิวม่อจื้อ
โจวสิงหยิบกระดาษขึ้นมาจดรายการสมุนไพรสำหรับปรุง [ผงสิบหอมเส้นเอ็นอ่อน] และ [สายลมโศก]
เมื่อเห็นรายชื่อสมุนไพรยาวเหยียด คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น โดยเฉพาะตัวยาหายากไม่กี่ชนิดที่เขาวงกลมเอาไว้
อย่างเช่น หญ้าเมฆาโลหิต จากเทือกเขาหิมะใหญ่ วัตถุดิบหลักในการทำ สายลมโศก ราคาตลาดของมันพุ่งไปถึงสามพันตำลึง แต่เงินในกระเป๋าเขามีแค่พอซื้อรากฝอยของมันได้เท่านั้น
ใจเย็นไว้ โจวสิงปลอบใจตัวเอง เงินหาใหม่ได้ สมุนไพรก็เช่นกัน
เขาส่งข่าวไปหาขอทานเสี่ยวหมี่ (สายข่าวประจำตำบล) ให้ช่วยสืบหาเศรษฐีป่วยหนักในเมืองกวงหยางแล้ว ถ้ามีข่าวเมื่อไหร่ เงินก้อนโตก็รออยู่แค่เอื้อม
โจวสิงบิดขี้เกียจ มองดูดวงตะวัน ได้เวลาเปิดร้านช่วงบ่าย
เขาลงไปเปิดประตู ชงชาหอมกรุ่น แล้วหยิบ คัมภีร์อี้จิง มานั่งอ่านรอคนไข้
เวลาผ่านไป คนไข้สองสามรายมารับยาแล้วจากไป จนกระทั่งร้านเงียบสงัด
ขณะที่โจวสิงคิดจะปิดร้าน
ร่างในชุดดำก็เดินโซซัดโซเซเข้ามา
ชายผู้นี้รูปร่างสันทัด ไม่สูงไม่เตี้ย สวมชุดดำปกปิดมิดชิดแม้กระทั่งใบหน้า เหลือไว้เพียงดวงตา ท่าทางเหมือนกลัวคนจำหน้าได้
เขาเดินโงนเงนมาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ หายใจหอบถี่เหมือนคนใกล้ตาย
หมอ ใครคือหมอ เสียงแหบแห้งถามขึ้น
โจวสิงเลิกคิ้ว ก็นั่งหัวโด่อยู่นี่ไง
ชายชุดดำไม่เงยหน้า แต่ยื่นมือออกมาวางบนหมอนรองข้อมือ
โจวสิงมองมือนั้น ผิวคล้ำออกแดง หยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยด้านจากการฝึกอาวุธ ลักษณะเหมือนคนที่ใช้ชีวิตในที่ราบสูงและตากแดดตากลมมานาน
คนในยุทธภพสินะ
โจวสิงวางนิ้วลงบนชีพจร
ทันทีที่สัมผัส เขาก็ต้องตะลึง
ชีพจรปั่นป่วนวุ่นวายราวกับเส้นด้ายนับสิบเส้นพันกันยุ่งเหยิง กระแสลมปราณในร่างตีกันมั่วซั่ว ทั้งร้อน ทั้งเย็น ทั้งแข็ง ทั้งอ่อน เหมือนสนามรบขนาดย่อม
ท่านจอมยุทธ์ โจวสิงชักมือกลับ ท่านไปโดนใครทำร้ายมาจนช้ำใน หรือว่าธาตุไฟเข้าแทรกกันแน่ ชีพจรยุ่งเหยิงขนาดนี้
เจ้าเด็กบ้า ชายชุดดำตวาดเสียงแหบ ข้าคืออัจฉริยะแห่งยุทธภพ วิชาอะไรข้าฝึกแป๊บเดียวก็บรรลุ จะธาตุไฟเข้าแทรกได้ยังไง ส่วนอาการบาดเจ็บภายใน ช่วงนี้ข้าไม่ได้สู้กับใคร จะไปเจ็บตัวได้ยังไง
โจวสิงอ้าปากค้าง
อัจฉริยะแห่งยุทธภพ
กล้าชมตัวเองขนาดนี้เชียว หน้าด้านกว่าข้าอีก
ท่านจอมยุทธ์ โจวสิงปรับสีหน้าจริงจัง ในเมื่อท่านยืนยันว่าไม่ได้สู้กับใคร งั้นสาเหตุก็มีแค่อย่างเดียว การฝึกวิชาของท่านนั่นแหละที่มีปัญหา
