ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - บทที่ 709-2 เข้าเขตหวงห้ามอีกครั้ง (2)
เหนือราชาแนะนำเส้นทาง? ผู้ฝึกยุทธ์อันที่จริงไม่ค่อยสนใจเรื่องเส้นทางเท่าไหร่ แต่นั่นหมายถึงผู้ฝึกยุทธ์ต่ำกว่าขั้นเก้าลงไป รอจนถึงขั้นเก้าแล้ว อยากจะเดินในเส้นทางต้นกำเนิดของตัวเอง จำเป็นต้องมีความเข้าใจทางด้านนี้ หลายคนมาถึงขั้นนี้แล้วอันที่จริงยังคงสับสนอย่างมาก แม้จะเป็นอู่ขุยซานช่วงขั้นแปดสูงสุดยังสับสนอยู่บ้างเหมือนกัน รู้สึกว่าไม่อาจเดินในเส้นทางของตัวเองได้ ทั้งหลังจากสังเกตเส้นทางต้นกำเนิดของเจ้าเมืองเฉียงเวยถึงสามารถเดินในเส้นทางของตัวเองได้
ยอดฝีมือระดับเหนือราชาความรู้กว้างไกล เอ่ยไม่กี่ประโยคบางทีก็สามารถทำให้คนได้รับอะไรกลับไปแล้ว แม้จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าสังเกตเส้นทางต้นกำเนิดของคนอื่นโดยตรง แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป จะไปสังเกตเส้นทางต้นกำเนิดได้ที่ไหน เหนือราชาแนะนำเส้นทางต้องมีประโยชน์อยู่แล้ว ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างเป็นผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะของเขตแดนเจ็ดทางใต้ ใครจะไม่มีความทะเยอทะยานเลย? ขั้นแปดสามารถทำให้คนพวกนี้พอใจได้อย่างนั้นเหรอ? ไม่แน่เสมอไป! รอถึงขั้นเก้าแล้วงั้นมีเหนือราชาควบคุมหรือไม่มีก็เป็นคนละเรื่องแล้ว
ด้านข้างนั้นหลีอันเหมือนจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ฟางผิงกลับจ้องมองที่นิ้วมือของเขา นิ้วมือที่เหยียดยืดอย่างเป็นธรรมชาติในตอนแรก เวลานี้เหมือนจะหดเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย
‘เจ้าหมอนี่… อาจไม่ได้เป็นเหมือนที่แสดงออกมา’ ฟางผิงครุ่นคิดในใจ เวลานี้หากหลีอันบ้าคลั่งไม่พอใจขึ้นมา เขาคงจะรู้สึกว่าเจ้านี่เอะอะโวยวายไร้ประโยชน์อยู่บ้าง แต่หลีอันกลับปิดปากเงียบ ทำให้ฟางผิงนึกถึงประโยคหนึ่ง สุนัขที่ไม่เห่ามักกัดคน! ความสามารถของหลีอันยังไม่เพียงพอ! จากความคิดของฟางผิง ในเมื่อวางท่าทีหยิ่งผยองลำพองตัวเหิมเกริมไม่สนใจใคร เวลานี้ก็ควรจะบ้าคลั่งออกมา เห็นได้ชัดว่าเฟิงเมี่ยเชิงกำลังแย่งตัวคน ยังอ่อนหัดอยู่บ้าง หลอกได้แคเจ้าเฟิงเมี่ยเชิงเท่านั้น
ฟางผิงไม่ได้พูดมาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับเข้าใจต่อราชสำนักพืชปีศาจมากขึ้นแล้ว ราชสำนักพืชปีศาจกว้างใหญ่ไพศาล ยอดฝีมือก็มีนับไม่ถ้วน! ไม่ใช่แค่มนุษย์ ถ้าราชสำนักพืชปีศาจเรียกตัวเองว่าราชสำนักเทียนจื่อ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเผ่าพืชปีศาจอยู่เหมือนกัน หลายเมืองนั้นมีรากของพืชปีศาจหยั่งลึก ไม่เหมือนกับเขตแดนข้างนอก เขตแดนข้างนอกเผ่าพืชปีศาจล้วนมีพืชปีศาจอยู่ทั้งหมด แต่ในเขตหวงห้ามกลับไม่ใช่แบบนั้น มีแค่เมืองบางส่วนที่เป็นอย่างนี้ พืชปีศาจพวกนี้ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของราชสำนักพืชปีศาจ แต่อยู่ภายใต้ราชสำนักผู้พิทักษ์
