ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 644 คำพูดราวกับคมดาบ (3)
“ประมือกับผู้ฝึกยุทธ์ถ้ำขั้นแปดในแดนรบราชา สู้กันไปสู้กันมา ผมว่าคนพวกนั้นก็คงเหมือนกัน คุณทำเขาตายไม่ได้ เขาทำคุณตายไม่ได้ เกรงว่าจะสู้กันจนเอียนแล้ว ไปสถานที่ใหม่ๆ บางแห่งถึงจะสามารถเข้าใจในเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์ของตัวเองได้มากขึ้น ก้าวสู่เส้นทางที่เป็นของตัวเอง พวกราชาสงครามต้องการให้พวกคุณหาโอกาสและข้อมูลที่จะก้าวหน้าไปอีกขั้นเพื่อพวกเขา แต่ไม่ถึงขั้นเก้า จะสามารถช่วยพวกผู้อาวุโสได้จริงๆ หรือไง? ผู้เฒ่าหลี่ออกมาสำรวจข้างนอกหน่อย บางทีไม่นานก็อาจจะถึงขั้นเก้าแล้ว กลับไปแดนรบราชาอีกครั้ง นั่นถึงจะมีประโยชน์กว่า เมืองเจิ้นซิงมียอดฝีมือมากมาย แต่ผู้เฒ่าหลี่ไม่รู้สึกถึงแรงกดดันและความผูกมัดเลยหรือไง? ดูโลกข้างนอกสิ รัฐมนตรีจางถึงขั้นสุดยอดแล้ว ผู้อำนวยการหนานก็อีกไม่นานนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อธิการอู๋เข้าสู่ขั้นเก้า ผู้บังคับการอู๋อายุน้อยก็กลายเป็นผู้บังคับกองตั้งมั่นเฝ้าระวังได้แล้ว แม่ทัพใหญ่เถียนเข้าสู่ขั้นเก้าแล้วเช่นกัน คนอื่นๆ อย่างผู้บัญชาการกัวก็ทยอยเข้าสู่ขั้นเก้า เวลานั้นผู้เฒ่าหลี่เป็นบุคคลที่ต่อสู้กับอธิการเฒ่าในเวลานั้น หากไม่ใช่ว่าอธิการเฒ่าได้รับบาดเจ็บหนักเกินไป เกรงว่าคงเข้าสู่ขั้นเก้าไปนานแล้ว วันนี้กลับมาย้อนมองดู ผู้เฒ่าหลี่ไม่นึกเสียใจบ้างเหรอครับ?”
หลี่โม่ไร้สุ้มเสียง
นึกเสียใจบ้างหรือเปล่า?
แน่นอนอยู่แล้ว!
ยอดฝีมือของเมืองเจิ้นซิง จะไม่มีคนคิดเสียดายเลยได้ยังไงกัน?
ชั่วชีวิตนี้อยู่เมืองเจิ้นซิง แดนรบราชา เมืองเจิ้นซิง…
วนเวียนเป็นวงจรอยู่แบบนี้
เขตแดนข้างนอกหนึ่งร้อยแปดแห่ง เคยไปกี่ที่กัน?
ทิวทัศน์ของเขตแดนข้างนอกที่ไร้จำกัดเคยสัมผัสกี่ครั้งกัน?
ไม่พูดถึงถ้ำใต้ดิน โลกมนุษย์ ประเทศจีนใหญ่ขนาดนี้ เคยไปที่ไหนมาบ้าง?
