ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล - บทที่ 110 การละเล่นของเด็กอมมือจะเริ่มขึ้นแล้วงั้นหรือ
- Home
- ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล
- บทที่ 110 การละเล่นของเด็กอมมือจะเริ่มขึ้นแล้วงั้นหรือ
นี่มัน…
ผู้พิทักษ์มนุษย์มังกรเงยหน้าขึ้นขวับ นัยน์ตาเบิกโพลงสาดประกายแห่งความปีติและเหลือเชื่อออกมาอย่างปิดไม่มิด!
ผลึกอาณาเขตขององค์ราชันย์งั้นหรือ!
ยอดเยี่ยมไปเลย! องค์ราชันย์คือตัวตนอันไร้เทียมทานในระดับเอส!
ผลึกอาณาเขตของพระองค์ ย่อมมากพอที่จะสร้างอาณาเขตสัมบูรณ์ของเราขึ้นมาในสถานที่แห่งนี้!
ภายใต้อาณาเขต โซ่ตรวนพลังงานที่พวกมนุษย์วางค่ายกลเอาไว้จะสูญเสียผลลัพธ์ไปในพริบตา!
น้ำเสียงของมันสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ขอเพียงแค่พลังฝีมือฟื้นคืนมา พวกเราก็แหกคุกออกไปได้แล้ว!
ปีศาจเงาทอดสายตามองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความยินดีของผู้พิทักษ์มนุษย์มังกร พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ทว่าในวินาทีถัดมา มันกลับดึงผลึกก้อนนั้นกลับคืนสู่เงามืด
หนี ปีศาจเงาแค่นเสียง น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน
ทำไมต้องหนีด้วยเล่า
หรือว่าเจ้าไม่ได้ยินแผนการของพวกมนุษย์
เกมล่าสังหารที่พวกมันจัดเตรียมไว้ให้พวก อัจฉริยะ จอมปลอมนั่นไง
มันหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัว
พวกมันคิดจะใช้ข้าองค์ชายผู้นี้ เป็นหินลับมีดให้กับดอกไม้ในเรือนกระจกพวกนั้นงั้นหรือ
ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะซ้อนแผนของพวกมัน นั่งรอให้พวกอัจฉริยะจอมปลอมนั่นก้าวเข้ามาจนครบ…
แล้วค่อยกางอาณาเขตของเสด็จพ่อ!
ข้าจะทำให้พวกยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ที่เย่อหยิ่งจองหองพวกนั้น ทำได้เพียงยืนเบิกตาโพลงอยู่นอกกำแพงอาณาเขตที่ไม่อาจข้ามผ่าน เฝ้ามองดูข้า…
ฉีกกระชากร่างของพวกอัจฉริยะที่เป็นความหวังของพวกมัน… ให้กลายเป็นเศษซากชิ้นเนื้อไปทีละคน!
ร่างของปีศาจเงาบิดเบี้ยวไปมาด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง
ลิ้นสีดำขลับตวัดเลียริมฝีปากและสัมผัสอากาศธาตุ
ราวกับได้กลิ่นคาวเลือดอันหอมหวานลอยมาเตะจมูก
ผู้พิทักษ์มนุษย์มังกรสะดุ้งเฮือก รีบแย้งขึ้นมา
แต่ว่าฝ่าบาท! ต่อให้เราสังหารต้นกล้าพวกนี้จนหมด ยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ที่อยู่ข้างนอกย่อมไม่มีทางปล่อยพวกเราไปแน่! ความปลอดภัยของพระองค์ย่อมสำคัญที่สุด…
ข้าน้อยว่า… พวกเราฉวยโอกาสหลบหนีไปก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดนะพ่ะย่ะค่ะ
หนี ข้าบอกแล้วไง ว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องหนี
ปีศาจเงาเอ่ยขัดขึ้นมา น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจถึงขีดสุด
เจ้าคิดว่า อาณาเขตของเสด็จพ่อ มีไว้เพื่อฟื้นฟูพลังของพวกเราเพียงอย่างเดียวงั้นหรือ
หน้าที่ที่แท้จริงของมัน… คือจุดสัญญาณต่างหาก!
ในเสี้ยววินาทีที่อาณาเขตถูกกางออก เสด็จพ่อจะสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของข้าได้ในทันที!
ข้าคือสายเลือดที่เสด็จพ่อโปรดปรานที่สุด!
เพื่อข้าแล้ว เสด็จพ่อย่อมไม่รังเกียจที่จะเสด็จมาเยือนด้วยองค์เอง และเหยียบย่างเมืองนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง!
