ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 41 : ลาภลอยเล็กน้อย
เจ้าได้ขอร้องแทนพวกเขาไปแล้ว และจอมยุทธ์เยี่ยนก็รับปากว่าจะไม่เอาความ แต่พวกมันยังคิดจะลงมือสังหารพวกเราทุกคนอีก คนประเภทนี้ไม่สมควรตายหรือ
โจวสิงเก็บกระบี่เข้าฝัก พลางหันกลับไปมองเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์
ใบหน้าของเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ขึ้นสีระเรื่อ ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมาอีก
เยี่ยนหนานเทียนได้ยินวาจาของโจวสิงก็พยักหน้าเห็นด้วย สมควรตายยิ่งนัก
เดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดจะปล่อยคนเหล่านี้ไปอยู่แล้ว ที่เมื่อครู่เขายอมตกลงว่าหากคนทั้งห้าไม่กลับไปก่อกรรมทำเข็ญอีกก็จะเลิกแล้วต่อกัน ก็เพราะเห็นแก่ที่พวกมันช่วยเลี้ยงดูเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์จนเติบใหญ่ จึงตั้งใจว่าจะไม่ไปหาเรื่องพวกมันในภายหลัง
แต่ถึงกระนั้น คนเหล่านี้ก็ยังคิดจะเอาชีวิตพวกเขา หากไม่ใช่เพราะวรยุทธ์ของเขายังไม่ฟื้นคืนสภาพ เขาคงลงมือจัดการพวกมันด้วยตัวเองไปนานแล้ว
เยี่ยนหนานเทียนดึงสติกลับมา มองไปยังโจวสิง ก็เห็นชายหนุ่มเดินเข้าไปค้นตัวห้าคนโฉดอย่างขะมักเขม้น
หมอเทวดาโจว ท่านกำลัง
เยี่ยนหนานเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
โจวสิงไม่ได้หันกลับมา ยังคงก้มหน้าก้มตาค้นตัวศพต่อไป พลางหัวเราะร่า ข้าเคยจนจนกลัวแล้ว บนตัวคนพวกนี้อาจจะมีของดีติดตัวอยู่บ้างก็ได้
ฆ่าคนแล้วค้นศพคือกฎเหล็กของยุทธภพ
ผู้เฒ่าถังเป็นคนสอนเขามา
ตะขอพรากจากและถุงมือหนามของตู้ซา อืม เก็บมาให้หมด
แม้ตะขอพรากจากจะหักสะบั้นไปแล้ว แต่ตัวอาวุธยังคงสร้างขึ้นจากเหล็กเสวียนเถี่ย โจวสิงเรียนรู้วิธีการสร้างอาวุธลับสกุลถังมาจากผู้เฒ่าถังอยู่เป็นเวลานานจนมีความรู้ทฤษฎีแน่นปึ้ก ตอนนี้ขาดแคลนก็เพียงแค่วัตถุดิบเท่านั้น
ถุงมือหนามเองก็เช่นเดียวกัน ของสิ่งนี้สร้างจากเหล็กเสวียนเถี่ย แม้เบื้องหน้าจะมีรอยแตกร้าวมากมาย แต่นำไปหลอมใหม่ก็ยังใช้สร้างอาวุธลับได้
นอกจากนี้ บนถุงมือหนามยังอาบด้วยพิษร้ายแรง ซึ่งตู้ซาใช้เลือดร้อยพิษในการชุบสร้าง เลือดร้อยพิษนี้นับเป็นของดี โจวสิงมีวิธีสกัดมันออกมาจากถุงมือได้
หัตถ์โลหิตทะลวงใจ เพลงกระบี่เจ็ดสังหาร นี่คือคัมภีร์ยุทธ์ของตู้ซา
แต่ก่อนตู้ซาเป็นมือกระบี่ เพียงแต่หลังจากที่ข้อมือขวาถูกเยี่ยนหนานเทียนฟันขาด เขาก็ไม่สามารถใช้กระบี่ได้อีก
