ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 151 ส่งออกเดินทาง
บทที่ 151 ส่งออกเดินทาง
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ: 86.16]
เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนของระบบ หลี่เต้าคิดในใจว่าสมดังคาด การคาดเดาของเขาไม่ผิด
มีเพียงคุณสมบัติโดยรวมระดับนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถต่อกรกับเขาที่ตอนนี้มีพลังกายถึงเก้าร้อยได้
แต่ถึงแม้คุณสมบัติจะมาถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่ถึงขั้นปรมาจารย์ แล้วปรมาจารย์ที่แท้จริงจะต้องมีคุณสมบัติโดยรวมมากแค่ไหนกันแน่
หลี่เต้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปัดความคิดนี้ทิ้งไป ตอนนี้ควรจัดการสถานการณ์ตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อน
แม้ว่าเซินเหลยจะตายแล้ว แต่ยังมีพวกปลาซิวอีกฝูงที่ต้องจัดการ
หลี่เต้ามองดูผู้ดูแลและคนอื่น ๆ ที่เหลือ ยกง้าวมังกรทมิฬขึ้นแล้วตะโกนขึ้น
“ทุกคนตามข้ามา บุกเข้าโจมตี!”
เมื่อคำสั่งดังขึ้น เขาก็พุ่งนำออกไปเป็นคนแรก
“ฆ่า!”
จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ก็ตะโกนเสียงดัง พุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่ลังเล
ทาสทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังสบตกันครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น แล้วเริ่มบุกเข้าไปที่ประตูเมือง
หลังจากที่รองเจ้าเมืองเซินเหลยตายไป คนที่เหลือก็เหมือนไก่ในเล้าที่แตกตื่น ถูกสังหารท่ามกลางฝูงชนอย่างง่ายดาย
หลี่เต้ามาถึงประตูเมืองบาปเป็นคนแรก
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครหลบหนี เซินเหลยสั่งให้คนปิดประตูเมืองบาปที่หนาหนักเอาไว้ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นประตูเมืองขนาดมหึมาตรงหน้า หลี่เต้าก็กระโดดขึ้น
“ไร้เทียมทาน! ทำลายทัพ!”
ง้าวถูกฟาดลงมา ประตูเมืองทั้งบานสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในชั่วขณะถัดมา รอยแตกก็แผ่กระจายไปทั่วประตูเมืองทีละชั้น ๆ
โครม!
ชั่วพริบตา ประตูเมืองก็แตกละเอียด ทิวทัศน์ภายนอกปรากฏแก่สายตาทุกคน
หลังทำทุกอย่างเสร็จสิ้น หลี่เต้ายืนนิ่งอยู่ข้างประตูเมือง
ไม่นานหลังจากนั้น เหล่าทาสที่ได้รับการปลดปล่อยทั้งหมดก็วิ่งกรูออกไปนอกประตูเมือง
ขณะที่จางเมิ่งและคณะกำลังจะวิ่งตามฝูงชนออกไปก็ถูกเรียกให้หยุด
หลี่เต้ามองกลุ่มคนพลางเอ่ยขึ้น “พวกเขาไม่ได้เห็นอิสรภาพมานาน จึงตื่นเต้นเช่นนี้ แล้วพวกเจ้าจะตื่นเต้นไปไย?”
