ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 652-3 ประวัติศาสตร์คล้ายกัน (3)
จางเทาโบกมือว่า
“ฉันรู้เรื่องนี้ผ่านไปแล้วไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงอีก พวกผู้อาวุโสไม่พอใจงั้นก็ต้องดูพวกตระกูลหยางให้ดีก่อน
อย่าให้ตัวเองไปรนหาที่ตาย อีกอย่าง… ฟางผิงฆ่าหยางซิงบาดเจ็บหรือตายบนสังเวียนนั่นก็เป็นเรื่องปกติ
ผู้ที่มีสิทธิ์ในเรื่องนี้อย่างแท้จริงคือหลี่ฉางเซิง
หลี่ฉางเซิงเป็นผู้สืบทอดครึ่งหนึ่งของนายเกี่ยวอะไรกับฉัน!
หากพวกผู้อาวุโสเมืองเจิ้นซิงติดใจอะไรอีกก็ให้ไปหาตระกูลหลี่ของนาย
ไม่ใช่ว่าเรื่องอะไรก็ผลักมาที่ฉัน หากไม่ไหวจริงๆ นายก็ไปอัดหลี่ฉางเซิงให้ตาย
ปลอบประโลมผู้อาวุโสพวกนั้นซะ”
หลี่เจิ้นจนใจจริงๆ หากพูดถึงเรื่องไร้ยางอายเขาสู้จางเทาไม่ได้จริงๆ
ยังไงเขาก็มาจากตระกูลใหญ่ ทำไมถึงขั้นด่าทอคนตามข้างถนนได้จริงๆ
จางเทาไม่เหมือนกัน เจ้าหมอนี้ตอนที่ยังไม่ได้เก็บพืชปีศาจขั้นเก้าก็เป็นคนหน้าหนาแล้ว
พอจะเทียบเคียงกับฉินเพิ่งชิงในตอนนี้ได้ เขาไร้ยางอาย
หลี่เจิ้นกลับละอายใจอย่างยิ่ง แต่เจ้าหมอนี้จะโยนความผิดชุ่ยเกินไปแล้ว
หากเขาซ้อมหลี่ฉางเซิงตาย หลี่ฉางเซิงถึงจะเป็นฝ่ายฆ่าคนนอกสนามไม่ใช่ฟางผิง
เขาแสดงท่าทีปกป้องฟางผิงแต่ฟางผิงไม่ได้ทำลายกฎ
ในเมื่อเป็นแบบนี้งั้นก็ต้องพูดกันตามกฎ แต่หลี่ฉางเซิงซ้อมให้ตายได้หรือไง?
หลี่เจิ้นเอ่ยอย่างจนใจ
“ช่างเถอะให้จบแค่นี้เถอะ ทางเมืองเจิ้นซิงตอนนี้คงไม่อาจให้คนตระกูลหยางออกจากเมืองเจิ้นซิงเหมือนกัน
นานวันเข้าทุกอย่างก็จะผ่านไปแล้ว สุดท้ายขอถามอีกประโยค ถ้าเด็กพวกนั้นตายในถ้ำใต้ดิน…”
“ตายก็ตาย!”
จางเทาเอ่ยเสียงเบาว่า “เส้นทางล้วนเป็นตัวเองที่เลือกเดิน
ฉันสามารถปกป้องบางครั้งได้แต่ไมอาจปกป้องชั่วชีวิต
อันที่จริงพวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ฉันคุ้มกันระหว่างทางด้วยซ้ำ”
“บางทีนายอาจจะพูดถูก”
หลี่เจิ้นเพิ่งพูดก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ครู่ต่อมาหนานอวิ๋นเยวี่ยก็เข้าประตูมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
มองไปทางทั้งสองคนเอ่ยด้วยรอยยิ้มดูแคลนว่า
“ตาแก่สองคนมาแอบคุยอะไรลับๆ ล่อๆ? พูดลับหลังฉัน?
นึกไม่ถึงว่ายังขวางพลังจิตใจของฉัน มีเรื่องไม่ชอบมาพากลอะไรที่ให้คนรู้ไม่ได้?
จางเทาอย่าเอาแต่หลอกเจ้าโง่หลี่ ครั้งนี้จะขายเขาอีกแล้ว?”
จางเทาเผยสีหน้าดำคล้ำ หลี่เจิ้นเอ่ยอย่างเยียบเย็นว่า
“หนานอวิ๋นเยวี่ยเธอลองพูดอีกครั้งสิ!”
หนานอวิ่นเยวี่ยแค่นหัวเราะว่า
“ทําไม? นายไม่ใช่เจ้าโง่หลี่? ยังไม่ให้คนอื่นพูดอีก?