ข้าเคยได้ยินอาจารย์กล่าวไว้ว่า วรยุทธ์ในใต้หล้าล้วนมีเคล็ดเดินลมปราณเฉพาะตัว บางวิชาเน้นแกร่งกร้าวร้อนแรงดุจไฟ บางวิชาเน้นอ่อนช้อยเย็นเยียบดุจน้ำ หากฝืนฝึกวิชาที่ขัดแย้งกันโดยไม่รู้วิธีผสาน ลมปราณย่อมตีกันจนเกิดผลเสีย
ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านคงฝืนฝึกสุดยอดวิชาหลายแขนง โดยใช้กำลังภายในที่ไม่เข้ากันไปขับเคลื่อนมันใช่หรือไม่
ชายชุดดำนิ่งเงียบกริบ
โจวสิงรู้ทันทีว่าแทงใจดำ
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายชุดดำถึงเอ่ยเสียงอ่อย ท่านหมอ พูดตามตรง ตั้งแต่ข้าฝึกวิชาพวกนี้ ข้าก็รู้สึกอึดอัดบ้างบางครั้ง แต่มันก็หายไปเอง ข้าเลยไม่ใส่ใจ ใครจะนึกว่าวันนี้มันจะกำเริบรุนแรงขนาดนี้ ท่าน พอจะมีทางรักษาไหม
โจวสิงขมวดคิ้ว ใช้ความคิดอย่างหนัก
วิชาพิษเขาถนัด แต่วิชาแพทย์รักษาอาการธาตุไฟเข้าแทรกระดับนี้ ไม่ง่ายเลย
เห็นหมอหนุ่มทำหน้าเครียด ชายชุดดำก็ใจเสีย
เขาไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แต่กลัวหมอส่ายหน้า
ปึก
ชายชุดดำล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ควักกำปั้นออกมาตบลงบนโต๊ะ
เมื่อแบมือออก ประกายสีทองอร่ามก็ส่องสว่างวาบ
ใบไม้ทองคำ นับร้อยใบกองอยู่ตรงหน้า
โจวสิงตาโตเป็นไข่ห่าน เงิน เงินมาแล้ว
เขาเปลี่ยนสีหน้าทันที กวาดใบไม้ทองคำทั้งหมดลงลิ้นชักอย่างรวดเร็ว
รักษาได้
โจวสิงตอบเสียงหนักแน่น ต่อให้ต้องงัดวิชาลับตระกูลถังออกมา ข้าก็จะรักษาท่านให้หาย
ได้ยินคำยืนยัน ชายชุดดำก็ถอนหายใจโล่งอก
การรักษาต้องอาศัยความเชื่อใจ ชายชุดดำพึมพำ
จากนั้น เขาสะบัดมือวูบเดียว
ปัง ปัง
ประตูหน้าต่างร้านปิดสนิทด้วยแรงลมปราณที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ไม่ใช่การกระแทกด้วยแรงควาย แต่เป็นการควบคุมกระแสลมอย่างประณีต
โจวสิงหรี่ตา ยอดฝีมือตัวจริง
เมื่อร้านมิดชิดดีแล้ว ชายชุดดำก็ดึงผ้าปิดหน้าออก
โจวสิงนึกว่าจะเห็นหน้าโจรป่าเถื่อน แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นใบหน้าอวบอิ่ม ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หูยาว ตาสว่างสดใส ลักษณะของผู้ทรงศีล
ชายผู้นี้สวมจีวรสีเหลืองแบบลามะทิเบต อายุราวห้าสิบปี ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม
ลามะทิเบต ฝึกวิชาหลากหลายจนธาตุไฟเข้าแทรก ใบหน้าเปี่ยมราศี
ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวโจวสิงทันที
ราชครูแห่งถู่ฟาน จิวม่อจื้อ
ท่านหมอมองหน้าข้าเช่นนี้ รู้จักข้าหรือ จิวม่อจื้อถามด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
