ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 652-2 ประวัติศาสตร์คล้ายกัน (2)
ในเวลาเดียวกันพวกฟางผิงเพิ่งจะออกจากเมืองได้ไม่นาน
เมืองหลวงถ้ำใต้ดินต้องห้าม รัฐมนตรีหวังกลับมาแล้วมอบลูกบอลสีทองให้จางเทา
จางเทารับไว้ไม่คิดจะมองนาน กลับทำให้รัฐมนตรีหวังแปลกใจอยู่บ้าง
“นายออกไปก่อนเถอะ”
จางเทาไม่ได้พูดอะไรกับหวังชิงไห่มากมาย บอกเป็นนัยให้เขาออกไป
รัฐมนตรีหวังไม่มากความเช่นกัน ไม่นานก็ออกไปจากวิหารใหญ่
ด้านข้างนั้นหลี่เจิ้นที่ไม่รู้ว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เอ่ยเรียบนิ่งว่า
“เสียดายแล้ว?”
“มีอะไรน่าเสียดาย?”
จางเทาเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง
“สถานการณ์เป็นแบบนี้ ในเมื่อพวกเขายินดีจะลองสักตั้ง ฉันคงไม่ขัดขวางอยู่แล้ว”
“สสารไม่แตกดับของฟางผิงมีมากเกินไป เป็นขั้นจักรพรรดิกลับมาเกิดจริงๆ เหรอ?”
“ไม่รู้”
“ขั้นจักรพรรดิ… แม้จะเป็นยุคสมัยผู้ฝึกยุทธ์โบราณก็มีไม่กี่คนเท่านั้น
ถ้าใต้ดินเหมือนจะมีแค่ราชาปีศาจที่อยู่ขั้นนี้เช่นกัน
ทั้งหมดล้วนเป็นการคาดเดา สองราชาตามตำนานก็เดินไม่กี่เส้นทางเท่านั้น
ถ้าฟางผิงเป็นแบบนั้นจริงๆ ฐานะก็ยากคาดเดาแล้ว”
ระหว่างที่หลี่เจิ้นพูดก็คลี่ยิ้มว่า “นายคิดว่าเขาเป็นใคร?”
“ไม่อยากเดา”
“ถ้าเป็นราชาปีศาจละ?”
“เขาไม่ทรยศมนุษยชาติ แม้จะเป็นราชาปีศาจกลับมาเกิดนั่นก็ไม่เกี่ยวข้องกับราชาปีศาจ!
ฟางผิงก็คือฟางผิง”
จางเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งอย่างยิ่ง เอ่ยเนิบช้าว่า
“ยิ่งไปกว่านั้น ราชาปีศาจสามารถกลับมาเกิดในโลกมนุษย์ได้หรือไง?”
“ไม่แน่เสมอไป ขั้นจักรพรรดิทั้งนายและฉันต่างไม่เข้าใจ”
จู่ๆ หลี่เจิ้นก็เอ่ยว่า “เหยาเฉิงจวิน… คือโม่เหวินเจี้ยนงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่”
หลี่เจิ้นพึมพำว่า
“โม่เหวินเจี้ยน… วิหารว่านหยวนรอมาหลายปีแล้วก็ยังไม่สามารถรอเขาได้
เขาสาบสูญไปแล้วจริงๆ งั้นเหรอ?
วิหารใหญ่สามแห่ง… ตกลงคือสามคนหรือว่าเส้นทางต้นกำเนิดสามแห่ง?
หากเป็นสามคน อีกสองคนจะไม่มีบันทึกอะไรเลยได้ยังไง?
อย่าลืมว่ากระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดพวกนั้นยังมีบันทึกไว้
วิหารใหญ่สองแห่งกลับไม่มีข้อมูลอะไรเลย
ใช้ชีวิตนับพันปีเดินสามเส้นทางอาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน…”
จางเทาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นายหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้มีประโยชน์อะไร?”
หลี่เจิ้นถอนหายใจว่า
“ถ้าโม่เหวินเจี้ยนกลับมาเกิดใหม่ เขาไปวิหารว่านหยวนช่วงชิงเส้นทางต้นกำเนิดทั้งสามของตัวเองกลับมา
งั้นพวกเราก็มีโอกาสชนะมากขึ้นแล้ว!
พวกฟางผิงสามารถเดินในเส้นทางใหม่ได้จริงๆ? มีเวลาอย่างนั้นเหรอ?