“เช่นนั้น ความหมายของท่านหัวหน้าก็คือ…” เว่ยอวิ๋นพูดอย่างงุนงง
“พวกเจ้าไปกันหมดแล้ว แล้วของในเมืองบาปนี้ไม่เอาไปด้วยหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็พลันเข้าใจ
พวกเขาใช้ความพยายามมากมายในการยึดเมืองบาป หากจะจากไปเช่นนี้ก็เท่ากับเสียแรงเปล่า
ทันใดนั้น เสวียปิงก็ถามขึ้นว่า “แต่ท่านหัวหน้า พวกเราคนน้อยแบบนี้จะขนของไปได้สักเท่าไร”
หลี่เต้ากวาดตามองพวกทาสที่กระโดดโลดเต้นอย่างอิสระอยู่ด้านนอกแล้วเอ่ยตอบ “พวกเจ้าขนไม่ไหว แล้วพวกเขาล่ะ”
“พึงรู้ไว้ว่าอิสรภาพไม่ได้หมายถึงแค่การเดินออกจากประตูเมืองบาปเท่านั้น แต่ต้องรอจนกว่าพวกเขาจะกลับถึงแดนต้าเฉียนจึงจะนับว่าสำเร็จ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเขาล้วนมีความบกพร่องไม่มากก็น้อย หากไม่เอาของติดตัวกลับไปบ้าง จะมีชีวิตรอดได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ทุกคนก็เข้าใจในทันที
“รีบลงมือเร็วเข้า เหตุการณ์ที่เมืองบาปครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าจะกำจัดรากถอนโคนได้หมด พวกเราต้องรอให้คนของเผ่าถ่ามู่รู้ตัวก่อน แล้วค่อยส่งคนเหล่านี้ออกจากเผ่าถ่ามู่”
“ขอรับ”
ดังนั้น ทุกคนจึงรีบวิ่งออกไปนอกเมืองบาปเพื่อไปตามคน
เมื่อผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเข้าใจสถานการณ์แล้ว ก็ได้สติจากความยินดีก่อนหน้า หันกลับมาร่วมภารกิจปล้นสะดมเมืองบาปทันที
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป
ด้วยความพยายามของทุกคน ในที่สุดพวกเขาสามารถปล้นสะดมเมืองบาปได้เกือบทั้งหมดทันก่อนฟ้ามืด สิ่งของที่ขนไปได้ก็ขนไปจนหมด
ส่วนสิ่งที่ขนไปไม่ได้ก็ถูกเผาจนหมดสิ้นด้วยไฟกองสุดท้าย เผาจนไม่เหลือซาก
หลี่เต้าขี่ม้านำหน้าขบวน มองดูกองกำลังด้านหลังแล้วออกคำสั่งว่า “ออกเดินทางกันเถอะ”
ตอนมามีเพียงหกร้อยคน แต่ตอนกลับจำนวนคนเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า ขบวนยืดยาวมาก
ในเวลาเดียวกัน ภายในเมืองบาป
หลังจากหลี่เต้าและคณะจากไปไม่นาน ผู้รอดชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองบาปก็ค่อย ๆ ออกมาจากที่ซ่อน
เมื่อเห็นไฟที่ลุกไหม้ทั่วเมืองบาปและซากปรักหักพัง ดวงตาของคนเหล่านี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความพยายามหลายปีของพวกเขาพังทลายในพริบตา
มีคนหนึ่งกัดฟันด้วยความแค้นเคืองพูดขึ้น “พวกทาสชั่วกล้าดีก่อกบฏ!”
ไม่นานก็มีคนเอ่ยขึ้นอีก “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพูดเรื่องพวกนี้ ควรรีบรายงานเรื่องเมืองบาปก่อน”
“รองเจ้าเมืองตายแล้ว พวกเราจะไปรายงานใคร”
“ไปหาท่านเจ้าเมือง ให้ท่านเจ้าเมืองจัดการกับคนพวกนั้น และต้องรีบทำโดยเร็ว พวกนั้นขนทรัพย์สินไปจากเมืองบาปมากเกินไป ต้องส่งคนไปสกัดก่อนที่พวกเขาจะออกจากเขตแดนชนเผ่าเป่ยหมาน”
“ได้ ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปหาท่านเจ้าเมืองเพื่อให้ท่านตัดสินความยุติธรรมให้พวกเรากันเถอะ หากท่านเจ้าเมืองลงมือ พวกนั้นต้องต้านทานไม่อยู่แน่”
หนึ่งวันต่อมา
บนทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งของเผ่าถ่ามู่ มีค่ายทหารขนาดใหญ่ของชนเผ่าเป่ยหมานตั้งอยู่
ภายในกระโจมหนึ่ง มีบุรุษร่างกายานั่งอยู่บนที่นั่งประธาน
เบื้องหน้าเขามีผู้คนมากมายในสภาพมอมแมมกำลังคุกเข่าอยู่
หลังจากฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาจบ สีหน้าของบุรุษผู้นั้นก็เปลี่ยนไป เขาลุกพรวดขึ้นมา “พวกเจ้าว่าอะไรนะ? เมืองบาปถูกทำลายแล้ว!”
