ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 28 : หอเบญจเซียน ปล่อยให้เขาโชว์พาวอีกแล้ว
- Home
- ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ
- บทที่ 28 : หอเบญจเซียน ปล่อยให้เขาโชว์พาวอีกแล้ว
โจวสิงกลับมาถึงหอจิ่วสิง จิวม่อจื้อตื่นนอนเรียบร้อยแล้ว
ในฐานะ ราชาแห่งความเพียร จิวม่อจื้อยึดถือคติตื่นพร้อมไก่โห่และเข้านอนเมื่อตะวันลับฟ้าเสมอมา
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ ในขณะที่เขาคิดว่าตัวเองขยันที่สุดแล้ว โจวสิงกลับตื่นเช้ากว่าเขาเสียอีก
ทันทีที่เขาลืมตาตื่น เขาสัมผัสได้ว่ามีคนฝึกวิชาอยู่ด้านบนห้องพัก เขาคาดคะเนคร่าวๆ ว่าโจวสิงฝึกวิชาอยู่หนึ่งชั่วยามเต็มๆ ก่อนจะออกจากโรงหมอไป
เมื่อเห็นโจวสิงเดินกลับเข้ามา จิวม่อจื้อจึงพึมพำเบาๆ หนึ่งชั่วยาม
นับตั้งแต่โจวสิงออกไปจนกลับมา ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยามพอดี
จิวม่อจื้อสงสัยเหลือเกินว่าโจวสิงออกไปทำอะไรข้างนอก แต่ด้วยความเคารพที่มีต่อสหายหมอ เขาจึงไม่ได้สะกดรอยตามไป
หมอเทวดาโจว วันนี้เรามาเริ่มการรักษากันต่อเถอะ
จิวม่อจื้อส่ายหน้าพยายามสลัดความอยากรู้อยากเห็นทิ้งไป การตื่นมาแล้วไม่ได้ฝึกยุทธ์มันช่างทรมานจิตใจเขาเหลือเกิน รีบๆ รักษาให้หายแล้วกลับมาฝึกต่อดีกว่า
โจวสิงยิ้มแล้วส่ายหน้า ท่านราชครู วันนี้เราต้องเข้าเมืองกวงหยางกันสักเที่ยวแล้วละ
จิวม่อจื้อเกือบจะค้านขึ้นมา แต่โจวสิงก็ชิงอธิบายต่อ ท่านราชครู อาการบาดเจ็บของท่านเกิดจากการสะสมมานานหลายปี การรักษาหลังจากนี้ต้องกินยาต้มทุกวันขาดไม่ได้ ยาสมุนไพรที่ข้ามีอยู่ตอนนี้เริ่มร่อยหรอ เราต้องไปกว้านซื้อเพิ่มที่เมืองกวงหยางเสียหน่อย
ได้ยินดังนั้น จิวม่อจื้อก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างมีเหตุมีผล
วันนี้หยุดทำการหนึ่งวัน เรามุ่งหน้าสู่กวงหยางกันเลย
พูดจบ โจวสิงก็เดินขึ้นไปบนห้อง เก็บกระบี่สุ่ยหานที่ห่อผ้าไว้ให้มิดชิด
เขายัง หวังดี โปรยยาพิษไว้รอบๆ ห้องพักและโรงหมอหลายชนิดเพื่อป้องกันขโมยขโจร จากนั้นจึงเดินออกมาแขวนป้าย หยุดทำการหนึ่งวัน ไว้ที่หน้าประตู
ทั้งคู่แวะซื้อซาลาเปาที่ร้านข้างทางประทังหิว ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมืองกวงหยางทันที
เดิมทีโจวสิงตั้งใจจะเช่าม้าหรือรถม้า แต่จิวม่อจื้อดันเกิดอาการอยากขยับเส้นขยับสาย เขาถามโจวสิงว่าสามารถใช้ วิชาตัวเบา เดินทางได้หรือไม่ เมื่อโจวสิงยืนยันว่าทำได้ ราชครูแห่งถู่ฟานก็ยืนกรานจะใช้วิธีนี้ทันที
เห็นว่าทางที่เลือกใช้เป็นทางลัดในชนบทที่ไร้ผู้คน โจวสิงจึงต้องยอมตามใจและใช้วิชาตัวเบาเดินทางไปพร้อมกับเขา
