ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 42 : เป็นที่จับตามองจากทุกฝ่าย
จิวม่อจื้อกำลังพลิกอ่านคัมภีร์วิชาแปลงโฉมอย่างเพลิดเพลิน ส่วนเยี่ยนหนานเทียนกำลังพาเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์จดบันทึกเคล็ดวิชาสำคัญสามแขนง ได้แก่ พลังวัตรวิวาห์ เคล็ดกระบี่เทพ และหมัดเทพหนานเทียน
โจวสิงนำคัมภีร์ที่เหลือเก็บใส่ตู้ตรงเคาน์เตอร์ชั่วคราว และนำศาสตราวุธที่รวบรวมมาได้ไปเก็บไว้ในห้องเก็บของ ก่อนจะเดินออกจากโรงหมอไป
คำแนะนำของจิวม่อจื้อนับว่ามีเหตุผล สมควรจัดสรรห้องสักห้องหนึ่งไว้สำหรับเก็บรวบรวมคัมภีร์ยุทธ์โดยเฉพาะ
โจวสิงแวะไปสั่งทำชั้นวางหนังสือที่ร้านช่างไม้ในตัวตำบล ก่อนจะตรงดิ่งไปยังโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม
ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานหลายเดือน จู่ๆ โจวสิงก็แสดงฝีมือระดับยอดเยี่ยมออกมาเช่นนี้ ถงเซียงอวี้และคนอื่นๆ ต่างพากันไม่อยากจะเชื่อสายตา
ทันทีที่โจวสิงก้าวเท้าเข้าไป ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก กลุ่มคนก็กรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง
ทุกคนต่างแย่งกันพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นม่อเสี่ยวเป่ย ที่ตะโกนโหวกเหวกขอให้โจวสิงช่วยสอนวรยุทธ์ให้สักสองสามท่า แต่ก็ถูกถงเซียงอวี้กำราบลงอย่างรวดเร็ว
โจวสิง ฝีมือระดับเจ้า ไฉนถึงมาลงเอยที่ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์แห่งนี้ได้
แม้ระดับความสนิทสนมของเหล่าไป๋จะไม่ได้ลดน้อยลง แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามคำถามที่คาใจที่สุดออกมา
ในวัยเพียงเท่านี้ แต่กลับมีวรยุทธ์สูงส่งถึงเพียงนี้ ชาวยุทธ์เช่นโจวสิงหากออกท่องยุทธภพ ไม่เกินสองปีชื่อเสียงต้องโด่งดังสะท้านฟ้าแน่ แล้วเหตุใดถึงเลือกมาหมกตัวอยู่ที่ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์เล่า
คำถามของเหล่าไป๋ ตรงกับสิ่งที่ทุกคนในที่นั้นต่างสงสัยใคร่รู้
โจวสิงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเล่าเรื่องราวของผู้เฒ่าถังให้ทุกคนฟัง
ตบท้ายด้วยการสรุปใจความสั้นๆ ว่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ หลบหนีการตามล่าล้างแค้น
เพียงแต่ในยามนี้ โจวสิงมีวรยุทธ์เพียงพอจะป้องกันตัว อีกทั้งยังมีจิวม่อจื้อคอยคุ้มกันอยู่ข้างกาย เขาจึงไม่เก็บเอาเรื่องการตามล่ามาใส่ใจอีกต่อไป และไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเรื่องที่ตนเป็นวรยุทธ์อีก
คำอธิบายของโจวสิงสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทุกคนจึงเลิกซักไซ้และเปลี่ยนไปคุยเรื่องสัพเพเหระต่ออีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งจิวม่อจื้อตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดังลั่นมาจากฝั่งตรงข้าม โจวสิงจึงขอตัวกลับโรงหมอ