โจวสิงประสานมือ ท่านแต่งกายคล้ายลามะจากถู่ฟาน แถมยังมีวรยุทธ์สูงส่งราวกับเทพเดินดิน ข้าเคยได้ยินว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งของถู่ฟานคือท่านราชครูจิวม่อจื้อ หรือว่าท่านคือ
พอได้ยินคำว่า วรยุทธ์สูงส่งราวกับเทพเดินดิน และ ยอดฝีมืออันดับหนึ่ง รอยยิ้มของจิวม่อจื้อก็ฉีกกว้างจนแทบจะถึงใบหู
ไอ้หนุ่มนี่ ตาถึง พูดจาเข้าหู
ถูกต้อง อาตมาคือจิวม่อจื้อ
จิวม่อจื้อเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
ใช่แล้ว เขาคือจิวม่อจื้อผู้โด่งดัง การมาเยือนต้าหมิงครั้งนี้ เขาตั้งใจจะมาสร้างตำนาน แต่ดันมาป่วยเสียก่อน การต้องแอบมาหาหมอในตำบลบ้านนอกแถมต้องปิดหน้าปิดตา มันช่างน่าอับอาย
แต่พอเจอหมอที่รู้ใจแถมยอยศเก่งแบบนี้ ใบไม้ทองคำที่เสียไปถือว่าคุ้มค่า
โจวสิงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน นอกจากเซียวเหล่งนึ่งแล้ว นี่เป็นตัวละครจากนิยายกิมย้งคนที่สองที่เขาได้เจอตัวเป็นๆ (เหล่าไป๋กับพวกโรงเตี๊ยมถือเป็นตัวละครจากซีรีส์ ไม่นับ)
ส่วนสาเหตุที่จิวม่อจื้อมาโผล่ที่นี่ ไม่แปลกเลย
ยี่สิบปีก่อน จิวม่อจื้อเดินทางไปวัดเส้าหลินแห่งราชวงศ์ซ่งเพื่อขโมยวิชา แต่ไม่สำเร็จ ระหว่างทางกลับ เขาได้พบกับ มู่หยงปั๋ว และแลกเปลี่ยนวิชาดาบเปลวเพลิงกับ 72 ยอดวิชาเส้าหลิน (ฉบับก๊อปเกรด A)
พอกลับไปฝึกจนสำเร็จ 11 วิชา เขาก็ฮึกเหิม เดินทางออกจากถู่ฟานหมายจะมาพิชิตหล้า
เขาแวะไปเมืองซูโจว หวังจะไปเคารพศพมู่หยงปั๋ว และ ขอยืม วิชาที่เหลือจากลูกชายเพื่อน แต่ดันหลงไปโผล่ที่คฤหาสน์นาคี
ที่นั่น เขาแอบได้ยิน ติงชุนชิว (ผู้เฒ่าดาวดึงส์) คุยกับ อาจารย์อา เรื่องคัมภีร์ พลังไร้ลักษณ์น้อย
ด้วยความหวังดี (และโลภ) จิวม่อจื้อจึงช่วย เก็บรักษา คัมภีร์ 7 เล่มที่เหลือออกมา
เมื่อได้ฝึก พลังไร้ลักษณ์น้อย เขาก็พบว่ามันสามารถเลียนแบบวิชาเส้าหลินได้ทุกแขนง แถมยังทรงพลังกว่าต้นฉบับ
ด้วยความมั่นใจเกินร้อย จิวม่อจื้อจึงมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก ข้ามเทือกเขาคุนหลุน เข้าสู่แผ่นดินต้าหมิง หมายจะไปท้าประลองกับจูอู๋ซื่อที่เมืองหลวง
แต่พอมาถึงตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ อาการธาตุไฟเข้าแทรกที่สะสมมานานก็กำเริบจนทนไม่ไหว
เขาไม่อยากเสียหน้าไปหาหมอในเมืองใหญ่ จึงเลือกมาที่ตำบลเล็กๆ นี้ และได้ยินชื่อเสียงของหมอโจว
ท่านหมอโจว จิวม่อจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ในเมื่อท่านมองออกถึงอาการของอาตมา ท่านพอจะมีวิธีรักษาให้หายขาดหรือไม่