ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 704 เจ้าเมือง (1)
“กระบี่อมตะเจ้ากล้า!”
พล่ามเยอะจริงๆ!
เปรี้ยง!
ราตรีของถ้ำใต้ดินแทบจะมืดมิดอยู่ตลอด แต่ค่ำคืนนี้ นอกเมืองเย้าขุยเกิดแสงสว่างวาบ ประกายสีทองส่องสว่างเจิดจ้า
นอกเมือง ฟางผิงเก็บงำกลิ่นอายทั้งหมด ซ่อนตัวอยู่ในป่าราชันเลี้ยว ตอนแรกที่เจี๋ยวมุ่งมั่นอยู่ในป่าราชันเจี๋ยง ปลูกต้นไม้ไว้แทบทุกหนทุกแห่ง แผ่ขยายไปทั่วพาดผ่านเมืองเทียนเหมินและเมืองเย้าขุย ตอนนี้เจี๋ยวไม่อยู่แล้ว ป่าราชันเจี๋ยงไม่ใช่ภัยคุกคามอีกต่อไป ต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็ถูกทำลายไปมาก แต่เมืองเย้าขุยยังคงอยู่หลงเหลือบางส่วน
ฟางผิงที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าราชันเจี๋ยง รอคอยอย่างเงียบ ๆ ตอนนี้ปีศาจเย้าขุยยังไม่ลงมือ ยังไม่ใช่โอกาสเข้าเมืองของเขา รอปีศาจเย้าขุยลงมือแล้ว นั้นก็สามารถเข้าเมืองได้
เหลือบตามองตัวเลขข้างหน้าตัวเอง ฟางผิงคำนวณเล็กน้อยว่าสามารถใช้ได้นานเท่าไหร่
ทรัพย์สิน : 48,000,000 จุด (เปลี่ยนแปลง)
ปราณ : 64,000 แคล (64,280 แคล)
จิตใจ : 3,210 เฮิรตซ์ (3,365 เฮิรตซ์)
พลังทำลายล้าง : 24 หยวน (24 หยวน)
หลอมกระดูก : 206 ชิ้น (100%)
ช่องเก็บของ : 1000 ตารางลูกบาศก์เมตร (+)
ม่านพลังงาน : หนึ่งจุดต่อนาที (+)
เลียนแบบกลิ่นอาย : สิบจุดต่อนาที (+)
ค่าทรัพย์สินเยอะขึ้นกว่าตอนที่เขาออกด่านเจ็ดล้าน นี่เป็นผลมาจากชุดเกราะที่จางเทามอบให้ ฟางผิงพูดไปตรง ๆ ว่าให้เหล่าจางยกให้ เหล่าจางก็ไม่ปฏิเสธ นับว่าเป็นรางวัลของฟางผิงแล้ว ค่าทรัพย์สินเจ็ดล้านก็คือเจ็ดหมื่นล้าน เทียบไม่ได้กับอาวุธขั้นเก้ามูลค่าแสนล้าน แต่อาวุธขั้นแปดของชั้นยอดก็มูลค่าประมาณห้าหมื่นล้านแล้ว เกราะวิเศษมูลค่ามากกว่าอาวุธวิเศษจริงๆ
เลียนแบบกลิ่นอายหนึ่งวันต้องใช้ประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันจุด ยังดีหน่อย สิ้นเปลืองไม่เยอะ สามารถรับได้ แค่เลียนแบบกลิ่นอายถ้าไม่สิ้นเปลือง ฟางผิงสามารถอยู่ในถ้ำใต้ดินได้เป็นสิบปี แต่นั่นแค่เขาคนเดียว สองคนก็ลดเวลาลงสิบเท่าแล้ว สามคนนั่นก็ยิ่งอยู่ได้ไม่นาน นี่ก็เป็นสาเหตุที่ตอนนี้ฟางผิงไม่พาคนอื่นมาเหมือนกัน ค่าทรัพย์สินไม่พอ ไม่สามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ พาพวกเหล่าหวังมาประโยชน์ไม่เยอะเท่าไหร่ ยังจะความแตกได้ง่ายอีก
ตาเฒ่าหลี่แข็งแกร่งจริงๆ! ฟางผิงครุ่นคิดเรื่องพวกนี้ ระหว่างนั้นก็ชมสงครามไปด้วย