แต่ตลอดทาง จิวม่อจื้อกลับวิ่งๆ หยุดๆ และทุกครั้งที่หยุด เขามักจะหันมามองโจวสิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความทิฐิและภูมิใจ
โจวสิงเดาใจออกทันที ไอ้ราชครูคนนี้มันกำลังโชว์เหนือใส่ข้านี่หว่า
จิวม่อจื้อมีกำลังภายในมหาศาล ส่วนโจวสิงแม้จะกลืนหนอนไหมน้ำแข็งพันปีเข้าไปแล้ว แต่เคล็ดวิชาลมปราณทานตะวันที่เขาฝึกอยู่นั้นยังไม่สามารถดึงอานุภาพของหนอนไหมออกมาได้เต็มที่เหมือนวิชา คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น หรือ คัมภีร์กามสูตร ในต้นฉบับ ทำให้กำลังภายในของเขายังห่างชั้นจากจิวม่อจื้ออยู่มาก
ระหว่างที่จิวม่อจื้อเดินเหินราวกับเดินเล่นในสวน โจวสิงกลับต้องหอบแฮกๆ ทั้งคู่หยุดพักเป็นระยะ จนกระทั่งใกล้ถึงเมืองกวงหยางจึงค่อยเปลี่ยนมาเดินเท้าบนถนนหลวงตามปกติ
เมื่อก้าวเข้าสู่เมือง การแต่งกายแบบลามะถู่ฟานของจิวม่อจื้อดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย
ชาวเมืองต่างพากันเหลียวมองด้วยความใคร่รู้ จิวม่อจื้อเริ่มมีเส้นเลือดดำปูดขึ้นบนหน้าผาก เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลิงที่ถูกคนรุมดู พวกเจ้าช่างไร้รสนิยมเสียจริง
ราชครูถู่ฟานแค่นเสียงเย็น เร่งฝีเท้าขึ้นจนทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่หน้า หอเบญจเซียน
หอเบญจเซียนตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองกวงหยาง เป็นตึกสองชั้นที่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ใครผ่านไปมาเป็นต้องเหลียวมอง
จิวม่อจื้อรู้จักหอเบญจเซียนดี แม้แต่ในประเทศถู่ฟานก็มีสาขาตั้งอยู่ เพียงแต่มีน้อยมาก เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น เนื่องจากพรรคเบญจพิษตั้งอยู่ในพื้นที่ลับแลของมณฑลเมี่ยวเจียง สมุนไพรที่ได้จึงมีคุณภาพสูงและหายาก หมอส่วนใหญ่จึงนิยมสั่งซื้อจากที่นี่
โจวสิงเดินนำเข้าไปข้างใน โดยมีจิวม่อจื้อตามหลังติดๆ
ทันทีที่เข้าไป พนักงานคนหนึ่งในชุดพื้นเมืองเมี่ยวเจียงก็เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมค้อมกายคารวะ ทั้งสองท่านต้องการสิ่งใดหรือครับ
จิวม่อจื้อไม่ปริปากพูด เขาถือคติว่าเรื่องเจรจาต้องให้คนจัดการงานทำ
ข้าคือโจวสิง เจ้าของหอจิ่วสิงแห่งตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ ส่วนท่านนี้คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งถู่ฟาน ท่านราชครูจิวม่อจื้อ
โจวสิงแนะนำตัวเองสั้นๆ แต่เน้นย้ำชื่อของจิวม่อจื้อเป็นพิเศษ เพราะเขากะจะใช้ชื่อเสียงของอีกฝ่ายมาข่มขวัญคนเล่นพิษพวกนี้
จิวม่อจื้อได้ยินโจวสิงแนะนำเขาอย่างยิ่งใหญ่ ก็ยืดอกขึ้นทันที
คนตำบลเจ็ดจอมยุทธ์นี่พูดจาเข้าหูทุกคนเลยแฮะ
