ระบบฝึกสัตว์: ตำนานราชาวานรข้ามจักรวาล - บทที่ 74 ค่าพลัง... ไม่ใช่สิ่งสำคัญ?
หลิงเทียนเหมือนจะสำลักน้ำลายตัวเองเล็กน้อยเมื่อได้ยินข้อเสนอนั้น
เขาพยักหน้าช้า ๆ เป็นเชิงยอมรับความจริงในข้อกล่าวหา
เฮ้อ… ชายร่างใหญ่ถอนหายใจยาวเหยียด
กฎที่บรรพบุรุษตั้งไว้ คือใครผ่านการทดสอบ ตระกูลนั้นก็ได้โควตาเข้าสระมรดก 3 ที่ อีกตระกูลได้ 2 ที่
แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไป… การจ้างคนนอกมาช่วย เท่ากับเราต้องเสียโควตาไปฟรี ๆ 1 ที่
แถมคนที่จะผ่านบททดสอบนรกแตกแบบนี้ได้ ทักษะการต่อสู้ของสัตว์อสูรต้องเข้าขั้นปรมาจารย์
คนระดับนั้น… ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเสือซุ่มมังกรซ่อน ตัวตนระดับบิ๊กเบิ้มทั้งนั้น
ไอ้สระมรดกของเราเนี่ย เขาจะเห็นค่าหรือเปล่าก็ไม่รู้
เผลอ ๆ นอกจากโควตาเข้าสระแล้ว เราอาจจะต้องจ่ายค่าจ้างเป็นทรัพยากรจำนวนมหาศาลให้เขาอีกต่างหาก
กู้เป่ยว่างส่งเสียง อืม ในลำคอ เรื่องพวกนี้เขาคำนวณไว้ในใจหมดแล้ว
แต่แล้วหลิงเทียนก็เปลี่ยนน้ำเสียง แววตาเจ้าเล่ห์ฉายวาบขึ้นมา
ดังนั้น… โควตา 4 ที่นั่งที่เหลือ ถ้าจะมาแบ่งกันคนละครึ่งตามกฎเดิม… มันก็ดูจะไม่แฟร์เท่าไหร่
เอาอย่างนี้ไหม?
ใครที่เป็นคนหายอดฝีมือคนนั้นมาได้ และทำให้ภารกิจสำเร็จ…
ตระกูลนั้นรับไปเลย 3 ที่นั่ง
ส่วนอีกตระกูลที่ไม่ได้ทำอะไร… รับไป 1 ที่นั่งพอ
แน่นอนว่า ค่าจ้างของยอดฝีมือคนนั้น ตระกูลที่เชิญมาต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด แฟร์ไหม?
กู้เป่ยว่างขมวดคิ้วยุ่ง
ไอ้จิ้งจอกเฒ่าหลิงเทียน… มันกำลังวางหลุมพรางดักเขาอยู่ชัด ๆ
ไอ้ที่พล่ามมาเมื่อกี้ว่ากลัวความลับรั่วไหล... โกหกทั้งเพ
เขาสืบทราบมาว่า ช่วงนี้หลิงเทียนกำลังแอบติดต่อกับผู้ฝึกสัตว์ระดับ 5 จากเมืองหลวงอย่างลับ ๆ
ได้ข่าวว่าหมอนั่นมีสัตว์อสูรนักสู้พยัคฆ์สมิงที่มีทักษะการต่อสู้ระยะประชิดระดับเทพเจ้า
ซึ่งเหมาะเหม็งกับเงื่อนไขของดันเจี้ยนนี้ที่สุด
เงื่อนไขการผ่านด่านหุ่นเชิดโลหะ คือวัดกันที่ชั้นเชิงและกระบวนท่าล้วน ๆ
หุ่นพวกนั้นแพ้ทางสายเทคนิค ไม่ใช่สายพลัง
ทูตสวรรค์สงครามของเขา แม้จะเป็นสัตว์อสูรระดับสูง เพลงดาบก็ไม่ขี้เหร่ แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าบรรลุวิถียุทธ์
หลิงเทียนคงคำนวณมาแล้วว่า เขาไม่มีทางหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ทันเวลา
คิดจะกินรวบ 3 ที่นั่งสินะ…
กู้เป่ยว่างข่มความโกรธเอาไว้ในอก กัดฟันตอบกลับเสียงต่ำ
ตกลง… เอาตามที่แกเสนอ
ได้ 1 ที่นั่ง ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
ณ มหาวิทยาลัยเทียนอวิ๋น
