ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 152 กลับสู่เมืองบาป
บทที่ 152 กลับสู่เมืองบาป
หนึ่งวันครึ่งต่อมา
ภายใต้การนำของหลี่เต้า พวกเขาคุ้มกันทาสที่ช่วยมาได้ เดินทางมาถึงเขตชายแดนระหว่างต้าเฉียนและชนเผ่าเป่ยหมาน
ที่การเดินทางราบรื่นเช่นนี้ก็เพราะความช่วยเหลือของไป๋เฉี่ยน มันบินอยู่บนท้องฟ้าคอยมองภาพรวมให้ขบวน ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นได้มากมายในระหว่างทาง
หลังจากขบวนเกวียนหยุดลง หลี่เต้ามองไปทางเว่ยอวิ๋น “พี่เว่ย ต่อจากนี้รบกวนท่านพาพวกเขาไปเมืองจ่างผิงด้วย”
ตามหลักแล้ว คนที่ช่วยมาได้เหล่านี้ควรจะถูกจัดสรรไปอยู่ที่ค่ายหวงซา
แต่เมื่อเทียบกับเมืองจ่างผิงแล้ว ค่ายหวงซาด้อยกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมหรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน
“เข้าใจแล้ว รับรองว่าจะพาพวกเขาไปถึงเมืองจ่างผิงอย่างปลอดภัย” เว่ยอวิ๋นพยักหน้า จากนั้นเขาก็ถามว่า “แล้วหลังจากจัดการพวกเขาเรียบร้อยแล้ว พวกข้าต้องกลับมาช่วยอีกหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็หันมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “แม้แต่ข้ายังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ เจ้าคิดว่าหากมีเจ้าเพิ่มเข้ามาจะช่วยแก้ปัญหาได้หรือ”
เว่ยอวิ๋น “…”
เพียงประโยคเดียวก็ทำลายศักดิ์ศรีของเขาไปไม่น้อยแล้ว
แต่ก็พูดถูก หากแม้แต่หลี่เต้ายังแก้ปัญหายุ่งยากนี้ไม่ได้ หากเขาไปยุ่งด้วยก็คงได้แต่ตายตามเท่านั้น
หลี่เต้าก้าวเข้ามาตบบ่าเว่ยอวิ๋น “เอาล่ะ เมื่อกลับไปเมืองจ่างผิงแล้ว เจ้าก็ฝึกทหารตามวิธีที่ข้าบอกให้ดี ๆ รอพวกข้าเที่ยวเล่นที่นี่อีกสักพัก ก็จะกลับไปหาพวกเจ้า”
เที่ยวเล่น? เว่ยอวิ๋นบ่นอยู่ในใจ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้ใดถือเอาเรื่องอันตรายเช่นนี้เป็นการเที่ยวเล่น
ไม่นานหลังจากนั้น เว่ยอวิ๋นและผู้คนจากค่ายเว่ยอู่ก็พาคนที่ช่วยมาได้ทั้งหมดออกเดินทางไป
มองดูเงาร่างของเว่ยอวิ๋นและคนอื่นค่อย ๆ หายลับไป เสวียปิงหันมาถาม “หัวหน้า แล้วต่อจากนี้พวกเราจะไปที่ใดกัน”
“ไปที่ใดรึ” หลี่เต้าหันไปมองทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่แวบหนึ่ง ก่อนจะตอบ “ไปเมืองบาป”
“เมืองบาป?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสวียปิงก็ทำหน้างุนงง “หัวหน้า เมืองบาปถูกพวกเรากวาดล้างจนว่างเปล่าแล้ว จะไปที่นั่นทำไมอีกขอรับ”
“ใครบอกว่าเมืองบาปว่างเปล่า” หลี่เต้าหันหลังกลับมาพูด “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่นั่นยังมีเจ้าเมืองอีกผู้หนึ่งที่ยังไม่ปรากฏตัว”
“เช่นนั้นความหมายของหัวหน้าคือ…”
“หากมีจุดเริ่มต้นก็ต้องมีจุดจบ เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วขอรับ” เสวียปิงถามอีกว่า “หัวหน้า คราวนี้พวกเราจะไปทางอ้อมหรือไม่?”
