ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 128 พวกเป่ยหมานทั้งหลาย พวกเรามาแล้ว!!!
- Home
- ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 128 พวกเป่ยหมานทั้งหลาย พวกเรามาแล้ว!!!
บทที่ 128 พวกเป่ยหมานทั้งหลาย พวกเรามาแล้ว!!!
ในยามนั้น เหนือที่พำนักของตระกูลเซินหม่า มีเงาดำตัวหนึ่งบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า
เมื่อมองเห็นสถานการณ์เบื้องล่างแล้ว เงาดำนั้นก็บินกลับไปยังทิศทางที่มา
…
ผ่านไปหลายชั่วยาม
หลี่เต้านำผู้คนเดินทางผ่านเขตกันชนระหว่างพวกเป่ยหมานกับต้าเฉียนอย่างราบรื่น จนเข้าสู่ทุ่งหญ้าอาณาเขตของเผ่าถ่ามู่ได้สำเร็จ
จางเมิ่งมองดูทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ว่างเปล่า อดถามขึ้นไม่ได้ “หัวหน้า สถานที่รกร้างกว้างขวางขนาดนี้ พวกเราจะหาพวกเป่ยหมานได้อย่างไร?”
หลี่เต้าสูดลมหายใจลึก กลิ่นหญ้าเขียวโชยเข้าจมูก แม้ใกล้ฤดูหนาวแล้ว แต่ที่นี่ยังคงมีหญ้าเขียวปกคลุมทั่วพื้นที่ เขามองไปยังท้องฟ้าเบื้องไกลพลางกล่าวว่า “วางใจเถิด อีกไม่นานก็จะมีข่าวมาถึง”
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป พร้อมกับเสียงร้องยาว ไป๋เฉี่ยนร่อนลงมาจากท้องฟ้า
คราวนี้ไม่ได้เกาะบนบ่าของหลี่เต้าแต่เกาะนิ่งอยู่บนหัวม้าของหลี่เต้า
อาจเป็นเพราะทั้งคู่มีเลือดวิเศษม้าจึงไม่ตกใจเมื่อเผชิญหน้ากับไป๋เฉี่ยน ที่ดูน่าเกรงขาม
มันยืนนิ่งให้ไป๋เฉียนเกาะอยู่บนหัวของมัน
“เจี้ยว เจี้ยว!” เมื่อยืนมั่นคงแล้ว ไป๋เฉี่ยนก็ส่งเสียงร้องไปยังทิศทางหนึ่ง
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่เต้าจึงพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เจ้าจงนำทางไปข้างหน้าเถิด”
ไป๋เฉี่ยนร้องอีกครั้งก่อนจะกางปีกบินขึ้นไป
หลี่เต้าหันไปออกคำสั่งกับผู้คนเบื้องหลัง “ทุกคน ตามทิศทางที่ไป๋เฉี่ยน บินไป”
ทุกคนเข้าใจทันทีว่าทำไมพวกเขาถึงรอตั้งแต่เข้าสู่ทุ่งหญ้า ที่แท้ผู้นำทางตัวจริงคือเหยี่ยวไห่ตงชิงนามว่าไป๋เฉี่ยนตัวนี้นี่เอง
เมื่อเห็นการสื่อสารระหว่างคนกับนก พวกเขายิ่งรู้สึกเลื่อมใสในตัวหลี่เต้ามากขึ้นไปอีก
จางเมิ่งที่ตามหลังหลี่เต้ามองไปทางเสวียปิงแล้วอดพูดไม่ได้ว่า “เสวียปิง ข้าเพิ่งค้นพบว่าข้ามีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง”
“ความสามารถพิเศษอะไรหรือ?”
“ข้าพบว่าตนเองสามารถเข้าใจภาษานกได้บ้างแล้ว”
“หืม? เจ้าก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกันหรือ?”
