ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล - บทที่ 209 การตัดสินใจเลือกดาวชะตาอีกครา
สิ้นประโยคนั้น หลี่ลั่วก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น
เขาลนลานอธิบายเพิ่มด้วยความหวาดผวา เกรงว่าโม่หยิงเฉินจะเข้าใจผิดคิดว่านี่คือเจตจำนงของเขาเอง
เพราะในสายตาของเขาตอนนี้… เด็กหนุ่มที่ดูสงบนิ่งตรงหน้า น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้นำตระกูลโม่เทียนที่อยู่ไกลถึงเมืองชิงหยวนเป็นหมื่นเป็นแสนเท่า!
นายน้อย! ผะ… ผมเป็นแค่คนส่งสารเท่านั้นนะครับ! นี่คือคำพูดของนายท่านทุกกระเบียดนิ้ว ผมไม่กล้าบิดเบือนแม้แต่คำเดียว!
สารส่งถึงแล้ว ผมก็ต้องขอตัวกลับไปรายงานตัว!
นายน้อยก็ทราบดี ว่าผมมันเป็นแค่ลูกจ้างกินข้าวหม้อตระกูลโม่ คำสั่งของนายท่าน ผมไม่กล้าขัด และไม่กล้าที่จะไม่ทำตามหรอกครับ!
แต่นายน้อยโปรดวางใจเถอะ! เรื่องราวของนายน้อยในมหาวิทยาลัยเทียนอวิ๋น... ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมสืบรู้มา ผมไม่เคยปริปากบอกฝั่งนายท่านเลยแม้แต่ครึ่งคำ! ผมสาบานได้!
ผะ… ผมขอตัวกลับก่อนได้หรือยังครับ…
เมื่อมองดูท่าทีของหลี่ลั่วที่ใกล้จะสติแตกเต็มทน จู่ๆ โม่หยิงเฉินก็หลุดหัวเราะออกมา
เป็นรอยยิ้มที่แฝงความหมายลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ทำไมต้องปิดบังล่ะ?
กลับไปคราวนี้ นายไม่เพียงแต่ห้ามปิดบัง แต่ต้องเอาเรื่องทุกอย่างที่นายรู้ ไปเล่าให้เขาฟังอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม ห้ามตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว
เรื่องที่ฉันสังหารปีศาจเงาระดับ B ด้วยตัวคนเดียว และทุกๆ เรื่องที่นายอุตส่าห์ไปสืบมาได้… จงเล่าให้เขารู้ให้หมด
ห้าม ปิด บัง แม้แต่นิดเดียว… เข้าใจที่พูดไหม?
หลี่ลั่วชะงักค้าง สมองตื้อไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจตรรกะการกระทำของโม่หยิงเฉินเลยแม้แต่น้อย
แต่เขาไม่กล้าถาม และไม่กล้าคิดให้มากความ ทำได้เพียงพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร
เข้าใจแล้วครับ! เข้าใจแล้ว! ผมจะทำตามที่สั่งทุกอย่าง!
เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก
ทันทีที่ได้รับอนุญาตจากโม่หยิงเฉิน เขาก็หันหลังกลับและวิ่งเตลิดเปิดเปิงกลืนหายไปในความมืดมิดของยามราตรีราวกับหนีตาย
โม่หยิงเฉินทอดสายตามองแผ่นหลังที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนของหลี่ลั่ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายิ่งฉีกกว้างและเบิกบานขึ้นเรื่อยๆ
ตระกูลโม่? โอกาสในการแข่งขันอย่างยุติธรรมงั้นรึ?
หึหึ
ฉันล่ะอยากจะเห็นจริงๆ ว่าชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ แต่ไม่เคยแม้แต่จะปรายตาหันมามองฉันตรงๆ คนนั้น…
พอได้รู้ถึงสถานะของฉันในตอนนี้แล้ว… สีหน้าของเขาจะยอดเยี่ยมและน่าดูชมขนาดไหน?