ช่วงเวลาวัยรุ่นยังเคยออกไปผจญภัย
อายุมากขึ้น เหมือนหลายปีนี้จะไม่ได้ออกไปไหนเลย ครั้งก่อนที่ออกไปก็เป็นมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ไปเพราะเรื่องของพวกเด็กๆ
ด้านข้างนั้น สามคนอื่นๆ ก็แววตาไหววูบเช่นกัน
ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แน่นอน แดนรบราชายังต้องการกำลังคน คนน้อยไป จะสร้างแรงกดดันให้ผู้อาวุโสคนอื่นได้ แต่พวกเด็กรุ่นใหม่ก็ต้องเติบโตเช่นกัน เจี่ยงเฮ่า ซูจื่ออวี้คนพวกนี้ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นแล้ว พวกหลี่เฟนก็พัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นกัน ผมว่าเจี่ยงเชาคงห่างจากขั้นเจ็ดอีกไม่ไกลแล้ว รวมถึงพวกผู้อาวุโสผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่บางส่วน อันที่จริงไม่จำเป็นต้องรั้งตัวอยู่ที่เมืองเจิ้นซิงตลอดเวลา ออกไปสำรวจแดนรบราชาสักหน่อย…บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้รับสิทธิ์ แต่ในความคิดของผม ผู้อาวุโสขั้นสุดยอดเอ่ยปาก คนหนึ่งแลกเปลี่ยนกับอีกคนอาจทำได้เหมือนกัน เมืองเล็กๆ อย่างเมืองเจิ้นซิงเป็นทั้งสวรรค์และนรก ยอดฝีมือระดับสูงต้องหมกตัวอยู่ข้างในชั่วชีวิต พึงพอใจงั้นเหรอครับ? ไม่ถึงระดับสูง ออกไปมีอันตราย จุดนี้เข้าใจได้ พวกเด็กรุ่นใหม่อายุยังน้อย บ่มเพาะถึงขั้นหกแล้วค่อยให้ออกไปผจญภัยเป็นเรื่องปกติเหมือนกัน แต่พวกผู้อาวุโส ไม่ใช่อายุน้อยๆ กันแล้ว…”
ฟางผิงถอนหายใจว่า “สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี…อายุขัยของคนทั่วไปแทบจะผ่านไปแล้ว!”
เวลานี้รอบๆ นั้นมีผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่มารวมตัวกันไม่น้อย
ฟางผิงถอนหายใจอีกครั้ง “ผ่านไปวันแล้ววันเล่า อยู่ที่เมืองเจิ้นซิงตลอดเวลา ปลอดภัยนั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว แต่ฝึกวิชาถึงขั้นนี้แล้วก็เพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายเท่านั้น? เพื่อใช้ชีวิตไปวันๆ? ผู้ฝึกยุทธ์ต้องแข่งขันแย่งชิง! โลกข้างนอกใครบ้างไม่รู้จักประโยคนี้ ผู้ฝึกยุทธ์คนไหนไม่รู้บ้างว่าต้องแข่งขันแย่งชิง? ดังนั้นยุคสมัยใหม่ของผู้ฝึกยุทธ์ ยุคที่มวลดอกไม้ต่างเบ่งบาน ยอดฝีมือปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย ผู้อาวุโสกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเสียสละหลั่งเลือด แม้จะตายในสงครามถ้ำใต้ดินก็เป็นที่สรรเสริญยกย่องของคนรุ่นใหม่อยู่ดี หลายปีต่อจากนั้นมีคนจำได้ว่าผู้บังคับกองตั้งมั่นเฝ้าระวังสองคนเป็นผู้บุกเบิกยุคสมัยใหม่ มีคนจำได้ว่าหัวหน้าสามหน่วยงานใหม่นำพายุคสมัยไปสู่ความรุ่งโรจน์ มีคนจำได้ว่าพวกอธิการเฒ่าของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ออกรบอย่างฮึกเหิมไม่กลัวตาย มีคนจำได้ว่าพวกราชาขวานทำสงครามตายในเทียนหนาน...แต่แก่ตายอยู่ในเมืองเจิ้นซิง…จะมีกี่คนที่รู้กัน? ผู้ฝึกยุทธ์มีชีวิตอยู่เพื่อชื่อเสียงอย่างนั้นเหรอ?”