หลายปีมานี้ถูกจางเทาขายตั้งหลายครั้งแล้ว ขายครั้งหนึ่งยังต้องช่วยเขานับเงินหนึ่งครั้ง”
หลี่เจิ้นหน้าดำหน้าแดง แค่นเสียงในลำคอ ครอบครัวเธอน่ะสิโง่ทั้งบ้าน!
หากไม่ใช่เพราะเธอเป็นผู้หญิง ตอนนี้ฉันชักกระบี่ฆ่าเธอได้ด้วยซ้ำ!
จางเทาเผยสีหน้าราวกับผู้บริสุทธิ์ไม่สนใจเรื่องนี้เช่นกัน
มองไปทางหนานอวิ่นเยวี่ยว่า “มั่นใจว่าทะลวงด่านได้?
หากเธอทำพลาดงั้นครั้งนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว อีกอย่างหากเธอทะลวงไม่ได้
หลังจากนี้หลี่เจิ้นคงสามารถฟันเธอเป็นพันกระบี่ ถึงเวลานั้นอย่าโทษที่ฉันไม่ขวางละกัน”
หนานอวิ่นเยวี่ยทำหน้าลำพองใจ “นายคิดว่าฉันทะลวงไม่ได้?”
“ฆ่าได้กี่คน?”
“อย่างน้อยห้าคน!”
“หนานอวิ่นเยวี่ยเธอก็เป็นคนอายุเกือบร้อยปีแล้วอย่าทำเป็นเด็กเลย
ตอนนี้โม้เยอะไปถึงเวลานั้นจะจบไม่สวยเอา”
จางเทาขมวดคิ้วว่า “ห้าคน… หากทำได้จริงๆ กำจัดพวกพืชปีศาจซะ!
เธอสามารถฆ่าพวกมันได้ในชั่วพริบตา บางทีอาจสามารถคว้าน้ำแร่ชีวิตมาบางส่วนได้เหมือนกัน”
ตอนนี้หนานอวิ่นเยวี่ยไม่หาเรื่องอีกแล้ว เผยใบหน้าหนักแน่น ผ่านไปสักพักก็เอ่ยว่า
“ถ้าจะพุ่งเป้าไปที่พืชปีศาจจริงๆ งั้นฉันอาจไม่สามารถฆ่าได้ห้าต้นเสมอไป”
“งั้นก็ดูตามสถานการณ์เถอะ”
จางเทาพูดจบก็มองไปทางหลี่เจิ้น “หลี่เจิ้น ไปขอตัวอักษร ‘เจิ้น’ จากราชาสยบฟ้ามาหน่อย…”
หลี่เจิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย จางเทาเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า
“บางทีสถานการณ์อาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่พวกเราคิด
ราชาสยบฟ้าเดินในสองเส้นทาง แบ่งออกมาหน่อยปัญหาไม่ใหญ่อยู่แล้ว
วิชาลับอักษร ‘เจิ้น’ ใช้ในช่วงเวลาสำคัญบางทีอาจสามารถควบคุมขั้นเก้าได้หลายคน!
ให้หลี่ฉางเซิงเป็นคนเก็บไว้ เขาเพิ่งจะขั้นแปด
ในช่วงเวลาสำคัญใช้ควบคุมขั้นเก้าคนสองคนหากระเบิดพลังก็สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้
เกรงว่าอีกฝ่ายคงคาดไม่ถึงว่าหลี่ฉางเซิงจะมีวิชาลับอักษร ‘เจิ้น’ ได้เหมือนกัน”
เห็นหลี่เจิ้นยังคงเงียบ จางเทาก็เอ่ยอย่างหงุดหงิดอยู่บ้าง
“หลี่ฉางเซิงเป็นผู้สืบทอดครึ่งหนึ่งของนายไม่ใช่ฉัน
หลังจากนี้ฉันจะให้เขาขึ้นไปอยู่แนวหน้าสุด สกัดขั้นเก้าให้ฉันสักสามคน!
ตายไปก็ช่าง คนครึ่งๆ กลางๆ คนหนึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้หน่อยก็ไม่เลวแล้ว”
“นาย…”
หลี่เจิ้นโมโหขึ้นมา ครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะหมุนตัวออกจากวิหารใหญ่ไป
เขาไปแล้วหนานอวิ่นเยวี่ยก็ส่ายหัวว่า
“เจ้าโง่นี้ฉันบอกว่าเขาโง่เขายังไม่ยอมรับ จางเทาอย่าเอาแต่หลอกเขาระวังราชาสยบฟ้าจะมาคิดบัญชีกับนาย”
จางเทาแค่นเสียงขึ้นจมูก
“ฉันไม่ได้ไปขอสักหน่อย หลี่เจิ้นเป็นคนไปขอมอบให้ผู้สืบทอดของเขาปกป้องร่างกายเกี่ยวอะไรกับฉัน?”