เขาส่ายหน้าเบาๆ โยนเรื่องไร้สาระแทรกซ้อนนี้ทิ้งไปไว้เบื้องหลัง ก่อนจะก้าวเดินมุ่งหน้าสู่แท่นบูชาวิญญาณต่อไป
สำหรับเขาในยามนี้…
ตระกูลโม่ ก็เป็นเพียงแค่ทิวทัศน์ริมทางอันจืดชืด ที่เขาขับรถแซงผ่านและทิ้งไว้เบื้องหลังตั้งนานแล้วเท่านั้น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
โม่หยิงเฉินกลับมาถึงบ้านพักวิลล่าด้วยความอิ่มเอมใจ พร้อมกับดาวชะตาใหม่เอี่ยมอ่องถึงสิบสองขั้น สำหรับต้าเซิ่งและมารเงาแห่งห้วงลึก
เริ่มจากดาวชะตาชุดใหม่ทั้งหกขั้นของวานรมารแห่งความว่างเปล่า
[ดาวชะตาขั้น 1: ควบคุมความว่างเปล่า – ทักษะวานรพริบตาเปลี่ยนจากการกลิ้งหลบเป็นการเทเลพอร์ต และระยะทางการเทเลพอร์ตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล]
[ดาวชะตาขั้น 2: สู้ฟ้าท้าปฐพี – จำนวนของร่างแยกนอกกาย +1]
[ดาวชะตาขั้น 3: เพลิงมารคลุมฟ้า – ศัตรูที่อยู่รอบตัววานรมารแห่งความว่างเปล่าจะถูกสะกดข่มด้วยพลังมาร พลังรบลดลง]
[ดาวชะตาขั้น 4: บุตรแห่งความว่างเปล่า – ยกเลิกข้อจำกัดด้านระยะเวลาแสดงผลและคูลดาวน์ของทักษะร่างแยกนอกกาย]
[ดาวชะตาขั้น 5: วีรบุรุษโดดเดี่ยว – เมื่อไม่มีพันธมิตรอยู่รอบตัว พลังรบเพิ่มขึ้น 100%]
[ดาวชะตาขั้น 6: วานรมารไร้ขีดจำกัด – ทักษะกายาวานรมารเปลี่ยนเป็นไม่สิ้นเปลืองพละกำลังอีกต่อไป]
ลมหายใจของโม่หยิงเฉินเริ่มถี่กระชั้นขึ้นมาเล็กน้อย
แข็งแกร่ง!
แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
นับว่าโชคดีมหาศาล ที่ก่อนหน้านี้เขาได้ [คริสตัลทลายขีดจำกัด] มาครองถึงสองชิ้น
ไอเทมระดับฝืนกฎเกณฑ์ชิ้นนี้ ทำให้เขาสามารถเมินเฉยต่อขีดจำกัดการสวมใส่ดาวชะตาที่หกขั้นได้โดยสมบูรณ์
เขาสามารถสับเปลี่ยนดาวชะตาทั้งหมดที่ปลดล็อกแล้ว ได้อย่างอิสระตามสถานการณ์การต่อสู้ทุกเมื่อ
ไม่อย่างนั้นล่ะก็… ลำพังแค่ต้องมานั่งปวดหัวเลือกทิ้งอันใดอันหนึ่ง ก็คงทำเอาเขาความดันขึ้นด้วยความเสียดายตายแน่ๆ
เขาครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ ก็เริ่มลงมือปรับแต่งโครงสร้างดาวชะตาหลักของต้าเซิ่ง
อันดับแรก เขาถอด [กายาเทวะศักดิ์สิทธิ์] ที่ไร้ประโยชน์ไปแล้วหลังจากการวิวัฒนาการของต้าเซิ่งออก แล้วสวมใส่ [สู้ฟ้าท้าปฐพี] เข้าไปแทน
ร่างแยกต้าเซิ่งสามร่าง… ไม่ว่าจะเป็นการระดมยิงทำลายล้างเป้าหมายเดียว หรือการแยกย้ายป่วนสนามรบ มันย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับพลิกกระดาน!