กลางอากาศ ตาเฒ่าหลี่เปล่งร่างทองเจิดจ้า ไอกระบี่พุ่งเสียดฟ้า! ประมือกันสักพัก ตาเฒ่าหลี่ก็ฟันออกมาสี่ห้ากระบี่ ทุกกระบี่ฉีกทึ้งอากาศ เวลาชั่วพริบตา บนร่างของเจ้าเมืองเย้าขุยก็ปรากฏรอยแผลเต็มไปหมด เจ้าเมืองเย้าขุยไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตาเฒ่าหลี่! แม้เขาจะก้าวสู่เส้นทางต้นกำเนิดแล้ว แต่ก็เพิ่งเดินได้ไม่นานเท่าไหร่ อย่างมากก็เทียบได้กับอู่ขุยซานที่ทำสงครามเมื่อครั้งก่อนเท่านั้น แม้จะมีอาวุธวิเศษขั้นเก้าอยู่ในมือ แต่เวลานี้กลับถูกตาเฒ่าหลี่ซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว
ทางตาเฒ่าหลี่ต่อสู้ข่มเจ้าเมืองเย้าขุยอย่างไม่ลดละ พวกฉินเฟิ่งชิงกลับไม่ได้เข้าใกล้เมืองมากเกินไป ปลดปล่อยกลิ่นอายยั่วยุอยู่รอบนอกไม่ขาดสาย ปีศาจเย้าขุยยังไม่ออกมา พวกเขาไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าโจมตีเมืองเหมือนกัน หากถูกปีศาจเย้าขุยโจมตีกะทันหัน พวกเขาคงต้านไม่ไหว
“พวกไร้ประสบการณ์! กล้ามาฆ่าฉันหรือเปล่า? ครั้งก่อนไอ้ไร้ประโยชน์นั่นยังขั้นแปด ผลปรากฏว่ายังขายเพื่อนร่วมชาติตัวเองถึงหนีตายไปได้ ครั้งก่อนฟางผิงไม่ได้ฆ่านาย ครั้งนี้นายหนีไม่รอดแล้ว! ชื่อขุยหลัวสินะ? อ่อนหัดจริงๆ! ออกมาสิ ฉันเพิ่งจะขั้นเจ็ดตอนต้นจะจัดการนายให้ดู!”
นอกเมือง ฉินเฟิ่งชิงด่ากราดไม่หยุดหย่อน ก่อนหน้านี้สงครามเมืองเทียนเหมิน ขั้นแปดสองคนของเมืองเย้าขุยมุ่งหน้าไปช่วยสงคราม ผลปรากฏว่าหนีตายไปหนึ่งคน ก่อนจะไปยังโจมตีขั้นแปดอีกคนหนึ่ง นี่ถึงหนีรอดไปได้ เรื่องนี้หลังจากสงครามพวกผู้เฒ่าฟ่านก็ป่าวประกาศกับเมืองเย้าขุยเหมือนกัน แต่คนตายไปแล้ว ตอนนี้ขุยหลัวมีชีวิตรอด เจ้าเมืองเย้าขุยไม่พูดอะไร คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าสงสัยขุยหลัวที่อยู่ขั้นอารยะ
แต่วันนี้ฉินเฟิ่งชิงกลับด่าอย่างรุนแรง ในเมืองนั้น ยอดฝีมือขั้นแปดร่างทองสองคนและขั้นเจ็ดอีกเจ็ดคนล้วนทะยานอากาศออกมา ยังมีคนหนึ่งที่นั่งรักษาการณ์แหล่งแร่ใต้ดิน เก้าคนต่างเผยสีหน้าเต็มไปด้วยโทสะ! ยอดฝีมือร่างทองหนึ่งในนั้นยิ่งหน้าดำหน้าแดงขึ้นมา
“สารเลว!” ขุยหลัวก่นด่าออกมา!
เพราะเรื่องนี้เขาจึงถูกเจ้าเมืองเย้าขุยตำหนิไปหลายครั้ง แต่เห็นแก่ที่เขาอยู่ขั้นแปด อีกฝ่ายก็ตายไปแล้ว ในถ้ำใต้ดินคนตายย่อมไม่มีคุณค่า ดังนั้นนอกจากอารยะคนนั้นที่เห็นเขาเป็นศัตรู คนอื่นๆ แม้จะรู้ว่าเขาทำเรื่องนี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา แต่ตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์ดินแดนแห่งการเกิดใหม่ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ กลับเปิดแผลขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังใช้ภาษาถ้ำใต้ดินด่าชัง!