จางเทา นายว่าจะลองดูหน่อยหรือเปล่า ค้นหาทั่วประเทศจีนบางทีอาจจะหาโม่เหวินเจี้ยนเจอ…
ยอดฝีมือที่เดินสามเส้นทางเทียบกับผู้อาวุโสแล้วยังแข็งแกร่งกว่า…”
จางเทาส่ายหัวว่า
“ไม่มีความจำเป็น หากโม่เหวินเจี้ยนแข็งแกร่งขนาดนั้นจริงๆ เวลานั้นคงไม่แพ้หรอก
พันปีก่อนสองราชาสูญสิ้นไม่ก็หลับใหลไปแล้ว ครั้งนั้นเขายังไม่สำเร็จเลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ แทนที่จะคาดหวังกับโม่เหวินเจี้ยน ยังไม่สู้พึ่งตัวเอง!
สามเส้นทางแล้วยังไง ฉันแค่หนึ่งเส้นทาง เส้นทางของฉันยาวไกลหมื่นลี้
หนึ่งเส้นทางก็เท่ากับหนึ่งพันเส้นทางแล้ว!”
“นายนี่นะยังเหิมเกริมและมั่นใจไม่เปลี่ยนจริงๆ”
หลี่เจิ้นหัวเราะ
“โลกข้างนอกต่างคิดว่านายอัธยาศัยดี ฉันเป็นคนเย็นชา
กลับไม่รู้ว่าเทียบกับนายแล้วฉันแค่ขี้เกียจพูดเท่านั้น ไม่ได้บ้าคลั่งเท่านาย”
จางเทาเอ่ยหยอกว่า
“บ้าคลั่ง? ไม่ นี่เรียกว่ามั่นใจในตัวเอง!
หลี่เจิ้น นายได้รับอิทธิพลจากราชาสยบฟ้าแล้ว นายก็คิดจะเดินในเส้นทางที่สองเหมือนกันทำไมล่ะ?
เส้นทางของนายแข็งแกร่งสู้เส้นทางคนอื่นไม่ได้?
เดินในเส้นทางของคนอื่นจะสามารถไปไกลได้เท่าไหร่?
นายกระทั่งหลี่ฉางเซิงยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังไงเขาก็ยังกล้าหลอมหมื่นวิถีเป็นหนึ่ง
เดินแค่เส้นทางของตัวเอง นายกลับแล้วใหญ่ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งถดถอยแล้ว!”
หลี่เจิ้นไม่โกรธเช่นกัน เอ่ยเสียงเบาว่า
“ฉันก็อยากเดินตลอดไป แต่ไม่มีเวลาแล้ว
เวลานี้ฉันเดินในเส้นทางที่สอง ฉันจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นสามส่วน
ถ้ามีวันนั้นหากถ้ำใต้ดินสงบจริงๆ งั้นฉันก็สามารถทิ้งเส้นทางนี้เดินในเส้นทางตัวเองอีกครั้ง
แต่เวลาไม่คอยฉัน ฉันยังจะรอต่อไปได้หรือไง?”
จางเทาเผยสีหน้าเสียดาย
“น่าเสียดาย! ถ้านายเดินต่อไป บางทีอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนนี้
ไม่ถึงกับถูกฉันล้ำหน้า”
“หือ?”
จู่ๆ หลี่เจิ้นก็ไม่เสียใจอีกแล้ว หลุดขำอยู่บ้าง
“นาย… พูดมากขนาดนี้ก็เพื่อปูทางเข้าเรื่องนี้?”
“นายอย่าเอาความคิดใจแคบมาตัดสินคนอื่น” จางเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งปกติ
“ฉันเป็นคนพูดตามความเป็นจริง หากเส้นทางต้นกำเนิดยาวไกลหมื่นลี้จริงๆ นายจะเดินได้ไกลเท่าไหร่?”
“สามพันลี้!”
“งั้นก็ถูกแล้ว ฉันเดินได้ห้าพันลี้แล้ว”
จางเทายิ้มอย่างดูแคลน “นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างนายและฉัน
แต่เส้นทางที่สองของนายเพิ่งจะเริ่มต้น จะเทียบกับฉันได้ยังไง?”
หลี่เจิ้นไม่อยากพูดแล้วทั้งไมอยากถกเถียงต่อไป
ชั่วพริบตาก็เปลี่ยนประเด็นว่า “นายคิดว่าพวกฟางผิงจะสามารถคว้าเคล็ดวิชามาได้หรือเปล่า?”
“ดูที่โชคเถอะ”
จางเทาไม่รู้ทั้งไม่อยากคาดเดา ไม่นานก็เอ่ยว่า
“ทางเทียนหนานตอนนี้ตระกูลหยางไม่มีระดับสูงแล้ว
จะรวมกับเมืองเจิ้นซิงเข้าไปอีกสักครั้งหรือเปล่า?”
