ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 642 ฉันเคียงบ่าเคียงไหล่กับราชานักรบ (3)
หลังจากนั้นสักพัก ทุกคนก็กลับมาถึงโถงประชุมอีกครั้ง
ราชาสงครามนั่งอยู่บนบัลลังก์สีทองแล้ว ด้านข้างนั้น หลี่เจิ้นนั่งอยู่บนบัลลังก์เช่นดัน แม้ลำดับอาวุโสเขาจะต่ำกว่า แต่เพราะเขาเป็นตัวแทนของหน่วยทหาร ทั้งเป็นยอดฝีมือในหมู่ขั้นสุดยอด จึงไม่อาจนั่งต่ำกว่าราชาสงครามได้
จางเทาเข้าประตูมา ก็เผชิญหน้าอย่างไม่ลังเล หาที่นั่งบนบัลลังก์เช่นกัน
พวกฟางผิงกลับยืนอยู่ รอสักพัก ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ตัวแทนเก้าตระกูลก่อนหน้านี้แล้ว ยอดฝีมือมาทั้งสิบสองคน
นอกจากหยางจิงจิงจากตระกูลหยาง ตระกูลอื่นๆ ล้วนส่งคนมาหมด
แม้ตระกูลหยางยังถูกจัดในสิบสามตระกูล แต่กระทั่งระดับสูงยังไม่มี บางเรื่องนั้นไม่อาจพูดได้ ทั้งไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมอยู่ภายในด้วย
คนมาครบแล้ว หลี่เจิ้นก็เอ่ยว่า “นั่งให้หมดเถอะ”
เขาเปิดปาก พวกฟางผิงค่อยแบ่งกันไปนั่งทั้งสองฝั่ง
แม้ในฝูงชน ชายชราของตระกูลหลี่คนนั้นจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับหลี่เจิ้น ทั้งอายุยังมากกว่าหลี่เจิ้นหลายปี ตอนนี้ยังคงรอขั้นสุดยดอดเอ่ยปากถึงนั่งลงได้
หลี่เจิ้นพูดจบ จางเทาก็มองไปทางเหยาเฉิงจวิน เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง วิหารว่านหยวนคาดไม่ถึงว่าจะเป็นของเธอ วิหารสามแห่งที่ลึกที่สุดนั้น รับรู้ได้ถึงต้นกำเนิดของเธอหรือเปล่า?”
เหยาเฉิงจวินมองจางเทาแวบหนึ่ง ก้มหัวว่า “รับรู้ได้ครับ หนึ่งในนั้นมีปฏิกิริยาอยู่จริงๆ”
จางเทาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม วางท่ามองเขาราวกับเป็นเด็กมีอนาคตที่สอนสั่งได้ เอ่ยต่อว่า “เคยครุ่นคิดที่จะเข้าร่วมการตื่นรู้ในต้นกำเนิดหรือเปล่า?”
“ตอนนี้ยังไม่คิดครับ”
“เรื่องนี้ไม่รีบเหมือนกัน ถึงขั้นแปดขั้นเก้าแล้วยังไม่สาย ในเมื่อวิหารว่านหยวนอยู่ที่นี่ ของคงลอยไปไหนไม่ได้…”
ราชาสงครามเอ่ยอย่างหงุดหงิดอยู่บ้าง “เอาเถอะ ไม่ว่าจะมีหรือเปล่า วิหารว่านหยวนก็ไม่อาจให้พวกเธอเอาไปได้! จางเทา ถ้านายไม่ยินยอม งั้นก็ไปคุยกับผู้อาวุโสตระกูลหลี่ดู”
“คำพูดนี้ของผู้อาวุโสหมายความว่ายังไง?”
จางเทาเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนแรกวิหารว่านหยวนไร้เจ้าของ วิหารว่านหยวนเป็นพวกผู้อาวุโสที่เอากลับมา ต้องเป็นของเมืองเจิ้นซิงอยู่แล้ว แต่ในเมื่อวิหารว่านหยวนมีเจ้าของ ไม่ว่าจะเพื่อใช้ประโยชน์ของวิหารได้สะดวกกว่า หรือเพื่อให้กลับคืนสู่เจ้าของแล้ว ควรจะต้องคืนให้เหยาเฉิงจวินหรือเปล่า?”