เยี่ยนหนานเทียนจดบันทึกยอดวิชาทั้งสามเล่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ภายในโรงหมอ เยี่ยนหนานเทียนยื่นคัมภีร์ใส่มือโจวสิง พลางกล่าวว่า หมอเทวดาโจว พลังวัตรวิวาห์นี้ข้าบังเอิญได้วาสนามาครอง ส่วนเคล็ดกระบี่เทพและหมัดเทพหนานเทียนคือผลผลึกแห่งความทุ่มเทชั่วชีวิตของข้า หวังว่าหมอเทวดาโจวจะเก็บรักษาไว้อย่างดี อย่าได้ปล่อยให้ยอดวิชาทั้งสามนี้ตกไปอยู่ในมือของคนจิตใจชั่วร้าย
ได้ยินคำกำชับของเยี่ยนหนานเทียน จิวม่อจื้อที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ยืดอกขึ้นทันที ราชครูแห่งถูฟาน ด้วยศักดิ์ศรีสี่คำนี้ จะไปเกี่ยวข้องกับคนจิตใจชั่วร้ายได้อย่างไร
ไม่มีทางเกี่ยวข้องแน่นอน เยี่ยนหนานเทียนย่อมไม่ได้หมายถึงเขา
เยี่ยนหนานเทียนเห็นโจวสิงพยักหน้ารับ ก็เบนสายตาไปมองจิวม่อจื้อ พิจารณาดูอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเอ่ยถาม หมอเทวดาโจวมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นี้มากหรือ
โจวสิงพยักหน้า เขาได้รับทั้งพลังไร้ลักษณ์น้อยและยอดวิชาวัดเส้าหลินมากมายจากจิวม่อจื้อ อีกทั้งยังอาศัยชื่อเสียงของจิวม่อจื้อในการเจรจาทำธุรกิจกับนิกายเบญจพิษ จนได้รับสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดที่ได้ครอบครองคัมภีร์เทพส่องหล้า จิวม่อจื้อก็มีความดีความชอบถึงแปดส่วน
ความสัมพันธ์ของทั้งสองนับว่าแน่นแฟ้นยิ่งนัก
เยี่ยนหนานเทียนได้ฟังดังนั้น ก็ประสานมือคารวะจิวม่อจื้อคราหนึ่ง ท่านราชครูยื่นมือเข้าช่วยเหลือเมื่อครู่ ผู้แซ่เยี่ยนซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่ข้าเยี่ยนหนานเทียนเป็นคนตรงไปตรงมา เช่นนั้นข้าขอพูดตามตรง
เรื่องที่หมอเทวดาโจวจะเสาะหาหรือถ่ายทอดวรยุทธ์ให้ใคร เยี่ยนผู้นี้ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย เพียงแต่ข้าเคยได้ยินมาว่าคนของนิกายลามะนั่นมีพฤติการณ์โหดเหี้ยม ถึงขั้นถลกหนังมนุษย์มาทำเป็นเครื่องราง หากยอดวิชาเหล่านี้ถูกนำไปเผยแพร่ยังถูฟาน เกรงว่าจะกลายเป็นภัยต่อสรรพชีวิต
กล่าวจบ เยี่ยนหนานเทียนก็เงียบเสียงลง
ใบหน้าของจิวม่อจื้อแดงก่ำจนแทบจะระเบิดด้วยความโกรธ
เขาอุตส่าห์เสี่ยงให้อาการบาดเจ็บกำเริบเพื่อช่วยเยี่ยนหนานเทียนออกหน้า แต่เจ้าเยี่ยนหนานเทียน เจ้าคนน่ารักผู้นี้ดันมาพูดจาให้ร้ายเขา ทั้งทางตรงทางอ้อมก็เพื่อขัดขวางไม่ให้โจวสิงถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เขา
มันน่าโมโหนัก
อามิตตา มารดามันเถอะ พุทธ
จิวม่อจื้อกัดฟันกรอด ลุกพรวดขึ้นยืน นิกายลามะได้รับอิทธิพลจากลัทธิเปิน จึงมีความโหดร้ายป่าเถื่อนปะปนอยู่บ้างนั่นเป็นความจริง แต่ข้าน้อยผู้นี้มีจิตใจฝักใฝ่ในพุทธธรรม กินเจสวดมนต์ ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าน้อยไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
ไฉนประสกเยี่ยนถึงเอาการกระทำของนิกายมาตัดสินตัวข้าด้วยเล่า การมองผู้อื่นด้วยอคติเช่นนี้ ช่างเสียทีที่เป็นถึงจอมยุทธ์ใหญ่
ชีวิตนี้สิ่งที่ข้าน้อยปรารถนา มีเพียงหนึ่งคือพุทธธรรม สองคือจุดสูงสุดแห่งวิถียุทธ์ เพราะหมอเทวดาโจวมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ข้าน้อยจึงพลอยได้อานิสงส์ไปด้วยไม่น้อย คัมภีร์เทพส่องหล้าที่เพิ่งได้มาจากผู้อื่นเมื่อไม่นานมานี้ ข้าน้อยได้มาก็มีแต่ความปิติยินดี ไม่เคยคิดจะนำกลับไปเผยแพร่ยังถูฟานแต่อย่างใด