แม้เพื่อนร่วมชาติข้างกายจะไม่พูดอะไร แต่ขุยหลัวก็รับรู้ถึงสิ่งที่แปลกออกไป ตอนนี้ทำสงคราม คนพวกนี้แทบจะไม่ออกรบพร้อมเขา แต่จะเว้นระยะห่างจากเขาค่อนข้างไกล กลัวว่าเขาจะทำแบบนั้นอีกครั้ง หลัวขุยอยากจะลงมือเลยด้วยซ้ำ ฆ่าไอ้สารเลวที่อยู่ตรงข้ามคนนั้น แต่ราชายังไม่ออกคำสั่ง เขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามเคลื่อนไหว ตอนนี้ทำได้แค่ฟังอีกฝ่ายด่าออกมา
ขุยหลัวไม่พูดอะไร ตำแหน่งด้านข้างเขายอดฝีมือขั้นแปดคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“เมืองความหวังขั้นอารยะสองคน ขั้นแม่ทัพห้าคน หากประมือจริงๆ ขุยหลัว เจ้าสกัดผู้ฝึกยุทธ์อารยะตอนกลางคนนั้น…”
ขุยหลัวได้ฟังก็ลอบห่อเหี่ยวในใจ ขั้นอารยะตอนกลางนั่นคือโค่วเปียนเจียง ตอนต้นคือหลิวพั่วหลู เจ้าหมอนี่ส่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดให้ตัวเอง คิดว่าเขาโง่หรือไง? แต่ว่า… ขุยหลัวตอบรับอย่างว่องไว ไม่นานก็เอ่ยว่า
“ในเมื่อเจ้าหมอนี่จะรับมือกับคนอื่น งั้นก็ปล่อยเขาไป”
ขุยหลัวเห็นคนคุ้นหน้าในหมู่ยอดฝีมือขั้นแม่ทัพห้าคนนั้นแล้ว ถังเฟิง หลูเฟิ่งโหรว หลี่หานซง หวงจิง คนพวกนี้รวมถึงเจ้าคนที่ด่าเขาล้วนเป็นคนคุ้นหน้า ตอนแรกสงครามของเมืองเย้าขุย คนพวกนี้ต่างมีอาวุธวิเศษในมือ สกัดพวกเขาไว้ รวมถึงหลิวพั่วหลูคนนั้น เมื่อก่อนอยู่ขั้นแม่ทัพ ตอนนี้อยู่ขั้นอารยะ เวลานั้นก็มีอาวุธวิเศษเหมือนกัน อาจไม่อ่อนแอกว่าอารยะตอนกลางเสมอไป ทั้งโค่วเปียนเจียงเขาก็คุ้นหน้าแล้ว ทั้งสองฝ่ายทำสงครามมาหลายครั้ง แม้จะอยู่ขั้นแปดตอนกลางแต่ไม่มีอาวุธวิเศษในมือ
โค่วเปียนเจียงไม่มีอาวุธวิเศษ รับมือกับอีกฝ่ายไม่ได้ยากขนาดนั้น เห็นขุยหลัวตอบรับอย่างรวดเร็ว คนอื่นๆ ก็ไม่ได้พูดอะไร ขุยหลัวหัวเราะในใจอีกครั้ง เขาขายหน้าคนเดียวนั่นขายหน้าจริงๆ แต่เจ้าพวกนี้ถ้าเสียเปรียบหน่อย นั่นก็ไม่ได้ขายหน้าแค่คนเดียวแล้ว ส่วนเจ็บหรือตาย… กลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ราชายังอยู่ที่นี่ เทพผู้พิทักษ์ก็ยังไม่ได้ลงมือ อีกฝ่ายส่งมาแค่กระบี่อมตะคนเดียว ไม่ได้ฆ่าคนง่ายขนาดนั้น กำลังคิดเรื่องนี้ กลางอากาศเจ้าเมืองเย้าขุยก็ตะโกนว่า
“ผู้พิทักษ์ขุย ลงมือ!”
