ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 656 ขุดดินสามฉือ (3)
พวกสัตว์ปีศาจเคลื่อนไหว คนของราชาเฟิงก็น่าจะมาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีก็เกือบถึงช่วงเวลาที่คลื่นพลังงานระเบิดแล้วเหมือนกัน
พวกเขาสบสายตากัน เจ้าพวกนี้เอาเรื่องจริงๆ!
ส่งโจรข้ามเขตแดนชัดๆ!
พลังงาน ดิน… ของพวกนี้หากเป็นคนอื่นเข้าไปน่าจะไม่มีใครคาดถึงมาก่อน
มีคนพึมพำว่า “ถนนใหญ่ที่อยู่หลังซุ้มประตูยังอยู่…”
“สิ่งก่อสร้างของพื้นที่ระหว่างเขตแดนเป็นหนึ่งเดียวกัน ถนนยังอยู่นั่นเพราะย้ายไปไม่ได้”
ภายในพื้นที่ระหว่างเขตแดน ทั้งสี่คนเดินมุ่งหน้าไปบนถนนคริสตัล
เดินอยู่พักใหญ่ตำหนักขนาดใหญ่หลังหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา
หวังจินหยางเพ่งมองป้ายบนตำหนักอยู่พักหนึ่งเอ่ยว่า
“ตำหนักรับแขก”
ฟางผิงชำเลืองตามองเขา “นายมั่นใจ?”
“มั่นใจ”
“ที่นี่ใช้รับแขกอย่างนั้นเหรอ?”
“น่าจะประมาณนั้น ตำแหน่งที่ไม่ไกลจากซุ้มประตูควรจะเป็นสถานที่ที่ให้แขกพักชั่วคราว”
ระหว่างที่หวังจินหยางพูดก็มองไปทางซ้ายของถนนใหญ่ด้านนั้น
มีตำหนักใหญ่แห่งหนึ่งเช่นเดียวกันแต่ดูซอมซ่อไปอยู่บ้างเอ่ยว่า
“ตำหนักหมื่นปีศาจ!”
“ตำหนักหมื่นปีศาจ?”
ฟางผิงลูบคางว่า “ตำหนักหมื่นปีศาจ… คงไม่ใช่สถานที่พักสัตว์พาหนะของแขกหรอกนะ?”
“น่าจะอย่างนั้น”
หวังจินหยางพยักหน้าว่า “ด้านซ้ายรับแขกด้านขวาสำหรับพักสัตว์พาหนะนี่ก็เป็นเรื่องปกติ”
ตำหนักใหญ่สองแห่งตอนนี้ประตูตำหนักล้วนปิดสนิท
ตำหนักรับแขกด้านซ้ายบนประตูทองสำริดโบราณสลักลวดลายบางอย่างเอาไว้
ประตูใหญ่ของตำหนักหมื่นปีศาจด้านขวากลับแกะสลักเป็นเผ่าปีศาจจำนวนไม่น้อย
หลี่หานซงมองซ้ายแลขวาก่อนจะถามว่า “เข้าฝั่งไหนดี?”
ฟางผิงไม่ได้รีบตอบ ในมือปรากฏหินก้อนหนึ่งโยนเข้าไปยังปากประตูตำหนักรับแขก
หินชนเข้ากับประตูใหญ่เกิดเป็นเสียงโลหะผสมก้องกังวาน
“เข้าไปในตำหนักรับแขกก่อนละกัน แต่ที่นี่เป็นแค่สถานที่รับรองแขกอาจจะไม่ได้มีของดีอะไรเสมอไป”
ฟางผิงไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนี่เป็นเรื่องปกติ
ใครจะไปเก็บของดีไว้ในสถานที่ที่ใช้รับรองแขกชั่วคราว
ทุกคนไม่เห็นต่างเช่นกัน แต่พอเดินมาถึงด้านข้างประตูทองสำริดโบราณที่สูงกว่าสิบเมตรแล้ว
หลี่หานซงยังคงเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ข้างในคงไม่ได้มีคนเป็นๆ อยู่หรอกนะ?”
เหยาเฉิงจวินกลับไม่สนใจเรื่องนี้มองไปทางประตูตำหนักว่า
“โดยทั่วไปสถานที่รับแขกประตูใหญ่ต้องเปิดอ้าอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงปิดประตูได้?”
“บางทีในเวลานั้นก่อนสงครามจะเริ่มรู้ว่าคงไม่มีคนมาจะปิดประตูไว้ก็เป็นเรื่องปกติ”
ฟางผิงอธิบายส่งๆ ออกไป หวังจินหยางกลับเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“พูดยากบางทีสงครามใหญ่ที่ตามมาทีหลังเพื่อหลบภัยแล้ว
บางคนอาจจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนี้ปิดประตูเอาไว้
ที่นี่สิ่งก่อสร้างเป็นหนึ่งเดียวกัน ฉันคิดว่าอาจจะเชื่อมโยงกับเขตผนึกก็ได้
บางทีอาจจะมีระบบป้องกัน”
พวกเขาไม่ได้มีเวลาว่างมาคาดเดาเรื่องราว แต่กังวลว่าเปิดประตูแล้วจะกระตุ้นให้เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นมา
หรือเกิดการโจมตีหรือเปล่า
บนร่างของหลี่หานซงปรากฏชุดเกราะขึ้นมาเอ่ยว่า
“งั้นฉันจะไปเปิดประตูดูพวกนายอยู่ห่างหน่อย พื้นที่ระหว่างเขตแดนอย่างน้อยคงอยู่มาสองพันปีแล้ว!