ราชาสงครามชำเลืองตามองเขา แค่นหัวเราะว่า “นายไปคุยกับผู้อาวุโสตระกูลหลี่ที่เขาต้านสมุทร คุยกับฉันไม่มีประโยชน์ ฉันคร้านจะโต้แย้งกับนายแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนอย่างล้วนเป็นคำให้การจากฝ่ายเดียว แม้จะเป็นขของเหยาเฉิงจวินจริงๆ นั่นก็ไม่ใช่เขาในตอนนี้ รอเขาฟื้นฟูความทรงจำ กลับมาสู่ระดับเดิมอีกครั้ง ค่อยมาขอไปอีกที”
“นี่คือราชาสงครามจะไม่พูดด้วยเหตุผลแล้ว?”
“ใช่ ไม่คิดจะพูดด้วยเหตุผล”
จางเทาไร้คำพูดไปชั่วขณะ เจอกับคนไม่พูดด้วยเหตุผล ฉันควรจะทำยังไง?
กวาดสายตามองเหยาเฉิงจวินอีกครั้ง มาสิ เขย่าวิหารว่านหยวนให้พวกเขาดูอีกสักครรั้ง
เหยาเฉิงจวินลองดูก่อนจะส่ายหัวเบาๆ ทำไม่ได้
ระยะทางห่างกันเกินไป!
จางเทาเสียดายอยู่บ้าง ไม่งั้นสั่นสะเทือนหน่อย ขู่พวกเขาก็ยังเป็นเรื่องดี
ในเมื่อทำไม่ได้ จางเทาจึงเอ่ยต่อว่า “งั้นความหมายของผู้อาวุโสคือแม้วิหารว่านหยวนจะรกร้างหรือทรุดโทรมก็ไม่อาจมอบให้เหยาเฉิงจวินควบคุม?”
“ถูกต้อง”
ราชาสงครามเอ่ยด้วยกำปั้นทุบดิน “เจ้านี้ในเวลานั้นกว่าจะหาเจอก็ยากลำบาก หลายปีมานี้ลงทุนกับผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่พวกนั้นไปไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งยังคาดหวังจะได้รับอะไรบางอย่างด้วย ตอนนี้ต้องจ่ายออกไปโดยที่ไม่ได้อะไร ย่อมไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างมอบให้เหยาเฉิงจวิน เขาจะสามารถใช้ได้ดีงั้นเหรอ?”
จางเทาคลี่ยิ้มว่า “แต่ยังไงก็เป็นของเหยาเฉิงจวิน ให้เมืองเจิ้นซิงยืมยังได้ ผู้อาวุโสจะเอาไปแบบนี้ ไม่เหมาะสมอยู่บ้างหรือเปล่า?”
ด้านข้างนั้น หลี่เจิ้นไม่อยากฟังอะไรอีกแล้ว เอ่ยไปตรงๆ ว่า “บางเรื่องยุ่งย่ามต่อไปไม่มีความหมาย จางเทา พูดความต้องการของนายออกมาเถอะ”
จางเทาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ความต้องการของฉัน? ฉันจะมีความต้องการอะไรได้ วิหารว่านหยวนไม่ใช่ของฉัน เหยาเฉิงจวิน เธอมีความต้องการอะไร? วิหารว่านหยวนยังมีประโยชน์ต่อเมืองเจิ้นซิง เกรงว่าตอนนี้ยังจะเอากลับไปไม่ได้แล้ว เธอมีความต้องการอะไร รีบพูดออกมาซะ!”
“ทุกอย่างให้รัฐมนตรีตัดสินใจ!”
“ฉันตัดสินใจ?”
จางเทาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันตัดสินใจอาจไม่สามารถบรรลุความหวังของเธอเสมอไป แน่นอนว่าถ้ามีความต้องการอะไรเพิ่มเติมเธอสามารถเอ่ยต่อได้ ความเห็นของฉัน เธอเป็นผู้ร่วมพิจารณาก็เพียงพอแล้ว”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา ทุกคนใครยังไม่เข้าใจความหมายของเขาบ้าง
จางเทาไม่ได้อยากจะเอาวิหารว่านหยวนไป แต่อยากถือโอกาสตบทรัพย์เท่านั้น
ราชาสงครามไม่พูดมาก ปิดตาลงว่า “นายพูดมา!”