ราชครูยิ้มอย่างพึงพอใจ วางมาดผู้สูงส่งพร้อมพยักหน้าให้พนักงานคนนั้น
พนักงานมองโจวสิงแวบหนึ่ง ก่อนจะจ้องมองจิวม่อจื้อด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัย เขาแทบไม่เชื่อหูว่าจะได้เจอราชครูถู่ฟานตัวจริงที่นี่ แต่ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ เขาจึงค้อมกายด้วยความเคารพและรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนทันที
ครู่ต่อมา มีผู้หญิงสองคนเดินลงมาหาพวกเขา คนหนึ่งสาว คนหนึ่งแก่
คนสาวนั้นโจวสิงเคยเจอแล้ว นางคือคนที่ไปส่งสมุนไพรให้เขาที่ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์นั่นเอง
ส่วนคนแก่นั้นโจวสิงไม่เคยพบ นางสวมชุดเมี่ยวเจียงเช่นกัน แม้เส้นผมจะเริ่มหงอกขาว แต่ใบหน้ากลับดูเต่งตึงไร้ริ้วรอยอย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งสองเดินลงบันไดมาหยุดอยู่ต่อหน้าโจวสิงและจิวม่อจื้อ
หญิงสาวทักทายโจวสิงก่อน ท่านหมอโจว เราเจอกันอีกแล้วนะคะ
ข้าคือ หลานปี้อวิ๋น เจ้าของหอเบญจเซียนสาขานี้ ส่วนท่านนี้คือ อาวุโสหยิน แห่งพรรคเบญจพิษ ท่านกำลังมาตรวจบัญชีที่นี่พอดี
จากนั้นหลานปี้อวิ๋นก็หันไปมองจิวม่อจื้อที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่านผู้นี้คือท่านราชครูจิวม่อจื้อแห่งถู่ฟานจริงๆ หรือคะ
คำถามของนางเต็มไปด้วยความสงสัยที่ไม่ปิดบัง อาวุโสหยินเองก็ยืนนิ่งเงียบดุจรูปปั้นเพื่อรอดูสถานการณ์
จิวม่อจื้อยิ้มละไม เขาคือตัวจริงเสียงจริง ใครจะกล้าแอบอ้าง
เขายกมือขวาขึ้น วิชา ดาบเปลวเพลิง แห่งนิกายลับของอาตมา เพียงพอจะพิสูจน์ตัวตนได้หรือไม่
สิ้นเสียงพูด ฝ่ามือขวาของจิวม่อจื้อพลันกลายเป็นสีแดงฉานประหนึ่งเหล็กลนไฟ คลื่นความร้อนรุนแรงแผ่กระจายออกมาทันที เขาสะบัดมือเบาๆ ไปทางเชิงเทียนที่วางอยู่ห่างออกไป
พรึ่บ
เทียนที่ยังไม่ได้จุดพลันลุกสว่างขึ้นด้วยความร้อนจากลมปราณ
การโชว์พาวครั้งนี้ทำเอาหลานปี้อวิ๋นและอาวุโสหยินถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก
คนพรรคเบญจพิษอาจจะเชี่ยวชาญเรื่องยาพิษ แต่ในด้านวรยุทธ์ พวกเขาเป็นเพียงพรรคระดับรองในยุทธภพเท่านั้น วิชา ดาบเปลวเพลิง ของจิวม่อจื้อสำหรับพวกนางแล้วเปรียบเสมือนปาฏิหาริย์เหนือชั้น
เมื่อเห็นแววตาตกตะลึงของคนทั้งคู่ มุมปากของจิวม่อจื้อก็ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้น
ใช่แล้ว แววตาแบบนี้แหละ ช่างน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก
โจวสิงมองดูรอยยิ้มของจิวม่อจื้อและท่าทางขยับแขนวางมาดเท่ๆ ของเขา แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจบ่นพึมพำเบาๆ
เห้อ ปล่อยให้เขาโชว์พาวอีกจนได้