ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 641 วิหารว่านหยวน (2)
ฟางผิงได้ฟังก็หมดคำพูดอยู่บ้าง เอ่ยอย่างหงุดหงิด
“เรื่องพวกนี้ผู้อาวุโสชอบประหยัดกันจริงๆ เห็นได้ชัดว่า
จะไปทำการใหญ่ ไม่คิดจะเหลืออะไรไว้ให้เลยหรือไง?
อย่างเช่นสร้างวีรกรรมอะไรไว้ เขียนแนะนำประวัติตัวเองให้
ละเอียดหน่อย”
“อาจจะมีเหมือนกัน”
หวังจินหยางเอ่ยเสียงเบา “นายอย่าลืมว่าวิหารว่าน
หยวนมาอยู่ที่เมืองเจิ้นซิงหลายปีแล้ว ทั้งผู้อาวุโสขั้นสุดยอด
ยังเป็นคนย้ายมา นายรู้ได้ยังไงว่านี่เป็นข้อมูลทั้งหมดที่ทิ้งไว้?
ตัวอักษรพวกนี้ สลักไว้บนประตูคริสตัล ถ้าขั้นสุดยอดลบออก
อาจจะสร้างความเสียหายบางส่วน ดังนั้นถึงเหลือเอาไว้ แต่
นายดูสิ ตอนนี้วิหารใหญ่โล่งว่าง หรือตอนแรกก็เป็นแบบนี้?”
วิหารที่ใหญ่ขนาดนี้ มองแวบเดียวยังไม่สุดสายตา
นอกจากส่วนที่แบ่งเป็นสองฝั่ง วิหารเล็กๆ รอบทิศทาง
และสถานที่อื่นแทบจะโล่งเกลี้ยงก่อนหน้านี้อาจไม่ได้เป็นแบบนี้เสมอไป
พวกฟางผิงมองเห็นข้างหน้าประมาณพันเมตร แทบจะ
เป็นพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ ที่นี่บางทีอาจจะเป็นลานฝึกวิชาของ
คนพวกนี้
ลานฝึกวิชาจะไม่เหลืออาวุธอะไรไว้เลยหรือไง?
แต่ตอนนี้ทางนั้นกลับโล่งว่างเปล่า
วิหารของประสกอวิ๋นซานอยู่รอบนอกสุด นี่แค่ขั้นเจ็ด
น่าจะอ่อนแอที่สุดเช่นกัน
ประตูของวิหารไม่ได้เปิดออก
ประสกอวิ๋นซานคนนี้ บางทีอาจจะตายไปจริงๆ แล้ว
หรือไม่ก็เป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ที่อยู่ข้างนอก แต่ยังไม่
ถึงขั้นหลอมสารจิงกับเลือด พลังจิตใจไม่อาจปลดปล่อยไป
ข้างนอก ทั้งไม่สามารถปิดประตูวิหารได้ด้วย
ฟางผิงสาวเท้าเดินต่อไป “คนพวกนี้ปิดผนึกวิหารไว้ ฉัน
รับรู้ได้อย่างเลื่อนรางว่ามีกลิ่นอายชีวิตไหลเวียนอยู่ แต่
เบาบางมาก เว้นเสียแต่จะใชช้พลังจิตใจต้นกำเนิดเหมือนกัน
เหนี่ยวนำ ตอนนี้ฉันกลับเข้าใจเมืองเจิ้นซิงแล้วว่าทำไมไม่เปิดประตูเอง อย่างแรกอาจฝืนเปิดไม่ได้เสมอไป อย่างที่สองฝืน
เปิดแล้ว เกรงว่าวิหารพวกนี้จะพังทลายลง จากความ
แข็งแกร่งของขั้นสุดยอด ทั้งยังเป็นขั้นสุดยอดหลายคน
ภายใต้การร่วมมือกัน ในความคิดฉัน วิหารใหญ่ที่ไม่มีคน
ควบคุมหลังนี้ ยังยากจะต่อต้านพวกเขา แต่ความแข็งแกร่ง
ของขั้นสุดยอด หากพยายามเปิดออก บางทีทุกอย่างอาจจะ
สูญสลายจนหมดสิ้น”
เหยาเฉิงจวินพยักหน้าเบาๆ “น่าจะฝืนเปิดได้ ฉันสัมผัส
ได้เหมือนกัน พลังผนึกไม่ได้แข็งแกร่งมากจนเกินไป บางทีขั้น
เก้าอาจจะฝืนเปิดได้ด้วยซ้ำ แต่ฝืนเปิด ต้นกำเนิดแห่งชีวิต
ต้นกำเนิดเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์พวกนั้น น่าจะสูญสลายไปจนหมด
เป้าหมายของเมืองเจิ้นซิงไม่ได้อยากให้พวกนี้สูญสลายไป…”
ฉินเฟิ่งชิงตัดบทว่า “ฉันไม่สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่ฉันสนใจคือ
ข้างในหลงเหลือแค่กลิ่นอายต้นกำเนิดไว้จริงๆ? ไม่หลงเหลือ
อย่างอื่นเลย? อย่างเช่นอาวุธ ยาบำรุง เคล็ดวิชาอะไรพวกนี้?