คัมภีร์ยุทธ์ทั้งสองเล่มนี้โจวสิงค้นเจอในอกเสื้อของตู้ซา
ตู้ซา ฮาฮาฮา อินจิ่วโยว ถูเจียวเจียว และหลี่ต้าจุ่ย แม้จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแต่ก็ยังระแวดระวังซึ่งกันและกัน พวกมันไม่เคยเก็บคัมภีร์ยุทธ์ไว้ที่บ้าน แต่จะพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะเกรงว่าวิชาของตนจะถูกคนอื่นขโมยไปศึกษาหาจุดอ่อน
เป็นเช่นนี้ก็หวานหมูโจวสิงสิ
โจวสิงค้นตัวอีกสี่คนที่เหลือ แล้วก็เป็นไปตามคาด คนกลุ่มนี้ต่างหวาดระแวงกันเอง จึงทำได้เพียงพกคัมภีร์ยุทธ์ติดตัวไว้เท่านั้น
จิวม่อจื้อยืนอยู่ด้านหลังเยี่ยนหนานเทียน มองดูโจวสิงค้นศพทั้งห้าคนอย่างต่อเนื่อง เดิมทีเขาไม่ได้รู้สึกสนใจอันใด แต่เมื่อเห็นโจวสิงหยิบคัมภีร์ยุทธ์สองเล่มออกมาจากอกเสื้อของตู้ซา เขาถึงเริ่มมีปฏิกิริยา
อืม ใจจริงก็อยากจะชะโงกหน้าเข้าไปดูว่าเป็นวิชาอะไร แต่พอมาคิดดูอีกที เขาเป็นถึงราชครูแห่งถูฟาน จิวม่อจื้อเชียวนะ
จะให้ไปทำเรื่องเสียเกียรติเช่นนั้นได้อย่างไร
อีกอย่าง ห้าคนนี้ก็ไม่น่าจะมีวิชาที่ร้ายกาจอะไรนัก
เมื่อคิดได้ดังนั้น จิวม่อจื้อจึงสงบใจลง จนกระทั่งโจวสิงเดินกลับมา เขาถึงได้ชำเลืองตามองคัมภีร์หลายเล่มและถุงเงินห้าใบในมือของโจวสิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
โจวสิงยื่นคัมภีร์ในมือส่งให้จิวม่อจื้อ ข้าวของมีเยอะเกินไป ไหนจะถุงเงินห้าถุง ตะขอพรากจากและถุงมือหนามของตู้ซา มีดบินของฮาฮาฮา มีดสลายกระดูกของหลี่ต้าจุ่ย โจวสิงถือคนเดียวไม่ไหวจริงๆ
เหล่าซิง จะเอาศพไหม ถ้าไม่เอาข้าจะจัดการทั้งหมดแล้วนะ
โจวสิงหอบถุงเงินพลางหันไปตะโกนเรียก
เมื่อครู่ห้าคนโฉดใช้กำลังภายในตะโกนก้อง ได้ยินกันไปทั่วทั้งตำบลเจ็ดจอมยุทธ์เกือบครึ่งค่อนเมือง เหล่าซิงได้ยินเสียงเอะอะจึงรีบรุดมาดู
แต่พอเหล่าซิงเห็นหน้าตาของทั้งห้าคน เขาก็รีบมุดหัวหดกลับไปแอบอยู่มุมกำแพงเพื่อ รอดูสถานการณ์ ทันที
จักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ต้าหมิงเคยทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกันกับพันธมิตรยุทธภพ ตราบใดที่ชาวยุทธ์ไม่ทำร้ายชาวบ้านร้านตลาด ทางราชสำนักก็จะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องราวในยุทธภพ
แต่หากมีชาวยุทธ์คนใดกล้าลงมือทำร้ายราษฎรสามัญชนของต้าหมิง ก็จะมีหน่วยงานของราชสำนักอย่างลิ่วซ่านเหมิน หมู่ตึกพิทักษ์มังกร ตงฉ่าง และซีฉ่าง ออกหน้าจัดการแทนชาวบ้าน