ภายในห้องบรรยายขนาดใหญ่จุคนได้นับพัน ที่นั่งแทบทุกแถวถูกจับจองจนแน่นขนัด
โม่หยิงเฉินเลือกที่นั่งแถวหลัง ๆ อย่างผ่อนคลาย
ทางซ้ายมือของเขา คือเจ้าลิงยักษ์ต้าเซิ่งที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ เกาหัวแกรก ๆ ด้วยความอยู่ไม่สุข ดวงตาสีทองกลอกไปมา สำรวจสัตว์อสูรแปลกหน้าตัวอื่น ๆ ในห้องด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กได้มาเที่ยวสวนสัตว์
ทางขวามือ… คือเคนจอมดาบมรณะ
นั่งตัวตรงแน่วประหนึ่งกระบี่ที่ปักลงบนหินผา สงบนิ่ง เยือกเย็น แผ่รังสีห้ามรบกวนออกมารอบทิศทาง
จนทำให้นักศึกษาและสัตว์อสูรที่นั่งใกล้ ๆ ต้องขยับถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว
วิชาทักษะการโจมตีทั่วไปของสัตว์อสูรในวันนี้
เป้าหมายหลักคือพาเคนมาเรียนรู้วิถีแห่งดาบ
ส่วนต้าเซิ่ง… ไหน ๆ ก็เสียค่าหน่วยกิตไปแล้ว ก็เรียน ๆ ไปเถอะ เผื่อจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง
โม่หยิงเฉินพึงพอใจกับปฏิกิริยาของเคนมาก
เจ้านี่มันบ้าพลังในการฝึกฝนเสียยิ่งกว่าตัวเขาเองซะอีก
เมื่อคืนนี้ เขาเข้านอนพร้อมต้าเซิ่งจนตื่นมาตอนเช้า
ก็ยังเห็นเคนยืนอยู่ที่มุมเดิมในวิลล่า
กวัดแกว่งดาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
พอเขาหวังดีบอกให้พักผ่อนบ้าง มันกลับตอบกลับมาด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า
ข้าคือศาสตรา… ศาสตราไม่ต้องการการหลับใหล
ตรรกะของเคนนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
วิธีเดียวที่จะผสานจิตวิญญาณเข้ากับริวจินจักกะคือการใช้งานมัน
ทุกครั้งที่ฟันดาบออกไป คือการจูนคลื่นความถี่เข้าหากัน
เมื่อถึงจุดที่คลื่นตรงกัน… มันจะเอ่ยนามที่แท้จริงของดาบเล่มนี้ออกมาได้
เจอความขยันระดับปีศาจแบบนี้เข้าไป… โม่หยิงเฉินได้แต่ยอมใจ และสนับสนุนเต็มที่
…
อาจารย์ผู้สอนยังไม่มา
โม่หยิงเฉินกวาดสายตามองไปรอบห้องบรรยาย บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างแปลกตา
มันดูเหมือนงานมหกรรมสัตว์โลกน่ารักมากกว่าห้องเรียน
นักศึกษากว่าร้อยชีวิต พาสัตว์อสูรคู่กายเกือบสามร้อยตัวเข้ามาอัดแน่นอยู่ในห้อง
เสียงคำรามต่ำ ๆ เสียงร้องแหลมเล็ก และเสียงไหลเวียนของพลังธาตุต่าง ๆ ดังสับสนปนเป
ปูยักษ์ก้ามเลื่อยขนาดเท่ารถอีโคคาร์กำลังขยับก้าม ฉับ ฉับ ตัดอากาศเล่นอย่างสนุกสนาน
ทำเอาภูตพืชตัวจ้อยข้าง ๆ สั่นเป็นเจ้าเข้า
ถัดไปไม่ไกล โกเลมลาวาตัวหนึ่งกำลังทำเก้าอี้โลหะละลายจนแดงเถือก
เจ้าของต้องรีบเอาสเปรย์ความเย็นฉีดพ่นควันโขมง
เจี๊ยก
ต้าเซิ่งดูจะสนุกสนานเกินเบอร์ มันเลียนแบบท่านั่งท้าวคางของนักศึกษาแถวหน้า
แล้วก็ซุกซนยื่นนิ้วไปจิ้มขนนกเส้นสุดท้ายบนปีกของทูตสวรรค์ปีกหักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
