ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 645 แดนสุขาวดี (2)
“ฉินเฟิ่งชิงออกไปแล้ว…”
ฟางผิงไร้คำจะโต้ตอบ เห็นทุกคนมองตัวเองก็หัวเราะว่า “ได้ๆๆ ผมไปก็ได้! อันที่จริงตอนแรกผมยังอยากจะเข้าไปในวิหารว่านหยวนอีกสักครั้ง…”
ซูจื่ออวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หลังจากนี้ยังมีโอกาสอีก ตื่นรู้ต้นกำเนิดในขั้นเจ็ด อันที่จริงไม่มีโอกาสสูงเท่าไหร่”
ส่วนมีโอกาสหรือเปล่า ไว้ค่อยว่ากันอีกที
“ช่างเถอะ!”
ฟางผิงถอนหายใจว่า “งั้นพวกเราไปดีกว่า นึกไม่ถึงว่าช่วงสายเพิ่งมาถึงก็ต้องออกไปแล้ว ยังไม่ทันไปชมหอฝึกวิชา ห้องเก็บของสะสม สถานที่ที่พวกผู้อาวุโสขั้นสุดยอดเข้าด่านเลย…น่าเสียดายจริงๆ”
พวกเขามุมปากกระตุก หากเธอยังไปดูอีก เมืองเจิ้นซิงคงต้องหลายเป็นมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ของพวกเธอล้ว
รีบไสหัวไปดีกว่า!
ยอดฝีมือหกคนเดินคุมไปตลอดทาง ไม่ปล่อยให้คนของเมืองเจิ้นซิงเข้าใกล้แม้แต่น้อย พาพวกเขาออกจากประตูใหญ่ไปยังหมู่บ้านซิงหยวนด้วยตัวเอง
จวบจนออกจากเมืองเจิ้นซิงแล้ว ทุกคนค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
—
หมู่บ้านซิงหยวน
เรือนใหญ่ที่ค้างแรมเมื่อวาน
ซูเฮ่าหรานจัดเตรียมงานเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว รอพวกฟางผิงมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดื่มสุราแก้วหนึ่งแล้วก็เอ่ยทันที “ในบ้านยังมีเรื่องยิบย่อยอีก ฉันคงต้องล่วงหน้าไปก่อน ทุกคนค่อยๆ กินกันไปเถอะ กินแล้วก็รีบกลับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ พวกอธิการอู๋จะได้ไม่เป็นห่วง”
พูดจบ ตาเฒ่าก็วิ่งแจ้นไปอย่างรวดเร็ว ถอนตัวออกไปตรงๆ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
ฟางผิงถอนหายใจ เจี่ยงเฮ่าคลี่ยิ้มว่า “ถ้านายไม่ก่อเรื่องอะไร แต่ละตระกูลต้องต้อนรับพวกนายอยู่แล้ว แต่พวกนายดูสิ ตอนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะ?”
ฟางผิงจนใจ กวาดตามองฉินเฟิ่งชิงไปแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า “บอกว่าไม่ต้องท้าประลองคนอื่น ดันทุรังจะทำให้ได้ พาพวกเราซวยไปด้วย”
ฉินเฟิ่งชิงทำหน้าใสซื่อ เกี่ยวอะไรกับฉันกัน?
ฉันเพิ่งจะประลองไปสามครั้ง คว้าอาวุธวิเศษได้หนึ่งชิ้น หญ้าจันทร์หม่นหนึ่งต้นกับหินพลังงานไม่กี่จินเท่านั้น
ของเล็กน้อยแค่นี้ สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่ได้สลักสำคัญอะไร
ไม่ควรจะเป็นเพราะฉันสิ!