เจ้าเมืองเย้าขุยอัดอั้นตันใจอย่างยิ่ง! เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้จริงๆ ต่อหน้าฝ่าบาทของราชสำนักทั้งสอง ถูกกระบี่อมตะกดขี่ ต่อหน้าประชากรเมือง ถูกคนซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ ความเกรงขามเขาแทบจะหายเกลี้ยงแล้ว เมื่อครู่ยังวางแผนจะสู้คนเดียว ยังไงก็ต้องรักษาความเกรงขามของขั้นราชาบางส่วนเอาไว้ แม้ขั้นราชาเขตแดนข้างนอกจะสู้ขั้นราชาในเขตหวงห้ามไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจขายหน้าจนเกินไป แต่กระบี่อมตะแข็งแกร่งกว่า ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะยิ่งขายหน้าไร้ประโยชน์
ตาเฒ่าหลี่หัวเราะ ก่อนจะวาดกระบี่ออกไป ฟันไปทางหัวของเขา ในอากาศปรากฏรอยแยกอีกครั้ง! ควันหลงของไอกระบี่ทำลายภายในเมืองโดยตรง กำแพงเมืองพังถล่มทันที เวลานี้ภายในเมือง ดอกขุยฮวายักษ์ต้นหนึ่งทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้ามาหาตาเฒ่าหลี่อย่างรวดเร็ว พวกฉินเฟิ่งชิงทยอยถอยหลบ รอหลี่ฉางเซิงและพวกเขาประมือกัน ค่อยสกัดไม่ให้คนพวกนี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของพวกเขา หนึ่งคนหนึ่งปีศาจรวมตัวกัน พอรวมตัวเจ้าเมืองเย้าขุยก็คำรามเสียงดัง ปรากฏตัวแทนพลังจิตใจขึ้นมา ก็คือต้นปีศาจเย้าขุย ทั้งชั่วพริบตาที่ตัวแทนพลังจิตใจปรากฏขึ้น ผสมผสานกับปีศาจเย้าขุย ปีศาจเย้าขุยก็เปี่ยมพลังขึ้นมาทันที!
“ลูกไม้ตื้น ๆ!”
ตาเฒ่าหลี่แค่นหัวเราะ นี่ก็คือวิธีช่วยเสริมเจ้าเมืองเขตแดนข้างนอกของราชสำนักพืชปีศาจและราชสำนักสัตว์ปีศาจ ฝึกวิชาควบคู่กับสัตว์ปีศาจพืชปีศาจ ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน ระหว่างต่อสู้ตัวแทนพลังจิตหลอมรวมเข้าสู่ร่างเผ่าปีศาจ ทำให้เผ่าปีศาจแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่วิธีการต่อสู้แบบนี้เหมาะแค่ในสถานการณ์ที่ศัตรูมีน้อยเท่านั้น หากตอนนี้สู้สองต่อสอง เจ้าเมืองเย้าขุยทำแบบนี้ ความสามารถของตัวเองจะลดฮวบไปอยู่บ้าง ถูกคนฆ่าได้ง่าย สองคนหนึ่งปีศาจชั่วพริบตาก็โรมรันเข้าด้วยกันแล้ว
ตาเฒ่าหลี่ไอกระบี่พวยพุ่งขึ้นฟ้า แทบไม่สนใจควันหลง ปล่อยให้กระจัดกระจายไปทั่วทิศทาง ทั้งอีกด้านหนึ่งตอนนี้พวกฉินเฟิ่งชิงเห็นตาเฒ่าหลี่สกัดขั้นเก้าทั้งสองไว้แล้ว ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ทยอยปรากฏอาวุธวิเศษบุกเข้าไปในเมืองทันที ยอดฝีมือพวกนั้นไม่กล้าทำสงครามในเมืองเช่นกัน เจ้าเมืองเย้าขุยตะโกนว่า
“ออกเมืองรับศึก!”
เมื่อคำพูดนี้ออกมายอดฝีมือในเมืองเย้าขุยก็ลอยออกมาจากในเมือง เข่นฆ่ากับหลี่หานซงขึ้นมา
ในป่า ฟางผิงเสียดายอยู่บ้าง น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถลงมือตอนนี้ได้ ไม่งั้นในสถานการณ์แบบนี้ เขาโยนห้องสีทองลงไป ขั้นแปดสองคน ขั้นเจ็ดเจ็ดคนก็อย่าได้คิดหนีเลย! ช่างเถอะ มีแต่พวกอ่อนแอ ตอนนี้ฆ่าไม่ฆ่าก็ไม่เป็นไร ขั้นแปดสองคนเป็นขั้นแปดตอนกลางทั้งหมด เทียบได้กับเข้าสู่การหลอมสามขั้น ไม่ต่างกับฟางผิงเท่าไหร่ พลังควบคุมก็ธรรมดา ยังสู้ฟางผิงตอนนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แม้จะประมือจริงๆ สองคนนี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฟางผิง ไม่ใช่คู่ต่อสู้นั้นสำหรับฟางผิงก็ไม่มีภัยคุกคามอะไร ส่วนพวกโค่วเปียนเจียงก็ไม่มีภัยคุกคามเหมือนกัน หลิวพั่วหลูมีอาวุธวิเศษขั้นเก้าในมือ! หัวเหล็กก็มีชุดเกราะวิเศษ อย่ามองว่าขาดขั้นเจ็ดสองคนก็ไม่สำคัญอะไร หวงจิงก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดสูงสุด เมืองเย้าขุยกำลังคนเล็กน้อยนี่ยังไม่พอด้วยซ้ำ แต่ฟางผิงยังคงขมวดคิ้ว