“ไม่อยู่แล้ว! ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง แต่ใช้ชีวิตในชั่วอายุคนหนึ่ง ฝึกวิชาถึงระดับสูง ระดับสูงโลกข้างนอก ทุกคนต่างเรียกว่าเป็นปรมาจารย์…แต่ระดับสูงบางคนสามารถเรียกว่าปรมาจารย์ได้งั้นเหรอ? ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง นี่ถึงจะเป็นคำเรียกของคนบางส่วน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นปรมาจารย์ได้ ผู้น้อยไร้ความสามารถ อายุยังน้อยก็ยังคว้าชื่อปรมาจารย์มาได้ ผมภูมิใจในตัวเองอย่างมากเช่นกัน”
ฟางผิงสำรวจไปรอบๆ มองไปทางพวกฮุ่ยหง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ปรมาจารย์ฮุ่ยหง คุณออกไปข้างนอก จะมีคนเรียกคุณว่าปรมาจารย์ฮุ่ยหงหรือเปล่า?”
“คุณชายจื่อโฮ่ว คุณล่ะ?”
“บุคคลอย่างผู้เฒ่าหลี่ ทำสงครามในแดนรบราชายังพอสามารถเรียกว่าปรมาจารย์ได้ แต่พวกคุณ…ผู้น้อยล้ำหน้าแล้ว หากจะพูดออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ เคยมีคนเรียกพวกคุณแบบนี้บ้างหรือเปล่า?”
“พวกเราใช้ชีวิตในชาตินี้ หรือกระทั่งความประทับใจเพียงเล็กน้อยจะยังไม่อยากหลงเหลือไว้?”
“ผู้ฝึกยุทธ์ควรจะใช้ชีวิตอย่างสง่าผ่าเผย ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล ใช้ชีวิตให้เป็นที่รู้จัก ไม่มีใครไม่รู้ว่าฉันเป็นปรมาจารย์!”
“ช่วงชิงชื่อเสียง ไม่ใช่เพื่อการชิงดีชิงเด่น!”
ฟางผิงเอ่ยเสียงดังขึ้นกว่าเดิม “หลังจากนี้แม้ว่าผมจะทำสงครามตายในถ้ำใต้ดินจริงๆ ต้องมีคนรู้อย่างแน่นอน เวลานั้นปรมาจารย์ฟางผิงเคยทำสงครามเพื่อมนุษยชาติ เคยฆ่าศัตรูถ้ำใต้ดินนับไม่ถ้วน! ถึงตายก็ไม่ยินดี ไม่นึกย้อนเสียใจแล้ว! แต่หลังจากนี้จะมีใครจำพวกคุณได้บ้าง? ผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่…คนอย่างพวกคุณ ในสายตาของเบื้องบน ในสายตาของยอดฝีมือแทบไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม มีแค่คำใช้เรียกแทนที่ว่า…ผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่! มีชีวิตอยู่ยังสู้กับคนที่ตายไปไม่ได้ แม้จะมีชีวิตอยู่ แม้จะใช้ชีวิตจนถึงระดับสูง กระทั่งชื่อยังไม่หลงเหลือไว้! ฮุ่ยหง…ฮุ่ยหงเป็นบุคคลเมื่อพันปีก่อนแล้ว! ใช้ชีวิตอยู่บนโลกกระทั่งชื่อของตัวเองยังไม่มี! ผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่นึกไม่ถึงว่ายังต้องยืมใช้ชื่อของชาติก่อน น่าขำทั้งน่าเศร้าเช่นกัน ผมคือฟางผิง เขาคือหวังจินหยาง เขาคือหลี่หานซง เขาคือเหยาเฉิงจวิน...พวกเราใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง!”
ฟางผิงเอ่ยเสียงดัง “โลกข้างนอกใครไม่รู้จักพวกเราบ้าง? ใครมองพวกเขาเป็นบุคคลของชาติก่อนบ้าง? พวกเรามีชีวิตเพื่อตัวเอง ไม่ใช่มีชีวิตเพื่อชาติก่อน ผมไม่อยากให้หลังจากตัวเองตาย กระทั่งชื่อก็ยังไม่หลงเหลือไว้ คนนอกรู้แค่ว่าเคยเป็นผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่คนหนึ่ง เขามีชีวิตอยู่แล้วก็ตายแล้ว!”