ราชสำนักผู้พิทักษ์ในความคิดของฟางผิงก็คือ เผ่าปีศาจที่ถูกเลี้ยงไว้กลุ่มหนึ่งเพื่อมอบอำนาจให้ตัวเอง นี่ทำให้เกิดราชสำนักออกมา แสดงความมีตัวตนให้เด่นชัด เมืองราชาแต่ละแห่งมีอำนาจของตัวเองไม่น้อย ขอแค่ทุกปีต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้ราชสำนักก็เพียงพอแล้ว เมืองราชาสามร้อยหกสิบแห่งภายใต้ราชสำนัก ไม่รวมกับราชวงศ์ ราชวงศ์มีเขตอิทธิพลของตัวเอง! แต่ยังคงรวมถึงสำนักเทพ! สำนักอาศัยในการคงอยู่ของราชสำนัก แต่เมืองราชาที่อยู่ใกล้สำนักพวกนี้ ล้วนมียอดฝีมือของสำนักมารับตำแหน่งเจ้าเมือง ไม่ใช่แค่นั้น ยอดฝีมือเหนือราชาบางส่วนก็มีอาณาจักรราชาของตัวเองเหมือนกัน
สิ่งที่เรียกว่าอาณาจักรราชาก็คือ การแบ่งดินแดนให้เหนือราชาไม่ได้สร้างราชวงศ์หรือสำนักเทพพวกนั้น คนพวกนี้ไม่สร้างราชวงศ์แต่ก็ต้องการดินแดนของตัวเอง เพื่อใช้บ่มเพาะเผ่าพันธุ์ วงศ์ตระกูล หรือลูกศิษย์ ดังนั้นในราชสำนักจึงมีการแบ่งอาณาจักรราชาให้เหนือราชาพวกนี้ เหนือราชาบางคนมีอาณาจักรราชาขนาดใหญ่ ครอบคลุมเมืองราชาหลายสิบเมืองก็มีเหมือนกัน อาณาจักรราชาในนามนั้นเหมือนจะฟังคำสั่งจากราชสำนัก ความเป็นจริงยังคงตัดสินใจจากเหนือราชาเป็นหลัก โดยพื้นฐานไม่ต่างจากราชวงศ์เท่าไหร่ หากจะพูดถึงความต่างก็น่าจะในนามเท่านั้น อันหนึ่งอยู่ใต้อำนาจราชวงศ์ บอกว่าอยู่ใต้อำนาจอันที่จริงตำแหน่งพอ ๆ กับราชสำนัก อีกอันอยู่ใต้อาณาจักรราชาโดยตรง ตามหลักแล้วราชสำนักสามารถเลือกเจ้าเมืองได้ตามใจ แต่ไม่ใช่กับราชวงศ์ ราชสำนักไม่สามารถแทรกแซงกิจธุระของอีกฝ่ายได้ ยังมีอีกจุดหนึ่ง คนของราชวงศ์ไม่สามารถรับตำแหน่งเจ้าเมืองได้ แต่คนของอาณาจักรราชากลับทำได้ คนของสำนักเทพก็ทำได้เหมือนกัน! เหนือราชาบางคนไม่สร้างราชวงศ์ จุดหนึ่งกลัวว่าจะเป็นปัญหา บางคนกลับวางแผนในตำแหน่งเจ้าแห่งราชสำนัก อย่างเช่นราชาเฟิง จุดนี้แม่ทัพมูเฮ่อไม่ได้พูดออกมา ฟางผิงกลับฟังเข้าใจความหมาย
พูดจนถึงสุดท้าย แล้วจู่ๆ หลีอันก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“จะว่าไปแล้ว ดินแดนแห่งการเกิดใหม่ก็มีบางอย่างที่น่าสนใจเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ราชสำนักไม่เคยมีการจัดอันดับอะไรมาก่อน แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ตำหนักเหนือราชาเรียกร้องให้ราชสำนักทำการจัดอันดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงขึ้นมา ทุกคนพยายามเข้าสู่ขั้นแม่ทัพให้เร็วที่สุด หากสามารถเข้าสู่การจัดอันดับได้ แม้จะเป็นขั้นแม่ทัพก็สามารถรับตำแหน่งเจ้าเมืองของเมืองหลักได้เช่นกัน! อย่าลืมว่าเมืองหลักมีความรุ่งเรืองเทียบได้กับเมืองราชาเขตแดนข้างนอก เขตแดนข้างนอกขั้นแม่ทัพหรือจะสามารถรับตำแหน่งเจ้าเมืองได้? แต่ในราชสำนัก หากพวกเจ้าสามารถเข้าสู่การจัดอันดับ ตำแหน่งเจ้าเมืองก็เป็นเรื่องง่าย ๆ เท่านั้น! ถึงเวลานั้น หากพวกเจ้ามีคนในครอบครัวที่คิดจะเข้าสู่ราชสำนัก ไม่มีข้อจำกัดเหมือนกัน เจ้าเมืองของเมืองหลักทุกปีก็มีที่นั่งให้หลายคน พวกเจ้าบางส่วนก็มีครอบครัวเหมือนกัน คิดจะหนีออกจากเขตแดนข้างนอก นี่คือโอกาส!”