แต่ฟางผิงโยนความผิดมาให้ เขาก็คร้านจะพูดอะไรเหมือนกัน
พวกเขาไม่พูดอะไรอีก ไม่กินก็เสียของ กินแล้วค่อยว่ากันเถอะ เพื่อไล่พวกเขาแล้ว เมืองเจิ้นซิงถือว่าลงทุนหนักเหมือนกัน ของดีตระเตรียมมาไม่น้อย แทบไม่อ่อนด้อยกว่าเมื่อวานเลย
บนโต๊ะอาหารนั้น ซูจื่ออวี้และเจี่ยงเฮ่าแทบไม่ได้พูดอะไร
พวกผู้นำตระกูลกำชับมาแล้ว แค่ส่งคนออกไปเท่านั้น ไม่อนุญาตให้พูดมากกับพวกเขา ซูเฮ่าหรานถึงกระทั่งเตือนซูจื่ออวี้ว่าหากพูดเกินสิบประโยค เขาจะหักขาซูจื่ออวี้ทิ้งซะ
อับจนหนทางจริงๆ ซูจื่ออวี้ก็ไม่อยากคุยอะไรแล้วเหมือนกัน
—
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น
นอกหมู่บ้านซิงหยวน
บนกำแพงโบราณ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดสองคนไม่ส่งเสียงออกมาสักคำ ทอดสายตามองส่งพวกเขาออกไป
ไม่ได้พูดทำนองที่ว่า ‘ครั้งหน้ามาอีก’ เช่นกัน
ไปแล้วก็อย่ากลับมาเลย
จุดจอดรถเมื่อวาน
ฟางผิงขึ้นรถมาแล้วก็ติดต่อทางมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ทันที ให้คนไปแจ้งอู๋ขุยซานมารับคนที่นี่
รอเขาวางสายแล้ว หวังจินหยางก็เอ่ยว่า “นายคิดว่าจะมีคนออกจากเขามาเท่าไหร่?”
“ระดับกลางพูดยาก ระดับสูง เมืองเจิ้นซิงน่าจะไม่ขัดขวาง เพราะพวกเขาตื่นรู้ในเส้นทางต้นกำเนิดแล้ว ปราณต้นกำเนิดที่ควรรวบรวมก็รวบรวมไว้หมดแล้ว ระดับสูงสิบสองคน สี่ห้าคนคงพอเป็นไปได้”
“พูดแบบนี้ ระดับสูงของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ก็จะเกินสิบคนแล้ว?”
ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสเกิดใหม่พวกนี้ พูดตามตรง มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ไม่ส่งพวกเขาลงถ้ำใต้ดินไปมั่วซั่วหรอก ฉันบอกว่าให้สอนหนังสือ นั่นเพราะตั้งใจแบบนั้นจริงๆ เป็นการไว้หน้าอย่างหนึ่ง หลักๆ ยังคงเพื่อคลายแรงกดดันของอาจารย์มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ จากสถานการณ์ในตอนนี้ ต้องแบ่งอาจารย์บางส่วนไปประจำการณ์ที่เมืองเทียนเหมิน เขตทางใต้ก็อาจารย์หลายคนฝึกวิชาอยู่ ทรัพยากรด้านอาจารย์ขาดแคลนอยู่บ้างจริงๆ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงมีพละกำลังกล้าแกร่ง หากมารับหน้าที่สอนจริงๆ คนหนึ่งต่อลูกศิษย์สี่ห้าคนไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ทั้งผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง ยืนบนที่สูงสายตากว้างไกล สอนนักศึกษาระดับกลางออกไปกลุ่มหนึ่งไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว…”
พวกเขาไม่พูดอะไรอีก หวังจินหยางเอ่ยว่า “ข้อมูลที่ราชาสงครามให้มา ลองเอามาดูสิ”
ฟางผิงอดใจคอยไม่ไหวอยู่บ้างเหมือนกัน ไม่นานก็คว้าคัมภีร์หนังปีศาจออกมา
นี่น่าจะเป็นสัตว์ปีศาจที่ราชาสงครามฆ่าในเขาต้านสมุทรแล้วลอกหนังออกมาทำ หนังปีศาจจากคัมภีร์ปีศาจกองนี้ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นสัตว์ปีศาจขั้นเจ็ดทั้งหมด
ฟางผิงดึงออกมาหนึ่งเล่ม ไม่ได้มีชื่อติดไว้ นี่ก็คือบันทึกที่พวกราชาสงครามเขียนขึ้นมา
ฟางผิงกวาดตามอง เอ่ยว่า “นี่เป็นเรื่องของผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่กลุ่มพันปีก่อน”
ระหว่างที่ฟางผิงมองก็อ่านออกไปด้วย “พันปีก่อน เวลานั้นแต่ละสำนักใหญ่ ตระกูลต่างๆ รวมถึงราชวงศ์ มีระดับสูงมารวมตัวกันที่เขตเจียงหลิง ภายใต้การนำของราชาปีศาจโม่เหวินเจี้ยน...”