ในเมื่อจอมยุทธ์เยี่ยนอยู่ที่นี่ เช่นนั้นข้าน้อยขอตั้งสัตย์ปฏิญาณ หากข้าน้อยนำวรยุทธ์ที่ได้จากหมอเทวดาโจวกลับไปเผยแพร่ยังถูฟาน ขอให้ตายไปต้องตกนรกสิบแปดขุม ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดชั่วกัปชั่วกัลป์
วาจาของจิวม่อจื้อหนักแน่นเด็ดขาด จนเยี่ยนหนานเทียนถึงกับนิ่งอึ้งไป
ทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกผิดขึ้นมาได้นะ
คำสาบานของจิวม่อจื้อ สำหรับผู้ทรงศีลในพุทธศาสนาแล้ว ถือว่ารุนแรงอย่างยิ่ง
โจวสิงเห็นบรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วน จึงรีบก้าวออกมาไกล่เกลี่ย จอมยุทธ์เยี่ยนไม่ทราบนิสัยใจคอของท่านราชครู จะมีความกังวลเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ข้าเชื่อในคำสาบานของท่านราชครู ท่านราชครูแม้จะหลงใหลในวรยุทธ์ แต่ก็เป็นคนรักษาคำพูดอย่างยิ่ง ในเมื่อท่านรับปากว่าจะไม่นำวรยุทธ์จงหยวนกลับไปยังถูฟาน ท่านย่อมทำตามสัญญาแน่นอน
จิวม่อจื้อที่ยืนอยู่ด้านหลังโจวสิง รีบพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร แม้ในยามชรา ข้าน้อยจะรับศิษย์ที่ถูฟาน ก็จะถ่ายทอดเพียงวิชาดาบเปลวเพลิงและยอดวิชาของนิกายลามะเท่านั้น
เมื่อเห็นดังนั้น เยี่ยนหนานเทียนก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่นึกเสียใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างโจวสิงกับจิวม่อจื้อประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้า หากจิวม่อจื้อเอ่ยปากขอดูคัมภีร์ โจวสิงคงไม่ปฏิเสธ และหากวรยุทธ์เหล่านั้นหลุดรอดไปยังถูฟาน จนคนถูฟานใช้วิชาของเขาก่อกรรมทำเข็ญในต้าหมิง นั่นย่อมเป็นบาปกรรมของเขาเยี่ยนหนานเทียน
ในเมื่อจิวม่อจื้อยอมลั่นวาจาสาบาน ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะรักษาคำพูด
อีกอย่าง หากเมื่อครู่ไม่ได้จิวม่อจื้อยื่นมือเข้าช่วย ลำพังโจวสิงคนเดียว อาจปกป้องเขาและเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ไว้ไม่ได้
จิวม่อจื้อนับว่ามีบุญคุณช่วยชีวิตเขาจริงๆ
คิดได้ดังนั้น เยี่ยนหนานเทียนจึงประสานมือคารวะ ข้าเยี่ยนผู้นี้เชื่อใจท่านทั้งสอง
เยี่ยนหนานเทียนจากไปแล้ว จากไปอย่างเร่งรีบ
จิวม่อจื้อได้คัมภีร์มาครอบครองก็ดีใจจนเนื้อเต้น ถึงขนาดมอบรถม้าที่โจวสิง หยิบยืม มาจากนิกายเบญจพิษให้เยี่ยนหนานเทียนใช้เดินทาง
การตื่นขึ้นของเยี่ยนหนานเทียนและการปรากฏตัวอีกครั้งในยุทธภพ ย่อมมีคนจำนวนมากที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น หากเขาพำนักอยู่ที่โรงหมอของโจวสิง แม้จะมีโจวสิงและจิวม่อจื้อคอยคุ้มกันจนปลอดภัย แต่เยี่ยนหนานเทียนรู้สึกดีกับโจวสิงมาก และทั้งสองเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน การนำความเดือดร้อนของตนไปให้ผู้อื่นตามล้างตามเช็ด ไม่ใช่วิสัยของเขาเยี่ยนหนานเทียน