ฉันคิดว่าไม่แน่เสมอไป ในเมื่อมีความเป็นไปได้ที่จะตายใน
สงคราม คนพวกนี้จะมาเหลือกระทั่งเคล็ดวิชาต่อสู้ไว้เลยหรือไง? รอให้สูญหายไปตามเวลา? เมืองเจิ้นซิงเคยเปิดวิหาร
ไปไม่น้อยแล้ว ไม่มีของดีอะไรเลย? ก่อนหน้านี้ฟางผิงยังเอา
พวกยาฟื้นฟูจิตใจกลับมาได้ตั้งเยอะ? นั่นล้วนเป็นของล้ำค่า
หรือในวิหารพวกนี้จะไม่มีเลย?”
ระหว่างที่พูด ทุกคนก็เดินมาถึงหน้าวิหารหลังที่สอง
วิหารหลังที่สอง ตัวอักษรข้างนอกประตูค่อนข้าง
คลุมเครือ ฟางผิงสัมผัสอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวว่า “เคยถูก
เปิดมาก่อนแล้ว! แต่หลังจากเปิดก็ปิดผนึกอีกครั้ง”
เหยาเฉิงจวินกลับพลังจิตใจผันผวนขึ้นมา หลังจากนั้น
สักพักก็หอบหายใจเล็กน้อย “ฉันเปิดได้ แต่ฉันมาที่นี่ครั้งแรก
ควบคุมพลังได้ไม่ดีพอ ตอนนี้เปิดไม่ไหว ให้เวลาฉันสักหน่อย
วิหารที่เคยเปิดแล้วพวกนี้ ฉันสามารถเปิดอีกครั้งได้ แต่ที่ยัง
ไม่เคยเปิด ฉันเกรงว่าจะไม่ได้ เพราะหากเปิดแล้วจะทำให้
ต้นกำเนิดภายในสูญสลายไป”
ฉินเฟิ่งชิงเอ่ยด้วยตาเป็นประกาย “งั้นให้เวลานายอีก
สักหน่อย นายสามารถฝืนเปิดประตูโดยไม่ให้ต้นกำเนิดภายในสูญสลายได้หรือเปล่า? ถ้าทำได้ งั้นสมบัติล้ำค่าที่
ผู้อาวุโสพวกนี้หลงเหลือไว้…ไม่ใช่ว่าจะคว้ามาได้ทั้งหมด?”
“น่าจะได้ แต่ว่า…”
เหยาเฉิงจวินครุ่นคิดแล้วยังคงเอ่ยว่า “แต่อยาก
เก็บรักษาต้นกำเนิดไว้ ทั้งยังจะฝืนเปิด ตอนนี้ฉันเกรงว่าพลัง
จิตใจจะแข็งแกร่งไม่พอ”
ฉินเฟิ่งชิงครุ่นคิดเล็กน้อย เอ่ยอย่างเสียดายอยู่บ้าง “งั้น
พวกเราอยู่ที่นี่มีประโยชน์อะไร? ฟางผิง นายปรับเปลี่ยน
กลิ่นอายสิ เปิดประตูพวกนี้ดู บางทีข้างในอาจจะมีของดีอยู่”
ฟางผิงลังเลไปเล็กน้อย “ประตูขั้นเจ็ดที่ไม่มีคนเกิดใหม่
ฉันสามารถเปิดได้ กลัวก็แต่ว่า…จะมีคนเกิดใหม่ แต่ไม่ทัน
ได้มาเปิด นี่หากถูกฉันเปิดแล้ว งั้นฉันจะอธิบายยังไง?