ผู้ที่คุกเข่าอยู่แถวหน้าสุดรีบก้มศีรษะคำนับพลางกล่าว “ขอรับ ท่านเจ้าเมือง”
บุรุษผู้นั้นโกรธจนหัวเราะออกมา “เมืองบาปอยู่ใกล้กับใจกลางดินแดนของเผ่าถ่ามู่ มีคนคอยป้องกันมากมาย อีกทั้งยังมีเซินเหลย เจ้านั่นก็อยู่ด้วย แต่เจ้ากลับมาบอกข้าว่าเมืองบาปถูกทำลายด้วยคนแค่ไม่กี่ร้อยคนกับทาสกลุ่มหนึ่ง เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าอยู่หรือไร”
“ท่านเจ้าเมือง พวกข้าไม่กล้าหลอกลวงท่าน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ขอรับ”
“พวกเจ้าแน่ใจหรือ พึงรู้ไว้ว่าผู้ที่กล้าหลอกลวงข้าไม่มีจุดจบที่ดีแน่”
“เป็นความจริงขอรับ!”
บุรุษผู้นั้นหัวเราะเย็นเยียบ “เช่นนั้นข้าจะถามพวกเจ้า หากเมืองบาปถูกทำลายจริง ตอนนั้นพวกเจ้าอยู่ที่ใด?”
“พวกเรา… ข้า…”
เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยขึ้น ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นไม่กล้าตอบคำ จะให้บอกว่าพวกตนเห็นสถานการณ์ไม่ดีเลยหนีไปซ่อนตัวได้อย่างไร
เมื่อเห็นเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หยุดชะงักในทันที
“มา จับคนพวกนี้ลากออกไปประหาร ให้ม้าห้าตัวฉุดกระชากจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างตกใจจนสีหน้าซีดเผือด รีบวิงวอนขอความเมตตา
“ท่านเจ้าเมือง พวกข้าเป็นผู้บริสุทธิ์”
“มิใช่ว่าพวกข้าไม่อยากปกป้องเมืองบาป เพียงแต่พวกข้าไม่มีกำลังความสามารถพอขอรับ!”
“ใช่แล้วท่านเจ้าเมือง ได้โปรดละเว้นพวกข้าด้วย”
บุรุษผู้นั้นมองกลุ่มคนที่ถูกจับตัวไว้พลางหัวเราะเยาะ “ตอนที่เมืองบาปทำให้พวกเจ้าอยู่ดีกินดี พวกเจ้าแย่งกันเข้ามาจนหัวร้างข้างแตก แต่บัดนี้เมืองบาปถูกทำลายแล้ว พวกเจ้าก็ตกตายตามไปเสียเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กลุ่มคนเหล่านั้นก็เข้าใจในทันทีว่าเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
ชั่วขณะนั้นในใจเต็มไปด้วยความเสียใจนับหมื่นพัน หากรู้เช่นนี้แต่แรก พวกเขาก็คงหนีออกจากเมืองบาปไปพร้อมกับคนเหล่านั้นแล้ว
ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานดังมาจากด้านนอก
ครู่ต่อมา องครักษ์หลายนายก็เดินเข้ามาในกระโจม
“ท่านเจ้าเมือง พวกนั้นถูกจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”
ชายหนุ่มพยักหน้าลุกขึ้น “ไปบอกแม่ทัพใหญ่ให้ข้า แล้วจัดการเก็บข้าวของ เตรียมตัวกลับเมืองบาปกับข้า ข้าอยากเห็นกับตาว่าเมืองบาปถูกทำลายจริงหรือไม่”
จนถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็ยังไม่เชื่อว่าเมืองบาปของตนจะถูกทำลาย เว้นแต่จะได้เห็นกับตาตนเอง