สงครามครั้งนั้นของแดนรบราชาระยะห่างจนถึงวันนี้อย่างน้อยสุดน่าจะสองพันปีเหมือนกัน…
นี่ถ้ามีคนมีชีวิตอยู่จริงๆ พลังงานในนี้เข้มข้นถึงขนาดนี้…”
ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึก!
สองพันปี!
แม้จะเป็นคนปัญญาอ่อนอยู่ในสถานการณ์ที่พลังงานเข้มข้นขนาดนี้ก็ไม่อาจจะอยู่ขั้นต่ำเกินไปได้
แน่นอนว่าไม่สามารถทะลวงด่าน ตายแล้วก็เป็นเรื่องปกติ
แม้ผู้ฝึกยุทธ์จะไม่ค่อยสนใจว่ายอดฝีมือจะใช้ชีวิตได้ยืนยาวเท่าไหร่
แต่ยอดฝีมือขั้นเจ็ดมีชีวิตอยู่สองสามร้อยปีนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ขั้นแปดยิ่งเจ๋งขึ้นไปใหญ่ ขั้นแปดหลอมร่างทองพลังงานอุดมสมบูรณ์ตลอด
ใช้ชีวิตได้พันปีบางทีอาจไม่ใช่เรื่องยาก
หลักๆ สามารถอยู่ได้นานเท่าไหร่พวกฟางผิงคร้านจะสนใจ
รอพวกเขาใช้ชีวิตถึงหลายพันปีแล้วค่อยมายืนยันอีกทีก็ไม่สาย
หลี่หานซงรอพวกเขาถอยไปหลายก้าวแล้วก็เดินขึ้นบันไดไปยังประตูตำหนัก
ตอนที่หลี่หานซงผลักประตู ประตูทองสำริดโบราณขนาดใหญ่ก็เกิดเสียงสั่นสะเทือนแผ่วเบา
บานประตูกลับไม่ได้เปิดออก ฟางผิงสำรวจอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า
“น่าจะต้องการป้ายคำสั่ง ถ้ำสวรรค์ค่อนข้างเข้มงวด”
สิ้นเสียงฟางผิงก็ไม่หลบอีกขึ้นไปบนบันไดระเบิดปราณออกมา
ป้ายคำสั่งปรากฏแสงสว่างอย่างเลือนราง
ราวกับเป็นเพราะว่าผ่านไปนานเกินไปประตูตำหนักสั่นคลอนอยู่พักใหญ่
เนิ่นนานก่อนประตูตำหนักจะค่อยๆ เคลื่อนไหว
บานประตูทั้งสองฝั่งเริ่มเปิดออกอย่างช้าๆ
ชั่วพริบตาที่ประตูตำหนักเปิดออกรอยแยกของประตูก็ระเบิดกลิ่นอายเน่าเปื่อย
ฟางผิงและหลี่หานซงต่างถอยหลังไปหลายก้าวไม่ได้รีบเข้าไปข้างใน
ยืนรออยู่ที่หน้าประตูทั้งสองฝั่ง
“มีคนอยู่หรือเปล่า?”
ฟางผิงตะโกนออกไปก่อนจะเอ่ยเสียงดังว่า
“พวกเราเป็นผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์ ผู้ฝึกยุทธ์บนโลก!
มนุษยชาติใกล้จะล่มสลายแล้ว ผู้เยาว์มาขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสถ้ำสวรรค์…”
ตะโกนไม่กี่ประโยคแล้วฟางผิงก็เอ่ยว่า
“ไปเถอะ ทักทายแล้วเผื่อมีคนอยู่จริงๆ จะได้ไม่พูดว่าพวกเรามาโดยไม่ได้รับเชิญ”
สิ้นเสียงยังคงเป็นหลี่หานซงที่นำหน้า
พวกฟางผิงต่างระมัดระวังตัวสาวเท้าตามเข้าไปในตำหนักพร้อมกัน
“แพ้แล้วงั้นเหรอ?”
“ไม่! ไม่หรอก!”
“เจ้าสำนักละ? ผู้อาวุโสเจินเสินเก้าคนละ?”
“สหายทุกคนตามหลังอันมาฆ่าเปิดทางเป็นสายเลือด เจ้าสำนักต้องกลับมาแน่!”