ต่อมา เขาถอด [เมฆาวิเศษปรากฏ] ออก และแทนที่ด้วยเวอร์ชันอัปเกรดที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าอย่าง [ควบคุมความว่างเปล่า]
สิ่งนี้จะผลักดันความคล่องตัว ความสามารถในการไล่ล่า และขีดความสามารถในการเอาชีวิตรอดของต้าเซิ่ง ให้ทะยานขึ้นสู่อีกมิติหนึ่งอย่างแท้จริง
เพียงเท่านี้ ดาวชะตาหลักทั้งหกขั้นของต้าเซิ่งก็ถูกจัดสรรอย่างลงตัว
ส่วนเหตุผลที่ดาวชะตาใหม่ขั้นอื่นๆ ไม่ถูกเลือกให้เป็นดาวชะตาหลักประจำตัวนั้น โม่หยิงเฉินมีตรรกะในการวิเคราะห์ที่เฉียบขาดอยู่แล้ว
เริ่มจาก [วานรมารไร้ขีดจำกัด]
ผลลัพธ์ของดาวชะตานี้คือการทำให้ กายาวานรมาร กลายเป็นทักษะติดตัวที่เปิดใช้ได้ตลอดเวลาโดยไม่เหนื่อยล้า
ทว่าในความเป็นจริง แม้แต่ในศึกที่ต้องรับมือกับศัตรูต่อเนื่องแบบมาราธอนในลานประลองห้วงลึก ต้าเซิ่งก็ยังไม่เคยแสดงอาการหมดสภาพให้เห็นเลยสักครั้ง
อัตราการสูบพละกำลังของ กายาวานรมาร ในยามนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ร่างกายอันวิปริตของต้าเซิ่งแบกรับได้สบายๆ
โม่หยิงเฉินส่ายหน้าเบาๆ
การต่อสู้ตามปกติ สิ่งที่เขาแสวงหาคือการสังหารในหมัดเดียวจบ คือความเด็ดขาดดุจสายฟ้าฟาด
หากการต่อสู้ยืดเยื้อจนถึงขั้นต้องพึ่งพา วานรมารไร้ขีดจำกัด เพื่อสูบพลังศัตรูให้หมดก๊อก นั่นก็แปลว่าสถานการณ์การต่อสู้ในตอนนั้นตกเป็นรองอย่างหนักแล้ว
[บุตรแห่งความว่างเปล่า] ยกเลิกข้อจำกัดด้านเวลาและคูลดาวน์ของทักษะร่างแยก
เมื่อนำไปคอมโบกับ [สู้ฟ้าท้าปฐพี] แรงดึงดูดใจของมันก็มหาศาลสุดขีด
นั่นหมายความว่า โม่หยิงเฉินจะสามารถเดินกร่างไปพร้อมกับร่างแยกต้าเซิ่งสามร่าง ที่มีพลังรบเท่าเทียมกับร่างต้นแบบถาวรได้ตลอดเวลา!