“นอกจากข้าจะรู้สึกว่าเข้าใจภาษานกแล้ว ข้ายังรู้สึกว่าตนเองเข้าใจเสียงเห่าหอนของหมาป่าที่อยู่กับหัวหน้าอีกด้วย”
“น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ทั้งสองคนจ้องตากันด้วยความประหลาดใจ รู้สึกว่าช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
ในที่สุดทั้งสองก็ไม่ได้คิดมากไป เพราะความสามารถนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในยามที่ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง ไป๋เฉี่ยนก็หยุดลอยอยู่กลางอากาศในที่สุด
และไม่ไกลจากพวกเขาก็ปรากฏแสงสว่างวูบหนึ่ง
“หัวหน้า นั่นคือที่ชุมนุมของพวกเป่ยหมาน” เมื่อเห็นแสงไฟ จางเมิ่งก็นั่งไม่ติดเป็นคนแรก พูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เสวียปิงเอ่ยถามขึ้น “หัวหน้า พวกเราจะลงมือเมื่อไหร่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้ามองไปยังหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกล แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ในเมื่อเห็นแล้ว ก็จงลงมือมันเสียตอนนี้เลย!”
“หัวหน้า พวกเราจะ…”
เมื่อเห็นเสวียปิงลังเล หลี่เต้าเข้าใจความหมายของเขาทันที สายตาวาบขึ้น ก่อนจะเอ่ยว่า “จัดการปลดอาวุธพวกมันทั้งหมดก่อน”
พูดจบ เขาก็กระตุกบังเหียน ม้าก็พุ่งตรงไปยังแสงไฟที่อยู่ไม่ไกล
เสี่ยวเฮยที่อยู่ข้างกายเขาส่งเสียงหอนก่อนจะวิ่งตามไปอย่างสุดกำลัง
ส่วนจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านหลังเขา เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งตื่นเต้น
“ตามหัวหน้าไป พวกเราบุก!!!”
“พวกเป่ยหมานทั้งหลาย พวกเรามาแล้ว!!!”
“บุกเข้าไป ฮ่าๆๆ”
กลุ่มคนและม้าไม่คิดจะปิดบังอำพราง บุกเข้าไปยังค่ายด้านล่างราวกับโจรปล้นสะดม
ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากหลี่เต้าไม่ได้ปิดบังความเคลื่อนไหว ดังนั้นไม่นาน ตระกูลเซินหม่าก็พบความผิดปกติภายนอก
เซินหม่านั่งอยู่ในกระโจมพลางขมวดคิ้วฟังเสียงด้านนอก เอ่ยกับตัวเองว่า “ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้อึกทึกนัก? หรือว่าฝูงม้าจะเกิดอาละวาดขึ้น?”
ไม่นานนัก องครักษ์ตระกูลเซินหม่าคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านรีบออกไปดูข้างนอกเถิด มีกองกำลังใหญ่กำลังบุกเข้ามาหาพวกเรา ดูท่าทางพวกเขาไม่ได้มาดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซินหม่าก็นั่งไม่ติด ลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยว่า “เกิดอะไรขึ้น ในเวลาเช่นนี้จะมีกองกำลังใหญ่มาจากที่ใดกัน”
พูดจบก็เริ่มครุ่นคิดถึงสาเหตุ “หรือว่าจะเป็นเรื่องขัดแย้งกับตระกูลเซินฮวาคราวก่อน? ไม่ใช่สิ ก็ชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
“หรือว่าจะมีใครมาล้อเล่นกับข้า?”