ฟางผิงอ่านถึงตรงนี้ก็ลูบคางเล็กน้อย เอ่ยอย่างแปลกใจว่า “เอ๋ ราชาปีศาจโม่เหวินเจี้ยนคนนั้น ยอดฝีมืออีกสองคนไม่ได้พูดถึง”
ผู้นำเมื่อพันปีก่อนควรจะมีสามคน
สองคนอื่นๆ ไม่มีแนะนำแม้แต่น้อย!
หวังจินหยางเอ่ยเนิบช้าว่า “โม่เหวินเจี้ยนเป็นผู้ฝึกยุทธ์สมัยโบราณ น่าจะมีอายุมากที่สุด มีความอาวุโสที่สุด แนะนำแค่เขาเป็นเรื่องปกติ นายพูดต่อสิ”
“คนพวกนี้มารวมตัวกันที่เขตเจียงหลิงเพื่อทำการใหญ่บางอย่าง…พลิกดินเปลี่ยนฟ้า แบ่งแยกทางเดินสู่โลกเซียน ไม่ให้ยุคล่มสลายของผู้ฝึกยุทธ์มาถึง!”
ฟางผิงพูดถึงตรงนี้ ชั่วพริบตาก็คิดทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง!
“แบบนี้นี่เอง! ฉันว่าแล้ว ที่แท้ก็เป็นแบบนี้! เวลานั้นสงครามแดนรบราชาสิ้นสุดแล้ว เกรงว่าทางเดินจะถูกปิดผนึก ยุคสมัยสำนักยังมองถ้ำใต้ดินเป็นโลกเซียน พวกนายยังจำบันทึกของวัดก่วงเซิ่งที่ซีซานได้หรือเปล่า? ค้นพบโลกเซียน! เกรงว่ายุคสมัยสำนักจะเรียกถ้ำใต้ดินเป็นโลกเซียน ปิดผนึกทางเดิน พลังงานสองโลกไม่เชื่อมต่อกันอีก พลังงานบนโลกเบาบาง ยุคล่มสลายของผู้ฝึกยุทธ์มาถึง เวลานี้โม่เหวินเจี้ยนจึงออกจากเขา เรียกรวมตัวยอดฝีมือแห่งยุค อยากจะฝืนเปิดทางเดิน บุกเข้าไปในถ้ำใต้ดิน บุกเบิกทางเดินต่อไป”
ฟางผิงเอ่ยต่อว่า “ฉันพูดถูกแล้ว เพื่อบุกเบิกทางเดินจริงๆ ชักนำพลังงานเข้าสู่พื้นโลก โม่เหวินเจี้ยนรู้ถึงอันตรายของถ้ำใต้ดิน ทั้งรู้ว่าหลังจากเปิดทางเดินแล้วอาจจะเผชิญหน้ากับภัยพิบัติใหญ่หลวง แต่พันปีต่อมา พลังงานบนโลกหายไป ยอดฝีมือน้อยลงเรื่อยๆ ไม่มีความรุ่งโรจน์ของยุคสมัยผู้ฝึกยุทธ์โบราณอีก ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เกรงว่าเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์จะไม่มียุคสมัยของระดับสูงแล้ว แม้จะเป็นระดับสูงอย่างพวกเขาก็กำลังตกต่ำเหมือนกัน ไม่ได้การสนับสนุนของพลังงาน ยอดฝีมือน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นเขาจึงเรียกรวมยอดฝีมือระดับสูงทั้งหมดในเวลานั้นเพื่อทำการใหญ่นี้”
ฟางผิงพูดจบก็เริ่มพลิกดูคัมภีร์หนังปีศาจเล่มอื่น ไม่นานก็หาของที่ต้องการเจอ เอ่ยต่อว่า “ราชาสงครามคาดเดาว่าโม่เหวินเจี้ยนเป็นผู้รอดชีวิตจากสงครามแดนรบราชาครั้งนั้นจริงๆ ด้วย บางทีอาจจะเป็นผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว! หลังจากเขาหนีออกจากแดนรบราชาก็กลับมาบนพื้นโลก ทั้งคนที่อยู่ในพื้นที่ระหว่างเขตแดนก็ตายในสงครามทั้งหมด คนที่ไม่ตายล้วนพยายามปิดผนึกทางเดินระหว่างสองโลกจนตายในเวลาต่อมา ตอนนั้นทั้งสองโลกจึงไม่มีการไปมาหาสู่กันอีก โม่เหวินเจี้ยนอดกลั้นอยู่ตลอดพันปี กลับออกมาจากเขาหลังจากพันปี…”
พูดมาถึงตรงนี้ ฟางผิงก็เอ่ยด้วยแววตาไหววูบ “การคาดเดาของราชาสงคราม บางทีโม่เหวินเจี้ยนอาจจะมีเคล็ดวิชาสมัยโบราณ ในตำหนักสามแห่ง ตำหนักที่เป็นของโม่เหวินเจี้ยนอาจจะมีการคงอยู่ของเคล็ดวิชา! ตำหนักหลังนั้นอาจจะเก็บรักษาต้นกำเนิดของโม่เหวินเจี้ยนเอาไว้ ส่วนตกลงมีหรือไม่มี เขาไม่ชัดเจนเหมือนกัน เหล่าเหยา เรื่องนี้อยู่ที่นายแล้ว รอนายสามารถเปิดตำหนักหลังนั้นได้ต้องไปลองดูหน่อย!”