เจ้าคิดหรือว่า พวกมนุษย์หน้าโง่พวกนั้น…
จะกล้าเปิดศึกเต็มรูปแบบกับเสด็จพ่อผู้ทรงพลังระดับเอส… เพียงเพื่ออัจฉริยะจอมปลอมที่ยังไม่ทันได้เติบโตพวกนั้น
ปีศาจเงาระเบิดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำและบ้าคลั่งออกมา
อัจฉริยะที่ตายไปแล้ว ย่อมไร้ค่า
ความจริงข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์เรา หรือเผ่าพันธุ์มนุษย์ ต่างก็ประจักษ์ดี
เพราะฉะนั้น พวกเราจะไม่ใช่แค่จากไปเฉยๆ
แต่พวกเราจะทำลายความหวังของพวกมันให้สิ้นซากต่อหน้าต่อตา จากนั้น…
ก็เดินทอดน่องจากไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังของพวกมัน!
ถ้อยคำเหล่านี้ ทำให้ผู้พิทักษ์มนุษย์มังกรตกอยู่ในห้วงแห่งความคลั่งไคล้อย่างสมบูรณ์
มันโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังกึกก้อง!
ฝ่าบาททรงปรีชาญาณ!
ข้าน้อยยินดีเป็นทัพหน้า กระชากหัวของพวกอัจฉริยะเผ่ามนุษย์มาทีละหัว เพื่อนำมาทำเป็นแท่นประทับถวายแด่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!
สองวันต่อมา
ณ ปากทางเข้าซากเมืองวั่งเทียน
แสงแดดยามเช้าตรู่สาดส่องทะลุม่านหมอกบางเบา อาบย้อมเศษซากปรักหักพังอันแห้งแล้ง ทว่ากลับไม่อาจมอบความอบอุ่นใดๆ ให้แก่สถานที่แห่งนี้ได้เลย
ในมวลอากาศยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงแห่งความเน่าเปื่อย
ผสมผสานกลายเป็นความเงียบเหงาและกดดันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของซากเมืองร้าง
เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทียนอวิ๋นที่เข้าร่วมการแข่งขันคัดเลือกภายใน ได้มายืนตั้งแถวรวมพลกัน ณ ที่แห่งนี้แล้ว
บนใบหน้าของทุกคน ล้วนฉายแววความตื่นเต้น ความตึงเครียด และความหวาดหวั่นที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ ปะปนกันไป
บนท้องฟ้าไม่ไกลนัก โดรนนับสิบเครื่องที่ประทับตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเทียนอวิ๋นกำลังบินวนเวียนส่งเสียงหึ่งๆ
กล้องความละเอียดสูงกำลังถ่ายทอดสดทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ส่งตรงกลับไปยังม่านแสงโฮโลแกรมขนาดยักษ์ใจกลางมหาวิทยาลัยเทียนอวิ๋นแบบเรียลไทม์
นักศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่มีโอกาสได้มาเยือนสถานที่จริง
รวมไปถึงขุมกำลังยักษ์ใหญ่ต่างๆ แห่งเมืองเทียนไห่ ในเวลานี้ล้วนกำลังจับตามองผ่านการถ่ายทอดสด
เฝ้าติดตามบททดสอบที่จะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างอำนาจของคนรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด
พวกเขาต่างคาดหวัง ว่าจะสามารถค้นพบเพชรเม็ดงามจากใบหน้าอันอ่อนเยาว์เหล่านี้
เพื่อเสาะหายอดฝีมือในอนาคตที่ควรค่าแก่การทุ่มเททรัพยากรลงทุนหรือดึงตัวมาร่วมงาน
เย่เฉิงยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของแถว โดยมีลูกสมุนสองสามคนคอยห้อมล้อมเอาใจราวกับดวงดาวล้อมเดือน
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่ากลับไม่พบเงาร่างของคนที่ทำให้เขาเคียดแค้นจนแทบขบกรามแหลก
มุมปากของเขาอดไม่ได้ที่จะกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันเย็นชา
อย่างที่คิดไว้เลย วันนั้นที่ปากบอกว่าไม่ได้ลงชื่อสมัคร ก็แค่ข้ออ้างเพื่อให้ฉันตายใจสินะ
เมื่อวานนี้ เขาได้ใช้ พลังเงินตรา ของตระกูล
ล้วงเอาบัญชีรายชื่อผู้เข้าแข่งขันรอบสุดท้ายมาดูล่วงหน้าได้อย่างง่ายดาย
และชื่อของโม่หยิงเฉิน คนที่เคยพูดเต็มปากเต็มคำว่าไม่ได้ลงแข่ง ก็ปรากฏหราอยู่บนรายชื่อนั้นอย่างชัดเจน!