สิบคนโฉดล้วนเป็นคนชั่วช้าสามานย์ ชาวบ้านบริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของพวกมัน
คนทั้งสิบจึงมีรายชื่อปรากฏอยู่บนประกาศจับของลิ่วซ่านเหมินและหน่วยงานอื่นๆ
เหล่าซิงในฐานะมือปราบชุดดำระดับเก้า เคยเห็นภาพวาดของคนทั้งห้าบนประกาศจับของลิ่วซ่านเหมิน จึงจำได้ว่าคนกลุ่มนี้คือห้าในสิบคนโฉดที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในยุทธภพ
เหล่าซิงเห็นคนกลุ่มนี้ปิดล้อมโรงหมอเอาไว้ ฟังจากน้ำเสียงดูเหมือนจะคิดสังหารหมอเทวดาโจวด้วย เรื่องนี้ทำเอาเหล่าซิงร้อนรนจนนั่งไม่ติด เขาลังเลว่าจะกระโดดออกไปดีหรือไม่ โดยหวังว่าชื่อเสียงของลิ่วซ่านเหมินจะพอข่มขวัญคนทั้งห้าได้บ้าง
แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ โจวสิงก็กระโจนออกไปจัดการเสียก่อน เหล่าซิงคำนวณพันหมื่นรอบก็ยังคาดไม่ถึงว่า หมอเทวดาโจวประจำตำบลของพวกเขาจะเป็นยอดฝีมือวรยุทธ์สูงส่ง
เห็นโจวสิงลงมือสังหารคนทั้งห้าอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว เหล่าซิงก็ยังคงตกตะลึงตาค้าง หากโจวสิงไม่ตะโกนเรียก เกรงว่าเขาคงจะยืนงงอยู่อีกพักใหญ่
เสียงของโจวสิงเรียกสติเหล่าซิงกลับมา เขารีบตะโกนตอบกลับไปเสียงดังลั่น เอา เอาครับ
ได้ยินเสียงตอบรับของเหล่าซิง โจวสิงก็ยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน
เหล่าซิงวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาโจวสิง ล้อเล่นหรือไง สิบคนโฉดมีชื่อขึ้นบัญชีดำของกรมอาญาเชียวนะ วันนี้คนทั้งห้ามาถูกกำจัดในเขตรับผิดชอบของเขา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะต้องเขียนรายงานส่งเข้าเมืองหลวงแน่นอน
ขอแค่เขาแอบใส่ชื่อซิงอวี้เซินลงไปในจดหมายสักหน่อย แม่เจ้าโว้ย รวยเละแน่งานนี้
เหล่าซิง ศพห้าคนนี้มอบให้ท่านจัดการต่อก็แล้วกัน
โจวสิงมองเหล่าซิงที่กำลังทำหน้าประจบสอพลออยู่ตรงหน้า แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เหล่าซิงได้ยินดังนั้นก็ผงกศีรษะรัวๆ หมอเทวดาโจววางใจได้ ข้าจะเร่งส่งศพพวกมันเข้าเมืองหลวงภายในคืนนี้ ไม่เกินห้าวัน ท่านรอรับเงินรางวัลได้เลย
โจวสิงเตรียมใจไว้แล้ว ขนาดค่ายโจรเขาทมิฬเล็กๆ นั่นยังมีค่าหัว นับประสาอะไรกับสิบคนโฉด ปัญหาก็แค่จะได้มากหรือน้อยเท่านั้น
ที่โจวสิงเรียกเหล่าซิงออกมาเก็บศพ ก็เพราะหวังจะให้เหล่าซิงรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปเพื่อรับเงินรางวัลนั่นแหละ