ฟังดูเพอร์เฟกต์จนไร้ที่ติ
แต่ทว่า… ระยะเวลาแสดงผลเดิมของทักษะร่างแยก ก็ปาเข้าไปหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ อยู่แล้ว
หากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ต้าเซิ่งยังไม่สามารถปิดฉากการต่อสู้ลงได้…
นั่นหมายความว่าศัตรูที่เผชิญหน้าอยู่ ต้องแข็งแกร่งอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัวจนเกินจินตนาการไปแล้ว
เมื่อถึงจุดนั้น ปัจจัยชี้ขาดผลแพ้ชนะ คงไม่ใช่การมีร่างแยกเพิ่มขึ้นมาอีกร่างสองร่างแน่นอน
การทำให้ร่างแยกดำรงอยู่ได้อย่างถาวรในศึกระดับนั้น จึงแทบไม่มีความหมายอะไรเลย
สู้เก็บสล็อตดาวชะตาอันล้ำค่านี้ เอาไว้ใส่บัฟที่สามารถยกระดับพลังทำลายล้างให้พุ่งทะยานขึ้นในเสี้ยววินาทีจะดีกว่า
สรุปคือ มันเป็นดาวชะตาสายกลยุทธ์เฉพาะกิจ ไม่ใช่สายยืนพื้น
โม่หยิงเฉินสรุปในใจ
สุดท้ายคือ [วีรบุรุษโดดเดี่ยว]
เมื่อไม่มีพันธมิตรอยู่รอบตัว พลังรบเพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
ดาวชะตานี้เรียบง่าย ป่าเถื่อน และเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวีรบุรุษผู้ฉายเดี่ยวอย่างแท้จริง
มุมปากของโม่หยิงเฉินยกขึ้นเมื่อนึกถึงมัน
หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์หลังชนฝาแบบในลานประลองห้วงลึกอีกครั้งล่ะก็…
แค่สวมดาวชะตานี้เข้าไป พลังทำลายล้างของต้าเซิ่งจะพุ่งทะยานไปแตะขอบเขตใหม่ที่ทำให้แม้แต่สวรรค์ยังต้องสั่นสะท้านอย่างแน่นอน!
นี่เป็นครั้งแรก ที่เขาสามารถจัดแจงดาวชะตาได้อย่างผ่อนคลายและสบายใจถึงเพียงนี้
ด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน เขาจึงปรายตามองไปยังช่องว่างในมิติสัตว์อสูร ซึ่งเป็นตำแหน่งของต้าเซิ่งตามสัญชาตญาณ
จากนั้น… รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันแข็งค้าง
โม่หยิงเฉินทอดถอนใจ พลางยกมือขึ้นนวดขมับ
เอาเถอะ…
อุตส่าห์นั่งวิเคราะห์จัดสกิลซะดิบดี… แต่ไอ้ตัวตึงดันยังไม่ฟื้นคืนชีพเลยนี่หว่า…
เขาส่ายหน้าหัวเราะร่วน สลัดความหงุดหงิดเล็กๆ น้อยๆ นั้นทิ้งไป
รวบรวมสมาธิอีกครั้ง โม่หยิงเฉินดำดิ่งห้วงจิตลงสู่ทะเลความรู้สึึก แล้วเปิดหน้าต่างดาวชะตาของ มารเงาแห่งห้วงลึก ขึ้นมา
[ดาวชะตาขั้น 1: สนิทสนมห้วงลึก – ทักษะสภาวะเร่งเร้าพลังงานเปลี่ยนเป็นทักษะติดตัว แสดงผลตลอดเวลา]
[ดาวชะตาขั้น 2: เคลื่อนดาราเปลี่ยนวิถี – การโจมตีธาตุทุกชนิด ในขณะที่สร้างความเสียหาย จะสร้างโล่ป้องกันขึ้นมาคุ้มกายด้วย]
[ดาวชะตาขั้น 3: พลังงานไร้ขีดจำกัด – การใช้งานทักษะ จะไม่สูบกลืนค่าสติปัญญาอีกต่อไป]
[ดาวชะตาขั้น 4: ประทับตราพลังงาน – เป้าหมายทั้งหมดที่ถูกมารเงาแห่งห้วงลึกโจมตี จะถูกประทับตราพลังงานห้วงลึก มารเงาสามารถเทเลพอร์ตไปปรากฏตัวข้างกายเป้าหมายได้ตลอดเวลาในระยะเวลาที่ตรายังคงอยู่]
[ดาวชะตาขั้น 5: กายามารเงา – ลดความเสียหายจากการโจมตีทางกายภาพ 50% และลดความเสียหายจากการโจมตีทางเวทมนตร์ 50%]
[ดาวชะตาขั้น 6: จำลองธาตุ – มารเงาแห่งห้วงลึกสามารถบิดเบือนพลังงานห้วงลึก ให้กลายายเป็นการโจมตีของธาตุใดๆ ก็ได้ตามต้องการ]