โม่หยิงเฉินต้องตบหัวมันเบา ๆ หนึ่งที เจ้าลิงถึงยอมหดมือกลับมานั่งสงบเสงี่ยม
ทันใดนั้น
ชายวัยกลางคนในชุดอาจารย์สีเทาเรียบ ๆ ก็เดินขึ้นมาบนเวทีหน้าชั้นเรียน
เสียงอึกทึกในห้องค่อย ๆ เงียบลง
เอาล่ะ นักศึกษาทุกคน เตรียมตัวเริ่มเรียนได้
อาจารย์หวงหมิงกวาดสายตามองไปทั่วห้อง เห็นใบหน้ากระตือรือร้นของเหล่าเด็กใหม่แล้วก็ยิ้มมุมปาก
ปีนี้มีเด็กปีหนึ่งมาเยอะเหมือนกันนะเนี่ย
เขาปรับไมค์ให้เสียงดังชัดเจนทั่วห้อง
แต่ผมอาจจะต้องขอแสดงความเสียใจกับนักศึกษาส่วนใหญ่ด้วย
วิชาของผมในวันนี้… เน้นไปที่การสอนทักษะการใช้อาวุธและการถ่ายเทพลัง
ซึ่งเนื้อหาจะเจาะจงไปที่ สัตว์อสูรรูปร่างมนุษย์ ที่ใช้อาวุธเป็นหลัก
สำหรับสัตว์อสูรที่ต่อสู้ด้วยมือเปล่า อาจจะพอฟังเรื่องการถ่ายเทพลังได้บ้าง แต่คงได้ประโยชน์ไม่เต็มที่
ดังนั้น… สัตว์อสูรสายสัตว์ป่า , สายธาตุ , หรือสายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รูปร่างมนุษย์
เชิญไปลงชื่อขอคืนหน่วยกิตที่ผู้ช่วยหน้าประตูได้เลยครับ
อยู่ไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ
สิ้นคำประกาศ ห้องเรียนก็เกิดความโกลาหลทันที
อะไรวะเนี่ย? นึกว่าสอนโจมตีทั่วไป ทำไมต้องแบ่งแยกอาวุธด้วย?
นั่นสิ หมีดินของฉันอุตส่าห์แบกสังขารมาแท้ ๆ
ไปเหอะพวกเรา เจ้าก้อนไฟของฉันไม่มีมือด้วยซ้ำ จะไปถือดาบได้ไง
เสียงบ่นพึมพำดังระงม นักศึกษากว่าค่อนห้องลุกขึ้นพาสัตว์อสูรเดินออกจากห้องไปอย่างผิดหวัง
ใช้เวลาไม่ถึงนาที ห้องเรียนที่เคยแออัดก็โล่งตาจนน่าใจหาย
เหลือคนนั่งอยู่เพียงสามสิบกว่าคนเท่านั้น
ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรรูปร่างมนุษย์จะเป็นของหายากในโลกนี้จริง ๆ
อาจารย์หวงหมิงยืนไขว้มืออยู่ด้านหลัง มองดูการอพยพครั้งใหญ่อย่างใจเย็น
เมื่อความวุ่นวายสงบลง สายตาของเขาก็โฟกัสมาที่กลุ่มคนที่เหลืออยู่ และสัตว์อสูรรูปร่างมนุษย์หลากหลายเผ่าพันธุ์ข้างกายพวกเขา
ประโยคแรกที่เขาเอ่ยออกมาหลังจากความเงียบ… เปรียบเสมือนก้อนหินยักษ์ที่ทุ่มลงกลางบ่อน้ำ
จำไว้ให้ดี… ค่าสถานะของสัตว์อสูร… ไม่ใช่สิ่งสำคัญ
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในห้องชะงัก
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนจะระเบิดออกเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ฮะ?
อาจารย์พูดบ้าอะไรเนี่ย?
สเตตัสไม่สำคัญ? แล้วเราจะหน้าตั้งอัปเลเวลกันไปเพื่ออะไร? เพื่อความเท่เหรอ?
ถ้าสเตตัสไม่สำคัญ แล้วอะไรสำคัญล่ะ?
เสียงคัดค้านดังเซ็งแซ่ ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงงและไม่เชื่อหูตัวเอง