ตอนนี้โจวสิงมีคนของนิกายเบญจพิษคอยจัดหาสมุนไพรให้ จึงไม่ขาดแคลนตัวยาอีกต่อไป สิ่งที่เขาขาดแคลนในตอนนี้ มีเพียงโลหะหายากสำหรับสร้างอาวุธลับเท่านั้น
โลหะหายากพวกนี้มีราคาแพงระยับ ต่อให้จิวม่อจื้อมอบใบไม้ทองคำให้เขามาหนึ่งกำมือ ก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี
เรื่องเงินทองนี่ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ห้าคนนี้มีค่าหัวเท่าไหร่
โจวสิงเอ่ยถาม
เหล่าซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า ในบรรดาสิบคนโฉด หัตถ์โลหิตตู้ซามีค่าหัวสูงสุด ห้าร้อยตำลึงเงิน ส่วนคนอื่นๆ ราคาไม่ต่างกันมาก อยู่ที่หนึ่งร้อยถึงสามร้อยตำลึง
ห้าคนนี้รวมกัน ก็ตกราวหนึ่งพันสี่ร้อยตำลึงเห็นจะได้
ได้ฟังคำตอบของเหล่าซิง โจวสิงก็อดเม้มปากไม่ได้ ราชสำนักนี่ช่างขี้เหนียวเสียจริง สู้พวกโจรภูเขาก็ไม่ได้
ในเนื้อเรื่องเดิม พวกโจรภูเขาลงขันจ้างวานฆ่าเสียวกัว สิบกว่าค่ายโจรยังรวบรวมเงินได้ตั้งสามหมื่นตำลึง
โจวสิงฆ่าห้าคนโฉด ได้เงินมาแค่พันสี่ร้อยตำลึง มิน่าล่ะราชสำนักถึงต้องออกประกาศจับ แล้วสิบคนโฉดก็ยังลอยนวลอยู่ได้สบายใจเฉิบ
ถ้าขาดเงินจริงๆ ไปปล้นค่ายโจรยังจะคุ้มกว่า อืม ยกเว้นค่ายโจรเขาทมิฬที่โดนเขาปล้นไปแล้วไว้ที่หนึ่งก็แล้วกัน
ถือคติมีเนื้อแมลงวันกินก็ยังดีกว่าไม่มี โจวสิงข่มความไม่พอใจลงไป หลังจากส่งเหล่าซิงกลับไปแล้ว เขาก็เดินกลับเข้ามาในโรงหมอ
เยี่ยนหนานเทียนเรียกเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ให้มานั่งข้างกาย เพื่อดูเขาเขียนบันทึกเคล็ดวิชาทั้งสามเล่ม
ส่วนโจวสิงก็นั่งลงข้างจิวม่อจื้อเพื่อตรวจสอบของที่เพิ่งยึดมาได้
หัตถ์โลหิตทะลวงใจ กระบี่เจ็ดสังหาร
โจวสิงยื่นคัมภีร์ให้จิวม่อจื้อ จิวม่อจื้อรับไปเปิดดูผ่านๆ ก่อนจะวางไว้ด้านข้าง พลางวิจารณ์ว่า กระบวนท่าธรรมดา แต่กระบี่เจ็ดสังหารนั่นพอดูได้บ้าง ทว่าก็ยังเทียบไม่ได้กับเพลงกระบี่ตั๊กม้อของวัดเส้าหลิน
หัตถ์ค้นวิญญาณลมทมิฬ ท่าเท้าจิ่วโยว
โจวสิงยื่นคัมภีร์อีกสองเล่มให้ ซึ่งค้นได้จากศพของอินจิ่วโยว
จิวม่อจื้อเปิดอ่านดูอีกครั้ง แล้วก็วางหัตถ์ค้นวิญญาณลมทมิฬไว้ข้างตัว แต่กลับเก็บท่าเท้าจิ่วโยวเอาไว้ หัตถ์ค้นวิญญาณลมทมิฬนี่ก็พื้นเพยิ่งนัก แต่ท่าเท้าจิ่วโยวนี้นับว่าน่าสนใจ อินจิ่วโยวมีวิชาตัวเบาสูงส่ง ท่าเท้าจิ่วโยวนี้มีส่วนช่วยถึงแปดส่วน อาตมาขอศึกษาดูหน่อย
จิวม่อจื้อวางท่าเท้าจิ่วโยวไว้ใกล้มือ