คิดไปหลายตลบ เซินหม่าก็ยังไม่ได้นึกถึงกองทัพต้าเฉียนเลย
เพราะในสายตาของเขา มีแต่พวกเขาที่รุกรานต้าเฉียน จะมีชาวต้าเฉียนกล้าบุกมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้กองทัพของพวกเขาก็ไปถึงฝั่งต้าเฉียนแล้ว
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็คิดไม่ออก เซินหม่าจึงพูดอย่างเด็ดขาดว่า “เอาเถอะ ออกไปดูกันก่อน คงไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอก”
ในสายตาของเซินหม่า ตราบใดที่อยู่ในเขตแดนเผ่าถ่ามู่ตระกูลเซินหม่าของพวกเขาก็คงไม่มีปัญหาใหญ่ เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นผู้เลี้ยงดูกองทัพของเผ่าถ่ามู่
ผู้ที่รู้จักตระกูลเซินหม่าล้วนให้เกียรติเขาไม่มากก็น้อย ไม่มีใครกล้าทำอะไรเกินเลยนัก
ทว่าทันทีที่เขาเดินออกจากกระโจม เสียงการสังหารก็ดังขึ้นภายในอาณาเขตของตระกูล ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานของผู้คนมากมาย
เมื่อมองภาพความวุ่นวายเบื้องหน้า เซินหม่าไม่อาจเทียบภาพตรงหน้ากับความสงบสุขของตระกูลเซินหม่าในอดีตได้เลย
“ใครกัน!!” เซินหม่าตะโกนด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ระวังด้วยท่านหัวหน้าตระกูล!” ทันใดนั้น องครักษ์ข้างกายก็ผลักเขาออก
เซินหม่าเห็นเพียงง้าวยาวลายมังกรเปื้อนเลือดแทงทะลุร่างองครักษ์ที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ข้างกายเขา
จากนั้น ใบหน้าที่ทำให้เซินหม่าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาริษยาก็ปรากฏตรงหน้าเขา
“เจ้า… พวกเจ้าเป็นใครกัน!” แม้จะหวาดกลัว แต่เซินหม่าก็ยังถามออกไปด้วยเสียงอันสั่นเครือ
หลี่เต้าสะบัดพวกองครักษ์ที่อยู่บนง้าวมังกรทมิฬออกไปอย่างไม่ใส่ใจ มองชายวัยกลางคนตรงหน้าพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าจำชุดทหารบนตัวข้าไม่ได้หรือ?”
“หืม?” เซินหม่าได้ยินดังนั้นจึงพินิจดูการแต่งกายของคนตรงหน้าอย่างละเอียด ทันใดนั้นม่านตาของเขาก็เบิกกว้าง อุทานออกมาด้วยความตกใจโดยไม่รู้ตัว “พวกเจ้าคือชาวต้าเฉียน! เป็นไปได้อย่างไร!”
ในตอนนั้น เขาสังเกตเห็นบางอย่าง แววตาฉายแสงประกายแห่งความยินดี จึงตะโกนไปทางด้านหลังของหลี่เต้าทันที “พวกเจ้ารีบมาที่นี่ ฆ่ามันซะ!!”
ที่แท้ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด องครักษ์ที่คอยคุ้มกันเซินหม่าได้รวมตัวกันเข้ามาแล้ว เมื่อได้ยินคำสั่งของเซินหม่า พวกองครักษ์ก็พุ่งเข้ามาโดยไม่ลังเล
สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ หลี่เต้าพบพวกเขาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น การเคลื่อนไหวของพวกเขาจึงเป็นเพียงการเดินเข้ากับดักเท่านั้น
ง้าวมังกรทมิฬพาดผ่าน องครักษ์ทั้งหมดที่เข้ามาถูกตัดขาดเป็นสองท่อนทันที
[ฆ่าศัตรูแปดคน ได้รับคุณสมบัติ : 10.49]
ดูจากคุณสมบัติที่ระบบให้มา พวกองครักษ์เหล่านี้ก็ไม่เลวทีเดียว
เมื่อเห็นภาพนั้น เซินหม่าตกตะลึงจนแทบช็อก เขาไม่คิดว่าองครักษ์ที่ตนจ้างมาด้วยเงินก้อนโตจะอ่อนแอถึงเพียงนี้
สัญชาตญาณกระตุ้นให้เขาต้องหนี!
แต่ในชั่วขณะถัดมา เงาดำก็พุ่งเข้ามากดเขาลงกับพื้น
เมื่อเขาหันกลับไปมอง ก็เห็นปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวอันแหลมคมจ้องมาที่เขา พร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความดุร้าย
“เสี่ยวเฮย มันเป็นของเจ้าแล้ว แต่จำไว้ว่าอย่ากินของเสียอย่างพวกขยะเข้าไป มันอาจจะทำให้เจ้าปวดท้องได้” หลี่เต้าทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะมองไปยังความวุ่นวายที่เหลือในค่ายแล้วพุ่งเข้าไปสังหาร
จุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ของเขาส่วนหนึ่งคือการโจมตีชนเผ่าเป่ยหมาน อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้พวกเป่ยหมานเหล่านี้เพิ่มคุณสมบัติให้ตัวเอง
สุดท้าย เหลือเพียงหมาป่าและมนุษย์ที่จ้องตากันอยู่
เมื่อเห็นปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยว เซินหม่าก็แสดงแววตาสิ้นหวังออกมา