ด้วยเหตุผลนี้ เยี่ยนหนานเทียนจึงจากตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ไปในคืนนั้น ส่วนเขาจะมุ่งหน้าไปที่ใด เยี่ยนหนานเทียนไม่ได้บอก และโจวสิงก็ไม่ได้ถาม
หลังจากส่งเยี่ยนหนานเทียนเสร็จ ในคืนเดียวกันนั้นเอง ชั้นหนังสือและโต๊ะที่โจวสิงสั่งทำไว้ก็ถูกส่งมาถึง
จิวม่อจื้อและโจวสิงช่วยกันจัดห้องว่างที่เรือนหลังจนเรียบร้อย ชั้นหนังสือเก้าชั้น ถูกจัดวางเรียงรายเป็นสามแถวเต็มห้อง
โจวสิงและจิวม่อจื้อนำเจ็ดสิบสองยอดวิชาวัดเส้าหลิน และคัมภีร์ที่ยึดมาจากหัตถ์โลหิตตู้ซาขึ้นจัดวางบนชั้น
ส่วนเคล็ดกระบี่เทพ หมัดเทพหนานเทียน พลังไร้ลักษณ์น้อย และคัมภีร์เทพส่องหล้า รวมถึงพลังวัตรวิวาห์ ถูกเก็บซ่อนไว้ในช่องลับภายในห้องของโจวสิง
โจวสิงกวาดตามองห้องเบื้องหน้า แล้วพึมพำเบาๆ วิชากลไกของสกุลถังจะได้ใช้ประโยชน์ก็คราวนี้แหละ
โจวสิงเตรียมวางค่ายกล เล็กๆ น้อยๆ ไว้ในหอคัมภีร์ชั่วคราวแห่งนี้ วิชากลไกสกุลถังผสานกับอาวุธลับและยาพิษ เพียงพอที่จะรับประกันได้ว่าคัมภีร์ยุทธ์ในนี้จะไม่มีวันถูกขโมยออกไป
โจวสิงวางแผนจะนำอาวุธที่ยึดมาจากพวกตู้ซาไปหลอมใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เขาได้เหล็กเสวียนเถี่ยในปริมาณที่เพียงพอ
สร้าง เข็มพายุพิรุณดอกสาลี่ สักหลายชุดมาติดตั้งไว้ในหอคัมภีร์ ให้ยิงสลับกันเป็นระลอก ผสานกับหน้าไม้ทะลวงใจ ควันพิษ เทียบพญายม และตะปูคร่าวิญญาณเที่ยงวันเที่ยงคืน ซึ่งล้วนเป็นสุดยอดอาวุธลับสกุลถัง รับรองว่าใครหลงเข้ามาเป็นต้องตกตายอย่างแน่นอน
อืม เอาตามนี้แหละ พรุ่งนี้เริ่มลงมือสร้างอาวุธลับและปรับปรุงค่ายกลทันที
โจวสิงมองชั้นหนังสือที่ยังว่างเปล่า แล้วเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
เดิมทีโจวสิงคิดว่าวรยุทธ์แค่พอมีฝึกก็เพียงพอแล้ว แต่พอเห็นคัมภีร์ถูกจัดวางเรียงราย เขากลับเกิดความต้องการจะเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นให้เต็ม
ไอ้โรคย้ำคิดย้ำทำและนิสัยชอบสะสมนี่มันน่าตายนัก
จิวม่อจื้อไม่ได้รีบร้อนจะอ่านคัมภีร์ที่เพิ่งได้มาใหม่ แต่กลับเร่งความเร็วในการคัดลอกรายละเอียดเส้นชีพจรและจุดลมปราณที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่เขาเคยฝึกฝนออกมา
ตามคำพูดของจิวม่อจื้อ การมียอดวิชาอยู่ในมือแต่ฝึกไม่ได้ มันทรมานใจเขายิ่งนัก ตอนนี้เขาเพียงอยากรีบรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี แล้วค่อยไปไล่อ่านคัมภีร์เหล่านั้น
ก่อนหน้านี้ตอนอ่านคัมภีร์เทพส่องหล้า จิวม่อจื้อเกิดความรู้แจ้งบางอย่าง และอยากจะลองโคจรพลังเพื่อผสานมันเข้ากับพลังไร้ลักษณ์น้อย แต่พอคิดได้ว่าตนเองยังมีอาการบอบช้ำภายใน จึงล้มเลิกความคิดนั้นไป
เขาเข็ดหลาบกับความทรมานนั้นแล้ว
การรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้หายโดยเร็วที่สุด จึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของจิวม่อจื้อ
โจวสิงเองก็มีงานต้องทำ มหกรรมการสร้างค่ายกลและอาวุธลับอันยิ่งใหญ่ของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น