ตอนที่พวกฟางผิงก้าวเท้าสู่ตำหนักใหญ่ ตำหนักใหญ่ที่โล่งว่างราวกับมีเสียงพึมพำสะท้อนอยู่ข้างหูของทุกคน
ชั่วพริบตานี้ทุกคนราวกับย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน
เบื้องหน้าคล้ายปรากฏเป็นฉากๆ ในเวลานั้นยอดฝีมือถ้ำสวรรค์เสวียนเต่อกรูออกมาทั้งหมด
มุ่งไปยังเขตหวงห้ามทำลายล้างศัตรู สุดท้ายกลับไม่มีใครกลับมา
ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนบุกมาในถ้ำสวรรค์อย่างโกลาหลวุ่นวาย
ในตำหนักรับแขกทายาทลูกศิษย์ของถ้ำสวรรค์บางส่วน ทั้งหมดหวังและไม่กล้าที่จะเชื่อ
ภายใต้การนำของคนบางส่วนก็บุกฝ่าออกมานอกตำหนัก หลั่งเลือดเข่นฆ่ากับศัตรู…
เสียงพึมพำข้างหูไม่นานก็สลายไป
ฟางผิงลูบสัมผัสเสาขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าเบาๆ เปรอะเปื้อนไปด้วยสีมืดสลัว
น่าจะเป็นคราบเลือด
“เวลานั้น… เหมือนจะเกิดสงครามขึ้นที่นี่เหมือนกัน”
ฟางผิงรู้ว่าเมื่อกี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาหูแว่ว
แต่เป็นเสียงคำรามโมโหที่ไม่ยินยอมของคนในตำหนักเมื่อเวลานั้นสะท้อนอยู่ในตำหนักมานับพันปี!
ที่นี่บางทีอาจจะเคยมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดขึ้นไปตายในสงคราม
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดบางทีอาจจะเหลือเศษซากของพลังจิตใจไว้ส่วนหนึ่ง
ถอนหายใจแล้วฟางผิงก็ลูบเสาเอ่ยเสียงเบาว่า
“เสาโลหะผสม… เทียบได้กับโลหะผสมระดับ 7 ไม่สิบางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่า!
ผู้ฝึกยุทธ์โบราณมีเงินจริงๆ!”
เสาขนาดใหญ่ต้นใหญ่ขนาดนี้ กวาดตามองแวบหนึ่งนึกไม่ถึงว่าตำหนักจะมีเสาหลายสิบต้น!
บนเสาขนาดใหญ่แกะสลักลวดลายอย่างประณีตชดช้อย หรูหราและแฝงความงดงาม
“เป็นเงินแทบทั้งหมด!”
ฟางผิงถอนหายใจอีกครั้ง!
ดินแดนสุขาวดีเขานับว่าได้รับรู้แล้ว อะไรที่เรียกว่าความฟุ่มเฟือย!
เทียบกับพวกเขาผู้ฝึกยุทธ์สมัยนี้… ยากจนอย่างแท้จริง
ขั้นสุดยอดอย่างเหล่าจางยังนึกไม่ถึงว่าจะจนถึงขนาดนี้
แต่นี่แค่ห้องรับแขกของคนอื่น หากรื้อออกมาจริงๆ บางทีอาจสามารถซื้ออาวุธวิเศษหลายสิบชิ้นได้
ไม่สิอาจจะเยอะกว่านั้นซะอีก
“น่าเสียดายเอาไปไม่ได้ เหล่าจางน่าจะไม่เคยเข้าพื้นที่ระหว่างเขตแดนมาก่อน
ไม่งั้นคงหมายตาไปนานแล้ว…”
ฟางผิงถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้ลืมสำรวจรอบๆ
รอจนเห็นบนเสาขนาดใหญ่ของตำหนัก จู่ๆ ฟางผิงก็ขยี้ตาเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า
“นี่… แกนกลางของพืชปีศาจขั้นเก้าเหรอ?”
ผู้ฝึกยุทธ์สมัยโบราณจะบ้าคลั่งเกินไปแล้ว!
ข้างบนตำหนักคานนั้นเหมือนจะเป็นแกนกลางของพืชปีศาจขั้นเก้า
ฟางผิงคิดว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจผิด นี่จะเจ๋งเกินไปแล้ว!
ใช้พืชปีศาจปีศาจขั้นเก้า ทั้งยังเป็นแกนกลางของพืชปีศาจประเภทต้นไม้มาทำคาน
ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ!
นี่แค่ตำหนักรับแขกเท่านั้น ตำหนักสวรรค์บนฟ้า… นั่นจะโอ่อ่าใหญ่โตขนาดไหน?
ไม่สิฟุ่มเฟือยขนาดไหน!
ฟางผิงยังคงตกตะลึง ไม่ไกลนั้นพวกหวังจินหยางเริ่มสำรวจแล้ว
ตำหนักใหญ่ไม่ได้โล่งว่างอย่างแท้จริง ทั้งสองฝั่งมีเก้าอี้ขนาดใหญ่อยู่บางส่วน
ไม่ใช่เก้าอี้รูปแบบในสมัยนี้ เหมือนกับบัลลังก์ของพวกถ้ำใต้ดินมากกว่า
ส่วนโครงกระดูกกลับไม่พบ ไม่รู้ว่าหลังจากตายก็ทำลายตัวเองไป หรือเวลานั้นมีคนที่รอดชีวิตเก็บเอาไว้