หลี่เจิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไปก็เกรงว่าจะไปตายเหมือนกัน ถ้ำสวรรค์ซวีหลิงเดิมทีก็ไม่ต้อนรับพวกเรา
ไม่ต้อนรับเมืองเจิ้นซิงเช่นกัน กระทั่งผู้อาวุโสหยางยังตายเพราะถูกกดดัน
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ผู้อาวุโสหยาง… ช่างเถอะคนจากไปแล้วไม่พูดถึงแล้ว”
จางเทาแค่นเสียงว่า
“ฉันสามารถเข้าใจทางเลือกของเขาได้ ทั้งเข้าใจทางเลือกของผู้อาวุโสคนอื่นๆ
ของเมืองเจิ้นซิงด้วยเช่นกัน แต่ได้รับบุญคุณมานั่นก็ควรจะทำตามสัญญาให้ได้
หลายร้อยปียังผ่านไปแล้ว หรือไมอาจรอได้แล้วจริงๆ?
ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้บุ่มบ่ามเข้าไปในพื้นที่ระหว่างเขตแดน…
หลี่เจิ้นนายก็รู้ว่าเวลานั้นฉันผิดหวังขนาดไหน!
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่หลายร้อยปีหายไปในวันเดียว!”
จางเทาเผยสีหน้าซับซ้อน เอ่ยอย่างเสียดายว่า
“นั่งรักษาการณ์ในเขาต้านสมุทรมานับร้อยปี! เป็นผลงานขนาดไหนกัน
ฉันยังละอายใจที่สู้ไม่ได้ ทั้งไม่กล้าเอาตัวเองไปเทียบด้วย
แต่ทำไมถึงไม่ยืนหยัดต่อไป? หากยืนหยัดอีกสักนิดรอผ่านไปไม่กี่ปีก็เพียงพอแล้ว…
หากมนุษยชาติแพ้จริงๆ ผู้อาวุโสหยางเลือกแบบนี้ฉันคงไม่พูดอะไร
แต่สงครามยังไม่สิ้นสุด…”
จางเทาบีบมือ เอ่ยอย่างอัดอั้นอยู่บ้าง
“สงครามยังไม่จบ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย?
เขาตายในถ้ำสวรรค์ซวีหลิงนั่นเป็นการตายเปล่า ผลกระทบที่เกิดตามมาใหญ่ขนาดไหนนายก็รู้ดี!”
หลี่เจิ้นถอนหายใจไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี จางเทาก็ถอนหายใจเช่นกัน เอ่ยว่า
“หากเมืองเจิ้นซิงมีผู้อาวุโสตัดสินใจแบบนี้อีก บอกกล่าวกันล่วงหน้าสักหน่อย!
ฉันไม่กล้าขัดขวางทั้งไม่อาจขัดขวางด้วย แต่อย่างน้อยควรให้พวกเราได้รู้
ให้พวกเราได้เตรียมตัวก่อน ผลงานที่ป้องกันมนุษย์มาหลายร้อยปี
ประวัติศาสตร์ไม่อาจลืมเลือน มนุษยชาติไม่อาจลืมเลือน อย่าได้จากไปแล้วกลับถูกคนอื่นครหาแทน”
หลี่เจิ้นเอ่ยเสียงเบาว่า
“วางใจเถอะไม่อาจเกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้ว ผู้อาวุโสหยางหุนหันพลันแล่นไปชั่ววูบ
นายก็รู้ว่าเขาอยู่เขาต้านสมุทรมาสามร้อยปีเต็มๆ สามร้อยกว่าปี…
เส้นทางผู้ฝึกยุทธ์แทบไม่มีความคืบหน้า เกรงว่าผู้อาวุโสหยางจะได้รับความทุกข์ทรมานเหมือนกัน
พวกเราไม่ควรไปตำหนิอะไรแล้ว”
“ฉันไม่ได้ตำหนิใคร” จางเทาโบกมือว่า
“ฉันไม่มีสิทธิ์ไปตำหนิใครเหมือนกัน ฉันแค่ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก
เกิดขึ้นโดยที่พวกเราไม่ได้เตรียมการณ์อะไร เทียนหนาน…
สงครามนั้นแทบจะฝังร่างลูกหลานไปนับหมื่นคน!
ยังคงเป็นประโยคนั้นหากมีเรื่องแบบนี้อีก หวังว่าจะบอกกล่าวกันก่อน
ไม่ถึงกับให้พวกเรามึนงงจนไม่รู้ทิศทาง”
หลี่เจิ้นส่ายหน้าว่า
“ไม่อาจมีอีกแล้ว! ผู้อาวุโสก็เอ่ยปากแล้วหากมีเรื่องแบบนี้อีกเขาจะไม่นั่งนิ่งดูดายแล้ว
อีกอย่างนายช่วยบอกฟางผิงหน่อย อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับตระกูลหยางอีก
ตระกูลหยางพวกนั้นแครับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ในช่วงเวลาสั้นๆ
หยางชิงตายในแดนรบราชา ผู้อาวุโสหลายคนยังคงไม่พอใจอยู่บ้าง…”