ด้านข้างนั้นเฟิงเมี่ยเชิงแคนหัวเราะ พาหลีอันประเมินพวกเขาสูงเกินไปแล้ว! หลีอันเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“แค่พูดไปเท่านั้น บางทีอาจจะมีคนสามารถทำได้”
เฟิงเมี่ยเชิงแค่นเสียงในรูจมูก เอ่ยอย่างเรียบนิ่ง
“การจัดอันดับแม่ทัพหนึ่งพันคนในราชสำนัก ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแม่ทัพเกินกว่าหมื่น! นี่ยังไม่ใช่แค่ราชสำนักเทียนจื่อ ครั้งนี้เป็นการจัดอันดับของสี่ราชสำนักใหญ่รวมกัน! สี่ราชสำนักใหญ่เดิมทีขั้นแม่ทัพของเผ่าปีศาจก็แข็งแกร่งกว่าพวกเรา… เผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจยอดฝีมือขั้นแม่ทัพไม่ต่ำกว่าห้าหมื่น! จะง่ายขนาดนั้นที่ไหนกัน!”
ฟางผิงคิดว่าตัวเองได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว มนุษย์และปีศาจขั้นเจ็ดมีแค่ห้าหมื่น? ไม่นับว่าเยอะ! จากสัดส่วนสิบต่อหนึ่งของขั้นแปดก็แค่ห้าพันคน? ขั้นเก้าหากอิงตามสัดส่วนสิบต่อหนึ่ง นั่นก็ยิ่งน้อยลงไปอีก แต่ยังคงเป็นประโยคนั้น การสั่งสมของเวลา ขั้นเก้าอายุยืนกว่าขั้นแปด ขั้นแปดอายุยืนกว่าขั้นเจ็ด ในหมู่ระดับสูงขั้นเจ็ดนั้นมีชีวิตสั้นที่สุดแล้ว ไม่มีร่างทอง เนื้อหนังยังคงพังทลายได้อย่างมากก็ใช้ชีวิตได้ประมาณสามร้อยปีเท่านั้น กลับเป็นขั้นแปดใช้ชีวิตกว่าห้าร้อยปีไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าไม่ได้ตายจากอุบัติเหตุ จำนวนคนน่าจะสูงกว่าสัดส่วนนี้อยู่เล็กน้อย ฟางผิงจดจำข้อมูลนี้ไว้อย่างรวดเร็ว
หลีอันกลับเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ก็ถูก เมี่ยเชิง กระทั่งเจ้ายังเข้าไปไม่ได้ พวกเขาคงเป็นเรื่องยาก…”
เฟิงเมี่ยเชิงสีหน้าแทบดูไม่ได้ เผยแววตาดำมืด เอ่ยอย่างเยือกเย็น
“นั่นเป็นเพราะข้าเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นแม่ทัพได้ไม่นาน ตอนนี้เพิ่งจะขั้นแม่ทัพตอนกลางเท่านั้น! กลับเป็นเจ้า หลีอัน เข้าสู่ขั้นแม่ทัพสูงสุดมาหลายปีแล้วสินะ? เจ้ายังเข้าไม่ได้ข้าจะเข้าได้อย่างไง!”