“สงครามต้องห้ามใกล้เริ่มต้นขึ้นมา เมืองเจิ้นซิงนอกจากตระกูลเฉิน เสิ่นและหลี่สามตระกูลแล้ว ขอขั้นเก้าอีกสามคนช่วยทำสงครามหน่อย!”
ราชาสงครามขมวดคิ้วเล็กน้อย ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยว่า “ฉันเป็นตัวแทนให้แต่ละตระกูลไม่ได้ แต่หยวนหวาออกรบได้!”
ข้างล่างนั้น เจี่ยงหยวนหวาค้อมกายเล็กน้อย สื่อเป็นนัยว่าร่วมสงครามได้
จางเทาขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยว่า “สองคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นใคร จะไม่ไปถ้ำใต้ดินต้องห้ามก็ได้ แต่ว่าต้องให้ขั้นเก้าสองคนนั่งรักษาการณ์แต่ละถ้ำใต้ดินเป็นระยะเวลาหนึ่ง พวกเราจะโยกย้ายขั้นเก้าสองคนในถ้ำใต้ดินเข้าร่วมสงคราม”
“ได้!”
ราชาสงครามตอบรับทันที เรื่องนี้เขายังคงตัดสินใจแทนแล้ว
“ระดับสูงคนอื่นๆ อีกยี่สิบคน!”
ราชาสงครามขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “แดนรบราชาถึงจะเป็นสนามรบหลักของเมืองเจิ้นซิง โยกย้ายคนไปมากเกิดนไป แดนรบราชาจะเกิดปัญหาได้! พวกนายอยากกำราบถ้ำใต้ดินหนึ่งแห่ง ฉันสามารถเข้าใจได้ แต่ถ้าแดนรบราชาคนน้อยไป…”
จางเทาเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไร โยนพวกฟางผิงเข้าไปแดนรบราชา ตอนที่กลับออกมา พวกเราไปรับก็เพียงพอแล้ว”
“ทำไมไม่ให้พวกฟางผิงเข้าไปในถ้ำใต้ดินต้องห้าม?”ราชาสงครามเผยสีหน้าไม่พอใจ
จางเทาคลี่ยิ้มว่า “ถ้ำใต้ดินต้องห้ามต้องรักษาความสงบเป็นหลัก!”
“แดนรบราชาก็ต้องการความสงบเช่นกัน!”
“…”
ฟางผิง “….”
เวลานี้ฟางผิงอัดอั้นตันใจอย่างยิ่ง
หมายความว่ายังไง?
พวกนายหมายความว่ายังไง!
นี่ฉันถูกรังเกียจแล้ว?
เหล่าจางยินยอมที่จะโยกย้ายคนจากเมืองเจิ้นซิง ไม่ได้บอกให้ตัวเองไปถ้ำใต้ดินต้องการ ยังถือโอกาสโยนตัวเองให้ไปอุดรูแดนรบราชา ตกลงเหล่าจางยังเป็นพวกเดียวกับตัวเองอยู่หรือเปล่า?
ข้างบนนั้นราชาสงครามและจางเทายังกำลังพูดคุยกัน
คุยกันไปคุยกันมา ราชาสงครามไม่ต้องการให้พวกฟางผิงไปแดนรบราชา ปฏิเสธค้านชนฝา
จางเทาเสียดายอยู่บ้าง ลดเงื่อนไขลงมา เมืองเจิ้นซิงเคลื่อนไหวขั้นเจ็ดขั้นแปดสิบคนเข้าร่วมสงครามก็ได้
ราชาสงครามตอบรับอย่างฉับไว!