“ไม่ต้องแล้ว คราวนี้บุกตรงไปได้เลย” หลี่เต้าตอบ
…
ในเวลาเดียวกัน
เซินหลัว เจ้าเมืองบาป หลังจากเร่งเดินทางไม่ได้หลับไม่ได้นอนเป็นเวลานาน ก็สามารถนำกองกำลังองครักษ์กลับมาถึงเมืองบาปได้สำเร็จ
เมื่อผ่านประตูเมืองเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามีเพียงซากปรักหักพังและความรกร้าง
เมื่อได้กลิ่นไม้ไหม้ที่ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศก็อดไม่ได้ที่จะย่นจมูกลงเล็กน้อย
กรอด! เสียงขบฟันดังขึ้นจากปากของเซินหลัว
“ใครกัน!” เซินหลัวตาแดงก่ำ คำรามออกมา เมื่อเห็นเมืองบาปที่ตนเองลงแรงสร้างมาหลายปีกลายเป็นซากปรักหักพัง
ทันใดนั้น พลังอามหิตก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา แรงปะทุนั้นทำให้องครักษ์โดยรอบต้องถอยกรูดไปด้านหลัง ไม่อาจเข้าใกล้ได้
แกร็ก! แม้แต่พื้นใต้เท้าของเขาก็แตกร้าวภายใต้พลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้
พลังนี้คงอยู่พักใหญ่ก่อนมันจะค่อย ๆ สงบลง
เซินหลัวขบฟันหันไปมององครักษ์ที่อยู่เบื้องหลัง แล้วกล่าวอย่างเด็ดขาด “ไปสืบมาให้ข้า สืบให้รู้ว่าใครเป็นคนทำ ข้าจะสับร่างมันเป็นหมื่นชิ้น!”
“ขอรับ ท่านเจ้าเมือง!”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันแล้ว
ในห้องโถงร้างของจวนเจ้าเมือง เซินหลัวนั่งอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน หลังจากเมืองบาปถูกทำลาย เขาไม่ได้หลับตาลงเลยแม้แต่น้อย เพื่อจะได้รับข้อมูลของตัวการที่ก่อเรื่องในทันทีที่มีความคืบหน้า
“ท่านเจ้าเมือง มีความคืบหน้าแล้วขอรับ”
ทันใดนั้น องครักษ์นายหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามา แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเซินหลัว
“พูดมา!” เซินหลัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“หลังจากสอบถามผู้รอดชีวิตบางคนในเมือง หายนะที่เกิดขึ้นกับเมืองบาปครั้งนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับทหารต้าเฉียน” องครักษ์รายงาน
ทหารต้าเฉียน!
เซินหลัวชะงักไป ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “เป็นไปได้อย่างไร แนวหน้าถูกกองทัพปิดล้อมแล้ว ทหารต้าเฉียนจะปรากฏตัวในชนเผ่าเป่ยหมานได้อย่างไร ถึงขั้นมาถึงเมืองบาปนี้?”
“ท่านเจ้าเมือง เป็นความจริงขอรับ ตามการวิเคราะห์ของพวกเรา น่าจะมีทหารต้าเฉียนบางส่วนปลอมตัวเป็นกองทัพแนวหน้า แทรกซึมเข้ามาในเมืองบาป แล้วก่อเหตุทั้งหมดนี้”
“แล้วเจ้าเซินเหลยนั่นล่ะ ไปไหน?”
“รายงานท่านเจ้าเมือง รองเจ้าเมืองเซินเหลยสิ้นแล้ว พวกเราพบศพของเขาแล้ว”
“ตายแล้ว!? เจ้าชั่วนั่นตายได้อย่างไรกัน!? ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายจะตายง่าย ๆ ได้อย่างไร!?”
ทันใดนั้น เซินหลัวก็เงยหน้าขึ้นถามอีก “พวกมันหนีออกจากเมืองบาปไปเป็นกลุ่มใหญ่เช่นนั้น จะตามร่องรอยพวกมันพบหรือไม่?”
องครักษ์แสดงสีหน้าลำบากใจ ส่ายหน้าพลางกล่าว “จากการสอบถาม พวกนั้นจากไปเกือบสามวันแล้ว ตอนนี้คงไล่ตามไม่ทันแล้ว”
เซินหลัวตบโต๊ะข้างกายแตกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยความโกรธ กัดฟันพูด “เช่นนั้นจะให้ปล่อยผ่านไปเฉย ๆ หรือ!?”
ในตอนนั้นเอง องครักษ์อีกนายได้รีบวิ่งเข้ามาจากด้านนอกพลางรายงาน
“ท่านเจ้าเมือง มีทหารม้ากลุ่มหนึ่งปรากฏตัวนอกเมือง ดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นทหารม้าของต้าเฉียน”
“ทหารม้าต้าเฉียน?” เซินหลัวลุกพรวดจากเก้าอี้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ “หรือว่าพวกนี้คือคนที่ทำลายเมืองบาปของข้า”
องครักษ์ที่เข้ามารายงานก่อนหน้าเอ่ยขึ้น “ท่านเจ้าเมือง มันเป็นไปได้มากขอรับ เพราะในเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกองทัพต้าเฉียนสองกองปรากฏตัวที่นี่พร้อมกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซินหลัวไม่รู้ว่าควรโกรธหรือหัวเราะดี
“ดีนัก ทำลายเมืองของข้า ฆ่าคนของข้า แล้วยังกล้ากลับมาอีก ข้าอยากจะรู้นักว่าใครให้ความมั่นใจพวกมัน!”