ระหว่างที่ฟางผิงพูด พวกฮุ่ยหงก็เผยสีหน้ากระดากอาย
ฟางผิงเอ่ยเสียงดังขึ้นอีก “ปรมาจารย์ฮุ่ยหง คุณมีชื่อของตัวเองหรือเปล่า? หรือจำได้แค่ว่าตัวเองคือฮุ่ยหงเจ้าอาวาสวัดว่านอันเมื่อพันปีก่อน?”
ภิกษุฮุ่ยหงหน้าเปลี่ยนสีอย่างหนัก กดเสียงว่า “ฉันชื่อกัวเซิ่งเฉวียน! ฉันมีชื่อ ฉันชื่อกัวเซิ่งเฉวียน!”
“ฉันไม่ใช่จื่อโฮ่ว ฉันชื่อก่วนฟู่!” บัณฑิตจื่อโฮ่วก็เผยสีหน้าขัดแย้งขึ้นมาเช่นกัน
“…”
ฝูงชนเริ่มวุ่นวายขึ้นมาอยู่บ้าง
พวกหลี่โม่เห็นฉากนี้ก็เผยสีหน้าแข็งทื่อไป!
เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!
—
ไกลออกไปนั้น
ซูเฮ่าหรานถอนหายใจ พึมพำว่า “ชักศึกเข้าบ้าน ชักศึกเข้าบ้านแล้ว! เจ้าคนพวกนี้ไม่ควรให้เขาเหยียบเข้ามาในเมืองเจิ้นซิงแม้แต่ก้าวเดียว!”
“เขาพูดเก่งยิ่งกว่าราชานักรบซะอีก ทั้งยังปลุกปั่นใจคนได้…เมืองเจิ้นซิงของเรา…เกรงว่าจะวุ่นวายแล้ว!”
“รีบไล่เขาไปซะ! ตอนนี้เขาแค่เป่าหูพวกผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ หากเข้าเมืองไปเป่าหูทายาทลูกหลานของตระกูลพวกเรา…”
“ใช่ รีบไล่เขาไป! หลานชายตระกูลฉันยังอายุน้อย เพิ่งเข้าขั้นสี่…เอาแต่เอะอะโวยวายว่าจะออกไปข้างนอก นี่หากถูกเป่าหูขึ้นมา…เร็วเข้า ให้เขารีบออกไปเถอะ!”
“คำพูดราวกับคมดาบ พวกฮุ่ยหงมีประสบการณ์ไม่มาก เกรงว่าจะตกหลุมพรางแล้ว!”
“…”
ผู้นำตระกูลหลายคนล้วนถอนหายใจไม่หยุดหย่อน
ครั้งนี้เมืองเจิ้นซิงทำพลาดจริงๆ แล้ว พลาดตรงที่ไม่ควรเชิญเจ้าเด็กพวกนี้เข้าเมืองมาตั้งแต่แรก ความผิดพลาดครั้งใหญ่!
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ แต่ไหนแต่ไรพวกเขาก็ให้อิสระ
คุณอยากจะไปไหนก็ไป
คนพวกนี้หลายคนอาศัยอยู่ที่เมืองเจิ้นซิงมาชั่วชีวิต นับว่าโง่ไม่ได้ แต่หากพูดเรื่องความใสซื่อ เทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ข้างนอก ไม่ใช่คนที่คิดซับซ้อนอะไรจริงๆ
คำพูดนี้ของฟางผิง หากพูดกับพวกเฒ่าจิ้งจอกอย่างอู๋ขุยซาน พวกเขาคงฟังทะลุหูไปเท่านั้น น่าจะไม่เอามาใส่ใจ
แต่พูดกับพวกฮุ่ยหง นั่นต้องเกิดเรื่องจริงๆ แล้ว
ชั่วพริบตานี้ ซูเฮ่าหรานที่เป็นคนเชิญพวกฟางผิงมาในตอนแรกนั้นนึกย้อนเสียใจจริงๆ ฉันไม่ควรปากมากเลย!
———————