ไอ้หมอนี่ มันเจ้าเล่ห์ลึกล้ำเกินไปแล้ว ช่างร้ายกาจนัก!
เปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวลุกโชนขึ้นในใจของเย่เฉิง
ไม่เพียงแต่เพราะถูกหลอกลวง แต่ยังเป็นเพราะความรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม
กล้าดีหยามหน้าหลอกลวงฉัน!
การประลองครั้งนี้ ฉันจะต้องบดขยี้แกให้แหลกคามือต่อหน้าทุกคน และคว้าอันดับหนึ่งมาครองอย่างไร้ข้อกังขาให้ได้!
ฉันจะทำให้ทุกคนได้รับรู้ ว่าฉัน… เย่เฉิงผู้นี้ต่างหาก คืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่น!
ความมั่นใจนี้ มีรากฐานมาจากการทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ภายใต้การอัดฉีดทรัพยากรอย่างไม่อั้นจากตระกูล เขาแทบจะกินนอนอยู่แต่ในมิติลับระดับซี
โดยมีผู้ฝึกสัตว์ระดับสามฝีมือฉกาจคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้
จนสามารถผลักดันให้สัตว์อสูรของเขา วิญญาณแค้นเพลิงคลั่ง ทะลวงขึ้นสู่ระดับอีขั้นสูงสุดได้อย่างหน้าตาเฉย!
ในตอนนี้ ขอเพียงแค่พลังจิตของเขาทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับสอง
เขาก็พร้อมที่จะเริ่มต้นกระบวนการวิวัฒนาการได้ทันที
เท่าที่เขารู้ ในหมู่นักศึกษาใหม่ สัตว์อสูรที่มีเลเวลสูงที่สุดก็คือของซูหลี
ภายในเวลาหนึ่งเดือน เธอสามารถยกระดับตั๊กแตนเงาตัวนั้นให้ขึ้นไปถึงเลเวลเจ็ดสิบกว่าได้ ถือว่าไม่เลวเลย
แต่นั่นแล้วยังไงล่ะ
แค่เลเวลเจ็ดสิบกว่า หากนำมาเทียบกับวิญญาณแค้นเพลิงคลั่งเลเวลตันที่ครอบครอง ชะตากำเนิด ของเขาแล้ว
มันก็ยังคงห่างชั้นกันราวกับฟ้ากับดินอยู่ดี!
อันดับหนึ่งในครั้งนี้ ต้องเป็นของฉันอย่างแน่นอน!
นัยน์ตาของเขาทอประกายแห่งความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ
ความมั่นใจนี้ ไม่ได้มาจากแค่ความได้เปรียบทางด้านเลเวลเท่านั้น
แต่ยังมาจากไพ่ตายก้นหีบ ที่มากพอจะทำให้พลังรบของวิญญาณแค้นเพลิงคลั่งก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล… ชะตากำเนิด!
ในเวลาเดียวกัน ซูหลีก็กำลังยืนอยู่บริเวณหัวแถว
ชุดต่อสู้ที่รัดกุมทะมัดทะแมง ขับเน้นให้เห็นถึงสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามของเธออย่างชัดเจน
การกระทำของเธอคล้ายคลึงกับเย่เฉิงอยู่บ้าง สายตาของเธอก็กำลังกวาดมองค้นหาใครบางคนท่ามกลางฝูงชนเช่นกัน
เมื่อไม่พบวี่แววของโม่หยิงเฉิน ใบหน้างดงามของเธอก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
นัยน์ตากลมโตกระจ่างใส แฝงไว้ด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยวที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่ทันสังเกต
ซูหลีไม่ได้เห็นบัญชีรายชื่อมาก่อน จึงไม่รู้เลยว่าชื่อของโม่หยิงเฉิน ได้ไปปรากฏอยู่บนนั้นเรียบร้อยแล้ว
เธอจึงเข้าใจไปเองว่า โม่หยิงเฉินคงไม่สนใจที่จะเข้าร่วมการแข่งขันพรรค์นี้จริงๆ
เธอถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะพึมพำกับตัวเองในใจ
เทพทรูไม่มาซะงั้น… อุตส่าห์ตั้งใจไว้ว่าคราวนี้จะขอร่วมทีม แล้วโชว์พลังฝีมือในตอนนี้ของฉันให้เขาดูสักหน่อย
อยากจะให้เขารู้ ว่าหนึ่งเดือนผ่านไป แม้ฉันจะยังตามหลังเขาอยู่ไกลลิบ แต่มันก็ไม่ใช่ยัยไก่อ่อนที่ทำได้แค่วิ่งตามหลังแล้วร้องเชียร์สุดยอดเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วนะ