นอกเมืองบาป
ทหารม้าที่มาถึงเมืองบาปไม่ใช่ผู้ใดที่ไหน แต่เป็นหลี่เต้าและคณะ
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน พวกเขาก็กลับมาถึงที่นี่อีกครั้ง
“หัวหน้า ท่านว่าเจ้าเมืองบาปผู้นั้นจะกลับมาแล้วหรือไม่ พวกเราคงไม่ได้เดินทางมาเสียเปล่ากระมัง” จางเมิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ถามขึ้น
หลี่เต้ามองร่างหลายร่างที่โผล่ศีรษะออกมาจากกำแพงเมืองเบื้องหน้า “ไม่ต้องกังวล รอดูเท่านั้นแหละ”
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป จู่ ๆ จางเมิ่งและคนอื่นก็เห็นกองกำลังกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากประตูเมืองที่พังทลายของเมืองบาป
ผู้นำกลุ่มดึงดูดสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว
แม้จะห่างออกไปหลายร้อยจั้ง แต่ร่างของอีกฝ่ายในยามนี้แผ่จิตสังหารเข้มข้น จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ขนลุกชันขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว
“หัวหน้า คนผู้นี้ดูท่าจะไม่ใช่คนที่จะรังแกง่าย ๆ” จางเมิ่งอดไม่ได้ที่จะพึมพำ
หลี่เต้าพยักหน้าแสดงความเห็นด้วย เพราะเขาได้กลิ่นอายที่แตกต่างจากผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนทั่วไปจากร่างของอีกฝ่าย
แม้ยังไม่ทันได้ปะทะกัน แต่กลิ่นอายนี้ทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น
หากมีแรงกดดันก็ย่อมมีแรงผลักดัน เลือดลมในร่างของเขาเดือดพล่านขึ้นมาตามแรงกดดันที่อีกฝ่ายส่งมาโดยไม่รู้ตัว
อีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาใกล้โดยตรง แต่หยุดลงกะทันหันในระยะห่างออกไปร้อยจั้ง
ไม่นาน เสียงแหบแห้งก็ดังขึ้น
“พวกเจ้านี่เองที่ทำลายเมืองบาปที่ข้าทุ่มเทสร้างมาหลายสิบปี”
แม้จะอยู่ห่างออกไปไกล หลี่เต้าก็ยังได้ยินน้ำเสียงแฝงความแค้นเคืองและเจตนาสังหารจากอีกฝ่าย
ทว่าหลี่เต้ายังไม่ทันได้พูดโต้กลับ จางเมิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน
“เจ้าคือเจ้าเมืองบาปหรือ? น่าเสียดายจริง ๆ ที่ตอนนั้นเจ้าไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นเจ้าก็คงจะได้เห็นกับตาว่าเมืองบาปถูกทำลายอย่างไร”
พูดจบ ก็พบว่าคนรอบข้างต่างมองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง
“เจ้าจางนี่กล้าจริง ๆ” เสวียปิงอดพูดไม่ได้
“กลัวอะไร มีหัวหน้าอยู่ด้วย” จางเมิ่งไม่ได้ใส่ใจ
ไม่ไกลออกไป เมื่อเซินหลัวได้ยินคำพูดของจางเมิ่ง เปลือกตาก็กระตุกอย่างห้ามไม่อยู่ เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เขากดข่มความโกรธในใจพลางกล่าวว่า “วาจาเช่นนี้ ดูจะหยิ่งผยองเกินไปแล้วกระมัง”
เขาเป็นถึงเจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์ เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ใกล้จะก้าวเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน
เมื่อได้ยินคำพูดของเซินหลัว ทุกคนรวมถึงเสวียปิงต่างมองไปที่จางเมิ่งอย่างไม่รู้ตัว
จางเมิ่งมองไปทางหลี่เต้า เมื่อเห็นว่าหัวหน้าของตนไม่ได้คัดค้าน จึงเอ่ยปากขึ้นอีก “หยิ่งผยองรึ? การหยิ่งผยองมันผิดกฎหมายหรือกฎข้อไหนบอกว่าข้าไม่สามารถหยิ่งผยองได้”
ประโยคนี้เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถางอย่างที่สุด