ก่อนหน้านี้ฉันสำ รวจข้างนอกไปบ้างแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ที่
เห็นมีประมาณยี่สิบคน ยังมีบางส่วนที่ยังไม่กลับมา พวกเขา
ต้องสัมผัสถึงวิหารของตัวเองได้เหมือนกัน ถ้าฉันเปิดประตู
ของพวกเขา กลับมาจะไม่ทำให้พวกเขาอกแตกตายหรือไง?
วิหารต้นกำเนิดของตัวเองถูกคนอื่นเปิดแล้ว…”“ผิดแผน!”
ฉินเฟิ่งชิงครางต่ำออกมาทันที ครั้งนี้ผิดพลาดจริงๆ
ควรจะเจอผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่พวกนั้นก่อน จดจำ กลิ่นอาย
ของพวกเขา จากนั้นก็ค่อยหาวิหารที่ยังไม่ถูกคนเปิดและ
ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่
เป็นเหมือนที่ฟางผิงบอก ตอนนี้เปิดประตูวิหารผู้ฝึกยุทธ์
เกิดใหม่พวกนั้น ยากที่จะอธิบายจริงๆ
คนที่อยู่ตรงนี้รู้เรื่องของฟางผิง แต่คนนอกนั้นไม่รู้
บางเรื่องทุกคนยังคงรู้ดีอยู่แก่ใจ ความสามารถพลิก
ฟ้าของฟางผิงนั้น ไม่ได้ปิดบังต่อพวกเขา แต่ไม่ได้
หมายความว่าพวกเขารู้ทั้งหมด
ยังไงฟางผิงก็ยังไม่ถึงขั้นที่ไร้คู่ต่อสู้ หากมีขั้นสุดยอดใจ
สั่นคลอนขึ้นมา ฟางผิงก็รอถูกเป็นหนูทดลองไปเถอะ
“งั้นจะยืนดูอยู่แบบนี้?”
ฟางผิงลูบคางว่า “ในเมื่อเป็นของเหล่าเหยา งั้นพวกเรา
จะมาได้แค่ครั้งเดียวหรือไง? ผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ ครั้งหน้าก็
เจอกันอีกได้ ถึงตอนนั้นยังไม่เกิดใหม่อีกหรือหาตัวไม่เจอหากไม่ตายโดยสมบูรณ์ก็หาตัวไม่เจอแล้ว พวกเราบอก
ไปแล้วว่าจะไม่ตื่นรู้ ตอนนี้ทำได้แค่เปิดวิหารขั้นเจ็ดเท่านั้น
ละทิ้งไว้ก่อนก็ไม่เป็นไรหรอก”
พูดจบ ฟางผิงก็เอ่ยต่อว่า “อันที่จริงไม่ถึงกับไม่ได้อะไร
เลย ทุกคนบันทึกข้อมูลที่อยู่ข้างนอกประตูนั้นไว้ให้หมด ฉัน
ยังมีป้ายคำสั่งของพื้นที่ระหว่างเขตแดนสองแห่ง ฉัน
จะไปตรวจดูหน่อย จะสามารถเจอคนที่สอดคล้องได้
หรือเปล่า ถ้าหาเจอ นั่นหมายความว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนเกิด
ใหม่ของแดนรบราชาจริงๆ ผู้อาวุโสคนนั้นที่ฉันเจอคือยอด
ฝีมือขั้นเก้า เหล่าหวัง คนที่นายเจอนั้นขั้นไหน?”