โจวสิงยังคงออกตรวจรักษาผู้ไข้ตามปกติในตอนกลางวัน เพียงแต่ลดเวลาฝึกยุทธ์ลงบ้าง และมอบหมายหน้าที่ในการรวบรวมคัดแยกคัมภีร์ยุทธ์ให้จิวม่อจื้อทำแทน เพื่อให้เขามีเวลาว่างมากขึ้น
ในขณะที่การสร้างห้องค่ายกลของโจวสิงดำเนินไปอย่างราบรื่น อีกด้านหนึ่ง เหล่าซิงที่เดินทางรอนแรมมาพร้อมกับศพห้าศพ ก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงในที่สุด
ข่าวการตายของห้าคนโฉดที่ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์แม้จะเริ่มแพร่ออกไปบ้างแล้ว แต่เพราะเพิ่งผ่านไปเพียงสองวัน ข่าวจึงยังไปไม่ถึงเมืองหลวง (ตามการตั้งค่าก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าเมืองกวงหยางอยู่ติดกับเมืองหลวง)
ดังนั้น เมื่อเหล่าซิงนำศพห้าคนโฉดมาถึงลิ่วซ่านเหมิน จึงก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่
ภายในลิ่วซ่านเหมิน ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเหลี่ยมเคร่งขรึม สวมผ้าคลุมสีดำ กำลังพินิจดูจดหมายที่เหล่าซิงนำส่งมา ซึ่งบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์การสังหารห้าคนโฉดเมื่อสองวันก่อนไว้อย่างครบถ้วน
โจวสิง
ชายหน้าเหลี่ยมพึมพำชื่อที่ถูกกล่าวถึงซ้ำๆ ในจดหมายออกมาเบาๆ
โจวสิง
ณ ชานเมืองหลวง ภายในตำหนักใหญ่แห่งหมู่ตึกพิทักษ์มังกร ชายวัยกลางคนร่างผอมเกร็ง ไว้หนวดเรียวเหนือริมฝีปาก ในมือถือรายงานลับฉบับหนึ่ง เนื้อหาในนั้นเป็นเรื่องราวเดียวกับในจดหมายของเหล่าซิงอย่างชัดเจน
ชายผู้นี้มิใช่ใครอื่น คือจูอู๋ซื่อแห่งหมู่ตึกพิทักษ์มังกร ผู้ที่คนชอบสอดรู้ร่ำลือกันว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งราชสำนักต้าหมิง วรยุทธ์สูงส่งจนน่าเหลือเชื่อ
ท่านพ่อบุญธรรม โจวสิงผู้นี้มีวิชาแพทย์สูงส่งยิ่ง ในยุทธภพลือกันว่าผู้ที่แก้พิษดอกจินปัวสวินของติงเตี่ยนได้ ก็คือคนผู้นี้ บัดนี้เขายังช่วยชีวิตเยี่ยนหนานเทียนไว้อีก นับว่ามีความสามารถไม่เบา
เบื้องล่างของแท่นสูงในตำหนักใหญ่ บุรุษ ผู้สวมชุดขาว ถือพัดจีบ ท่าทางสง่างามเปี่ยมราศี เอ่ยขึ้น
ทางด้านขวามือของ บุรุษ ชุดขาว ชายหนุ่มใบหน้าเย็นชาที่กอดดาบยาวไว้ในอ้อมแขน ก็เอ่ยเสริมขึ้นว่า คนผู้นี้มีเรื่องบาดหมางกับหอโลหิต ก่อนหน้านี้คนของหอโลหิตเคยออกตามหาคนที่ชื่อโจวสิงในเมืองหลวง น่าจะเป็นคนคนเดียวกัน
เมื่อเห็นจูอู๋ซื่อบนแท่นสูงทำท่าทางครุ่นคิด ชายหนุ่มอีกคนที่มีสีหน้าโศกซึ้งซึ่งยืนอยู่ในตำหนักด้วยกัน ก็เอ่ยเตือนขึ้นว่า ท่านพ่อบุญธรรม ไม่ตรวจสอบที่มาที่ไปของโจวสิงผู้นี้หน่อยหรือครับ
จูอู๋ซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า ดี งั้นก็ตรวจสอบคนผู้นี้เสีย
กล่าวจบ จูอู๋ซื่อก็หยิบพู่กันและกระดาษ เขียนชื่อของโจวสิงลงไป จากนั้นม้วนกระดาษเป็นแท่งกลม แล้วกดเปิดกลไกรูปหัวงูที่ประดับอยู่บนบัลลังก์ เผยให้เห็นช่องว่าง เขาหย่อนม้วนกระดาษลงไปในนั้น
ทั้งสี่คนรออยู่เพียงครู่เดียว ก็มีคนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในตำหนัก ในมือประคองม้วนกระดาษม้วนหนึ่ง ซึ่งบันทึกประวัติชีวิตของโจวสิงเอาไว้
จูอู๋ซื่อกล่าวเสียงเรียบ ไห่ถัง เจ้าอ่านซิ