ระหว่างที่พูด ฟางผิงก็พลิกอ่านคัมภีร์ปีศาจต่อ เอ่ยแนะนำว่า “ครั้งนั้นผลลัพธ์เป็นยังไง ราชาสงครามไม่กระจ่างชัด แต่จากการคาดเดาน่าจะเปิดทางเดิน บุกเข้าไปในถ้ำใต้ดิน ทำสงครามใหญ่กับยอดฝีมือถ้ำใต้ดิน พังพินาศย่อยยับ ไม่มีใครรอดกลับมาสักคน! นึกไม่ถึงว่าวิหารว่านหยวนจะไม่ได้เจอที่ถ้ำใต้ดิน แต่เจอที่เขตเจียงหลิง ทั้งก็คือสถานที่ที่พวกเขารวมตัวกันในเวลานั้น”
ระหว่างที่พูด ฟางผิงก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “เขตเจียงหลิงอยู่ที่ไหน พวนายรู้หรือเปล่า?”
ฉินเฟิ่งชิงเอ่ยอย่างดูแคลน “ฟางผิง นายต้องตั้งใจเรียนให้มากหน่อยจริงๆ แล้ว! ความรู้พวกนี้นายแทบจะไม่รู้อะไรเลย! คำนวณจากเมื่อพันปีก่อน เขตเจียงหลิงน่าจะอยู่ในเขตควบคุมของเป่ยหูในตอนนี้ พูดให้ตรงจุดหน่อยก็คือพื้นที่ที่กวนอูทำสงครามตาย”
ฟางผิงถลึงตาใส่เขา ลอบด่าในใจ นายอวดไปเถอะ ไม่ช้าก็เร็วจะได้เห็นดีกัน
“เป่ยหู…”
ฟางผิงพึมพำ “เป่ยหูมีถ้ำใต้ดิน ทั้งเป่ยหูยังคือเขตแดนสิบทางใต้ ถ้ำใต้ดินหนานเจียงที่พวกเราไปก่อนหน้านี้คือเขตแดนเก้าทางใต้ เทียนหนานคือเขตแดนสิบเอ็ดทางใต้ พวกเขารวมตัวที่เป่ยหู หรือคิดจะบุกทะลวงทางเดินนั้นของเป่ยหู? นั่นหมายความว่าตอนแรกตำแหน่งที่พวกเขาจะบุกทะลวงก็คือเขตแดนสิบทางใต้”
หวังจินหยางที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า “นายอย่าลืมที่มาของโม่เหวินเจี้ยน ศิษย์ที่ถูกทอดทิ้งของเขาจื่อก้าย…เขาจื่อก้าย…น่าจะเป็นถ้ำสวรรค์จื่อเสวียน หนึ่งในสามสิบหกถ้ำสวรรค์”
หลี่หานซงรับบทสนทนาว่า “ถ้ำสวรรค์จื่อเสวียน จากตำแหน่งภูมิศาสตร์ในตอนนี้ น่าจะอยู่ที่แถบเป่ยหูเหมือนกัน ทั้งก็คือเขตเจียงหลิงเมื่อพันปีก่อน”
——————