ส่วนช่องโหว่ที่ลดไปสิบคนนี้จะชดเชยยังไง ไว้ค่อยว่ากัน ยังไงก็ไม่อนุญาตให้พวกฟางผิงเข้าไป ไม่งั้นเรื่องที่ไม่เกิดในตอนแรก อาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงได้ ทำให้คนอื่นๆ ของเมืองเจิ้นซิงตายอยู่ที่แดนรบราชาแทน
พวกฟางผิงฟังอยู่พักหนึ่งก็เข้าใจแล้ว
อันที่จริงจางเทาไม่ได้อยากจะตบทรัพย์ ทรัพยากรอะไรนั่น เขาไม่ได้เอ่ยถึง ทั้งไม่ได้ต้องการด้วย
แค่อยากให้เมืองเจิ้นซิงโยกย้ายยอดฝีมือหลายคนไปช่วยสงคราม นี่เทียบกับทรัพยากรแล้วยังสำคัญกว่า
ปกติคนของเมืองเจิ้นซิง นอกจากตระกูลเฉิน เสิ่นและหลี่สามตระกูลแล้ว เก้าตระกูลอื่นๆ ปกติแทบจะไม่ออกไปข้างนอก แต่ไปแดนรบราชาแทน
สงครามถ้ำใต้ดินต้องห้าม หากไม่เหนือความคาดหมาย เมืองเจิ้นซิงน่าจะไม่ส่งทหารเข้าไป
ตอนนี้ยืมเหตุผลจากเรื่องนี้ดึงขั้นเก้ามาสามคน ขั้นเจ็ดขั้นแปดอีกสอบคน นับว่าเหนือความคาดหมายแล้ว
ชั่วพริบตานี้ ฟางผิงที่อยู่ข้างล่างก็มองจางเทาแวบหนึ่ง จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกยังไงอยู่บ้าง
ราชานักรบ…ต่อให้ราชานักรบแข็งแกร่งขนาดไหน นั่นก็มีแค่เขาที่แข็งแกร่งคนเดียว
ราชาพิภพ ราชาสงคราม…
ขั้นสุดยอดสองคนนี้ รวมกับผู้บังคับการกองตั้งมั่นสองคน ทั้งหมดเป็นขั้นสุดยอดสี่คน เป็นขั้นสุดยอดของทางการทั้งหมด
แต่ผู้ที่มีฐานะจากประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง ไม่เกี่ยวข้องกับเมืองเจิ้นซิง อันที่จริงมีแค่จางเทาคนเดียว!
หลี่เจิ้นคนผู้นี้ฟางผิงไม่เข้าใจ ทั้งไม่ค่อยชัดเจนด้วย
แต่จางเทา ฟางผิงยอมรับว่ายังเข้าใจอยู่หลายส่วน
ราชานักรบที่ไม่ค่อยเข้าท่าคนนี้ เกรงว่าในหมู่ขั้นสุดยอด จะเป็นคนเดียวที่เห็นความเป็นความตายของทุกคนอยู่ในสายตา
ส่วนหลี่เจิ้น พูดยากอยู่บ้าง บางทีอาจจะไม่ต่างจากจางเทาเท่าไหร่ หรือแย่กว่าเล็กน้อย
จางเทาน่าไม่อาย น่าไม่อายถึงขั้นไล่บี้ทรัพยากรจากฟางผิงทุกวัน
น่าไม่อายถึงขั้นเข้าถ้ำใต้ดินครั้งหนึ่ง ต้องพุ่งชนคนตายไปหลายคน กระทั่งขั้นสุดยอดถ้ำใต้ดินยังขบขันเขา
เป็นถึงขั้นสุดยอดผู้ยิ่งใหญ่ ทำเรื่องแบบนี้ไม่อายคนหรือไง?
สำหรับเหนือราชาแล้ว ขั้นเจ็ดก็คือมด นายชนไปไม่กี่คนก็สกปรกตัวเองเปล่า!
“ราชานักรบที่น่าไม่อาย…”
ฟางผิงพึมพำในใจ ขั้นสุดยอดไม่สนใจเรื่องหน้าตา แต่สิ่งที่จางเทาได้รับจริงๆ คืออะไร?
ไม่ได้อะไรสักอย่าง!
“ราชานักรบ...เหมือนกับฉัน ไม่มีความเห็นแก่ตัว คิดเพื่อมนุษยชาติ เพื่อคนอื่นเท่านั้น…”
ชั่วพริบตานี้ฟางผิงก็รู้สึกสะท้อนใจ
ฉันโชคดีที่ถือกำเนิดจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้
ฉันโชคดีที่ได้รู้จักขั้นสุดยอดแบบนี้
เช่นเดียวกัน ฉันก็ภาคภูมิใจในตัวเอง ฉันสามารถเคียงบ่าเคียงไหล่กับราชานักรบ กระทรวงการศึกษาก็ควรให้ตัวเองรับช่วงต่อ สานต่อเจตนารมณ์เพื่อส่วนรวมต่อไป!
——————