เวลานี้หลีอันเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมาแล้ว หัวเราะว่า
“ข้าไม่เข้าการจัดอันดับนั้นเพราะไม่มีความจำเป็นนี้ ทั้งไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร! เฟิงเมี่ยเชิง กลับเป็นเจ้า ก่อนหน้านี้ถูกคนเอาชนะที่แดนรบราชา ยิ่งมีความจำเป็นนี้”
เห็นเฟิงเมี่ยเชิงเหมือนจะปะทุโทสะ หลีอันก็เบี่ยงประเด็น เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“เฟิงเมี่ยเชิง เจ้าว่าหากฟางผิงมาแดนเทพ จากความสามารถของเขาคิดว่าเป็นยังไง?”
ฟางผิง! เฟิงเมี่ยเชิงเผยสีหน้าเย็นยะเยือก ผ่านไปสักพักก็เอ่ยว่า
“ได้ยินว่าเขาเข้าสู่ขั้นอารยะแล้ว หากเป็นขั้นอารยะเขาก็ไม่มีคุณสมบัติเข้าสู่การจัดอันดับ! แต่เขามากด้วยวิธีการ เป็นขั้นแม่ทัพ… บางทีอาจจะเข้าสู่อันดับสุดท้ายได้”
“อันดับสุดท้าย?” หลีอันเอ่ยหยอก “ได้ยินว่าในดินแดนแห่งการเกิดใหม่ เขาเคยถูกจัดในอันดับหนึ่งของขั้นแม่ทัพ เฟิงเมี่ยเชิง เจ้าประเมินเขาต่ำไปสินะ?”
เฟิงเมี่ยเชิงแค่นเสียงในลำคอ
“แค่ฆ่าขั้นอารยะคนหนึ่งได้ ภายใต้การช่วยเหลือของคนอื่น ๆ เท่านั้น!”
“ไม่ถูก กระหม่อมข้าได้ยินว่า เข้าสู่อันดับหนึ่งเพราะสังหารแม่ทัพสวรรค์จวี่เจิง…”
“หลีอัน!” เฟิงเมี่ยเชิงสีหน้าเปลี่ยนอย่างหนัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “บางเรื่องไม่ควรจะพูดสุ่มสี่สุ่มห้า! เสด็จลุงตายในสงคราม ไม่ได้เป็นฝีมือของฟางผิง แต่ตายในน้ำมือกู่เจียง!”
หลีอันหัวเราะเสียงดัง
“อย่าโกรธไปสิ ข้าได้ยินคนพูดมาเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุสักหน่อย จะรู้ได้ไงว่าความจริงเป็นยังไง แต่สำหรับฟางผิง ข้ายังสนใจอยู่บางจริงๆ น่าเสียดายครั้งนี้ไม่ได้เจอ ตำหนักเหนือราชาประกาศคำสั่งออกไป เขตแดนข้างนอกเจอฟางผิงให้ฆ่าโดยไม่มีละเว้น… น่าเสียดายตอนนี้อีกฝ่ายไม่กล้าเข้ามาในเขตแดนข้างนอก แดนรบราชาก็ไม่กล้าไป ไม่มีวาสนาเจอกันซะแล้ว”
เฟิงเมี่ยเชิงเอ่ยอย่างเยียบเย็น
“ซ่อนตัวได้ไม่นานหรอก! ตอนนี้ไม่เข้าแดนเทพ รอสงครามใหญ่เปิดฉากบุกเข้าไปในดินแดนแห่งการเกิดใหม่ ไม่ช้าก็เร็วจะสังหารเขาซะ! ในแดนรบราชาเวลานัน หากไม่ใช่ว่าจีเหยาสอดมือยุ่งไม่เข้าเรื่อง คงฆ่าเขาไปนานแล้ว!”
ด้านข้างนั้นฟางผิงเหนื่อยใจโม้! โม้ต่อไปเถอะ! โชคดีที่ฉันอยู่ที่นี่ ไม่งั้นนายโม้คงไม่มีใครรู้ คงฆ่าฉันไปนานแล้วงั้นเหรอ หากได้เจอนายก็คงกำจัดนายไปนานแล้ว ตัวเองกลัวจนฉี่ราดกางเกงด้วยซ้ำ ตอนที่ฆ่าเฟิงซิน เจ้าหมอนี่ก็หนีอุตลุดไปแล้ว ไม่งั้นจะมีโอกาสให้เขาพูดอย่างตอนนี้ได้อย่างไร