เขารับคัมภีร์ยุทธ์พวกนี้ได้อย่างสบายใจเฉิบ หากไม่ใช่เพราะเขาลงมือซัดพวกฮาฮาฮาและหลี่ต้าจุ่ยจนบาดเจ็บล้มลง โจวสิงจะมีโอกาสได้คัมภีร์พวกนี้มาหรือ
ดังนั้น คัมภีร์พวกนี้ย่อมต้องมีส่วนแบ่งของเขาจิวม่อจื้อด้วย
โจวสิงไม่ได้ใส่ใจ เขามีวิชาไร้รอยเท้าหิมะอยู่แล้ว จึงไม่ได้คิดฝึกฝนท่าเท้าจิ่วโยว ไว้มีโอกาสในวันหน้าค่อยหยิบมาศึกษาดูบ้างก็ได้
มีดสลายกระดูกของหลี่ต้าจุ่ย วิชาชะล้างไขกระดูกของฮาฮาฮา และวิชาสาวงามกระชากวิญญาณของถูเจียวเจียว ล้วนถูกจิวม่อจื้อโยนทิ้งไว้ข้างๆ
ของพรรค์นี้มันแค่ระดับปลาซิวปลาสร้อย เขาไม่เห็นอยู่ในสายตา
กลับเป็นวิชาแปลงโฉมที่ค้นเจอในตัวถูเจียวเจียว ซึ่งบันทึกเคล็ดลับการปลอมแปลงใบหน้าเอาไว้เสียอีก ที่ดึงดูดความสนใจของจิวม่อจื้อได้มากที่สุด
คัมภีร์ยุทธ์ในใต้หล้ามีมากมายดุจฝูงปลาข้ามสมุทร หากไปเจอคนที่ไม่ยอมแลกเปลี่ยนวิชา เพื่อไม่ให้ยอดวิชาเหล่านั้นต้องถูกฝังกลบจนลืมเลือน เขาอาจจำเป็นต้องเข้าไป เยี่ยมชม ถึงในบ้านของคนเหล่านั้นสักหน่อย
หากเขามีวิชาแปลงโฉม สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นใครก็ได้ ยังต้องกลัวคนจำหน้าได้อีกหรือ
วิชาเทพ นี่มันวิชาเทพชัดๆ
ไหนๆ โจวสิงก็บอกให้พยายามอย่าฝึกยุทธ์หรือลงมือต่อสู้ วันๆ เขาก็รู้สึกว่างงานอยู่บ้างแล้ว เช่นนั้นสู้เอาเวลามาฝึกวิชาแปลงโฉมนี่เสียดีกว่า
โจวสิงมองดูกองคัมภีร์และอาวุธนานาชนิดบนโต๊ะ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ตู้เก็บของจะไม่มีที่วางอยู่แล้ว
จิวม่อจื้อผู้เป็นดั่งนวมฝ้ายรู้ใจ มองออกว่าโจวสิงถอนหายใจด้วยเรื่องใด จึงเสนอแนะขึ้นว่า หมอเทวดาโจว สำนักต่างๆ มักจะมีหอคัมภีร์สำหรับเก็บรักษตำราและคัมภีร์ยุทธ์ ข้าเห็นว่าหมอเทวดาโจวลองทำตามอย่างดูบ้างเป็นไร เรือนหลังยังพอมีห้องว่าง ไยไม่แบ่งห้องหนึ่งในเรือนหลังไว้จัดเก็บคัมภีร์ยุทธ์และศาสตราวุธพวกนี้เล่า
ในภายภาคหน้าหากมีคัมภีร์และเทพศาสตราสะสมจนเต็มห้อง เกรงว่าแม้แต่หอคัมภีร์วัดเส้าหลินอันเลื่องชื่อ ก็คงเทียบหอคัมภีร์โรงหมอของหมอเทวดาโจวไม่ได้แล้ว
ดวงตาของจิวม่อจื้อเปล่งประกาย ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
วิชาแพทย์ของโจวสิงประจักษ์ชัดอยู่ตรงนี้ ขอเพียงมีคนมารักษามากขึ้นเรื่อยๆ ยังจะต้องกลัวว่าไม่มีคัมภีร์ยุทธ์มาให้เก็บสะสมอีกหรือ
จิวม่อจื้อเหม่อมองไปในอากาศ ราวกับเห็นภาพตัวเองถูกรายล้อมไปด้วยคัมภีร์ยุทธ์ในอนาคต จนเผลอหลุดหัวเราะ เฮอะๆ ออกมาอย่างอดไม่ได้