หนานอวิ่นเยวี่ยไร้คำจะพูด ช่างเถอะฉันจะสนใจเรื่องนี้ทำไม หลี่เจิ้นโง่เอง ตัวเองยังจะสอนให้เขาไม่โง่ได้หรือไง?
แทบจะเป็นคนอายุร้อยปีแล้วเธอสอนเขานั่นถึงจะเรียกว่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน
โลกข้างนอกต่างมองว่าหลี่เจิ้นเป็นหัวหน้าใหญ่ของสามหน่วยงาน
ใครจะรู้ว่าหลี่เจิ้นหมอนั่นแทบจะไม่ค่อยใช้สมอง จางเทาตาเฒ่าคนนี้ต่างหากถึงจะเป็นแกนหลักของสามคนนี้
ในเวลาเดียวกันถ้ำใต้ดินซีซานฟางผิงเอ่ยว่า
“พวกเรายังคงเป็นกฎเดิมปลอมเป็นคนของถ้ำใต้ดิน
หัวเหล็กร่างกายแข็งแกร่งที่สุด นายเป็นหัวหน้าพวกเราจะเป็นลูกน้องนาย”
หัวเหล็กพยักหน้าเบาๆ
ด้านข้างนั้นเหยาเฉิงจวินพูดเสริมว่า “เขาหัวเหล็กถูกมองว่าเป็นหัวหน้า คนอื่นฟันเขาก่อนอาจจะไม่ตายเสมอไป”
ฟางผิงเอ่ยทันที “จะพูดแบบนี้ไม่ได้ หัวเหล็กนายอย่าฟังคำยั่วยุของหมอนนี้ ฉันไม่ได้มีความคิดแบบนั้น”
“หึ อันรู้ ขี้เกียจจะสนใจเขาแล้ว”
หลี่หานซงถลึงตาใส่เหยาเฉิงจวิน เจ้าคนชั่วไร้ยางอายยุคนอื่นให้แตกกัน
สมแล้วที่คนถนัดเรื่องพลังจิตใจจะต้องเจ้าเล่ห์หน่อย เหยาเฉิงจวินหมดคำจะพูดฉันพูดตามความเป็นจริงเท่านั้น
ฟางผิงหัวเราะว่า “ครั้งนี้พวกเราไม่รีบ รอเมืองซีซานค่อยๆ อพยพไป
หนึ่งพันสองร้อยลี้ พวกเราไม่ทะยานขึ้นฟ้า ห้าหกชั่วโมงน่าจะเพียงพอ
รอถึงเขาอูจินแล้วพวกเราต้องระวังกันหน่อยดูว่าจะข้ามไปยังไง”
พวกเขาไม่ได้โต้แย้งอะไรเริ่มมุ่งไปยังเขาอูจินที่อยู่ทางตะวันตก
ระหว่างที่เดินไปฟางผิงก็ใช้ภาษาถ้ำสื่อสารเบาๆ
“ครั้งนี้ต้องถ่อมตัว ถ่อมตัว แล้วก็ถ่อมตัว!”
“ฉันขอย้ำอีกครั้ง ครั้งนี้ทุกคนอย่าทำอะไรมั่วซั่ว
หากก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาครั้งหน้าพวกเราลงถ้ำใต้ดินอีกจะเป็นเป้าหมายโจมตีของคนอื่นได้
ครั้งนี้ก็ถูกตั้งคำถามนับไม่ถ้วนแล้ว นี่ไม่เป็นผลดีกับเส้นทางผู้นำในโลกผู้ฝึกยุทธ์ของพวกเราเท่าไหร่”
ทุกคนต่างเงียบโดยปริยายนายกำชับกับตัวเองก่อนเถอะ
ฟางผิงคล้ายกับอยู่เฉยๆ ไม่ได้อยู่บ้าง
“หลังจากนี้รอฉันเป็นผู้นำของโลกผู้ฝึกยุทธ์แล้ว
หัวเหล็กก็จะเป็นหัวหน้าหน่วยทหาร เหล่าหวังเป็นหัวหน้ากองการศึกษา เหล่าเหยาเป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวน…”
ทั้งสามคนทยอยมองเขาแล้วนายละ?
ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันไม่เป็นไร ฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว”
ทุกคนเงียบไปอีกครั้งไม่มีใครรับบทสนทนาอีก นี่ยังไปไม่ถึงไหน นายกลับเริ่มวางแผนแล้วว่าจะแบ่งตำแหน่งหัวหน้าใหญ่สามหน่วยยังไงแล้ว?
รอกลับไปบนพื้นโลกคำพูดนี้ของนายไม่กลัวตายจริงๆ หรือไง?