“ขั้นเก้าเหมือนกัน”
ฟางผิงฟังจบก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “น่าสนใจอยู่บ้างแล้ว
คนที่เจอในแดนรบราชาแทบจะขั้นเก้าทั้งหมด ถ้าเป็นคนกลุ่ม
เดียวกัน ที่นี่เหมือนจะมีขั้นเก้าแค่สามสิบสองคน แดนรบ
ราชาน่าจะไม่ได้มีแค่นี้สินะ? ช่างเถอะ ยังไม่ต้องสนใจเรื่องนี้
บันทึกข้อมูลผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมด น่าจะพอได้อะไรบ้าง อีกอย่าง
…เข้าไปส่วนลึก ส่วนลึกเหมือนจะเป็นวิหารของขั้นเก้า ฉันรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายเส้นทางต้นกำเนิดผู้ฝึกยุทธ์บางส่วนแล้ว
นอกจากนี้…ทุกคนลองดูด้วย อาจจะมีเส้นทางต้นกำเนิดผู้ฝึก
ยุทธ์ของพวกนายก็ได้”
ทุกคนคิดว่ามีความจำ เป็นต้องลองดูเหมือนกัน ฉินเฟิ่ง
ชิงเผยสีหน้าไม่ใส่ใจ ฟางผิงกลับมองเขาว่า “อย่ามองข้ามไป
บางทีนายอาจจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดกลับมาเกิดก็ได้ ลอง
ไปหาดู หากอยู่ตรงนี้จริงๆ งั้นนายก็เป็นบ่าวรับใช้ของเหล่า
เหยาแล้ว หัวเหล็ก หลังจากนี้อย่าแย่งลูกน้องของเหล่าเหยา
เลย”
ฉินเฟิ่งชิงใบหน้าดำคล้ำ!
บ่าวรับใช้!
ครั้งหน้าใครกล้าพูดคำนี้อีก ฉันจะอัดเขาให้ตาย
บัญชีแค้นนี้ ฉันจดจำ ไว้แล้ว
อีกอย่าง แม้จะใช่ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดพวกนี้ ไม่ใช่จะเป็น
บ่าวรับใช้เหล่าเหยาทั้งหมดเลยหรือไง คนที่อ่อนแอที่สุดอย่าง
อวิ๋นซาน นั่นเป็นถึงเจ้าแห่งหุบเขาเถอะ
พวกเขาโวยวายกันแล้วก็มุ่งหน้าเดินต่อไประหว่างทางเจอกับข้อมูลที่หลงเหลือไว้ไม่น้อย
“ซือหม่าเจิ้น ผู้นำตระกูลซือหม่า ยอดฝีมือร่างทอง…”
“โจวหมิงเยวี่ย ประมุขหอหมิงเยวี่ย ยอดฝีมือร่างทอง…”
“…”
มีวิหารบางส่วนถูกเปิดแล้ว บางส่วนก็ไม่ได้เปิด
วิหารเล็กทั้งหมดสามร้อยสิบแปดแห่ง ครึ่งเล็กๆ ถูกเปิด
ออกแล้ว อีกครึ่งใหญ่ยังไม่ได้เปิด
นอกจากนี้…ทุกคนเห็นกำแพงคริสตัลของวิหารบางส่วน
ถูกทำลายเช่นกัน!
ฝืนทำลาย!
เหยาเฉิงจวินเห็นกำแพงวิหารแห่งหนึ่งถูกทำลายก็
ขมวดคิ้วเล็กน้อย เนิ่นนานก่อนจะเอ่ยว่า “นี่น่าจะเป็นเมือง
เจิ้นซิงฝืนทำลายวิหาร อยากเปิดวิหารคว้าของข้างในนั้น
แต่ว่า…”
ทุกคนกวาดตามองแวบหนึ่ง เกรงว่าเมืองเจิ้นซิงจะไม่ได้
อะไรไประเบิดพลังก็ทำให้ทุกอย่างภายในวิหารถูกทำลายสูญ
สิ้นแล้ว
กำแพงคริสตัลล้วนบิดเบี้ยวผิดรูปไปอยู่บ้าง เกิดจาก
การถูกพลังงานโจมตี เกรงว่าเวลานั้นสิ่งของข้างในจะไม่เหลือ
อะไรสักอย่าง
แน่นอนว่าถ้าเป็นอาวุธโบราณ อาจจะหลงเหลืออยู่
แต่คัมภีร์ ยาบำรุงของพวกนี้น่าจะแหลกเหลวไม่เป็นชิ้น
ดีแล้ว
—————