ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 157 รวมพลังปราณเป็นตาข่าย
บทที่ 157 รวมพลังปราณเป็นตาข่าย
หลังผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ กระแสความร้อนในร่างก็จางหายไป เขาเงยหน้าขึ้นมองดูระบบอีกครั้ง
[เจ้านาย: หลี่เต้า]
[พลังกาย: 1282.92]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้: 0]
พลังกายของเขาได้ทะลุพันไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
และสามารถบรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนอยู่ในค่ายนักโทษประหารอีก ทั้งยังเกินกว่าที่คาดไว้มากทีเดียว
แต่จากสถานการณ์ในตอนนี้ เป้าหมายเล็ก ๆ ก่อนหน้านี้ของเขายังไม่สามารถทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้เพียงพอ
เพราะเหนือขั้นปรมาจารย์ยังมีขั้นราชาปรมาจารย์ และเหนือราชาปรมาจารย์ก็ยังมีมหาราชาปรมาจารย์
และหากเป็นตามที่เขาคาดเดา เหนือขั้นมหาราชาปรมาจารย์ก็ยังต้องมีอีกหลายระดับขั้นอย่างแน่นอน
ฉะนั้นจึงหยุดเพิ่มพูนพลังวิชาไม่ได้เลย
คิดมาถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็พึมพากับตัวเอง “งั้นก็ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ใหม่แล้วกัน”
“ขอเพิ่มพลังให้ถึงหนึ่งแสนก่อนค่อยว่ากัน”
รุ่งเช้าวันถัดมา
ภายใต้สายตาที่เปี่ยมด้วยความยินดีของจางเมิ่งและคนอื่น ๆ หลี่เต้านำ ‘ยาวิเศษ’ ที่ปรุงเสร็จแล้วมาวางไว้ตรงหน้าทุกคน
จางเมิ่งมองดูถังด้วยความดีใจพลางถาม “หัวหน้า นี่เป็นยาวิเศษอีกแล้วหรือขอรับ?”
หลี่เต้าพยักหน้า “เมืองบาปถูกทำลายแล้ว พวกเจ้าล้วนมีความดีความชอบ ยาวิเศษเหล่านี้เป็นรางวัลสำหรับพวกเจ้า”
“ขอบพระคุณหัวหน้าขอรับ!”
พูดจบ จางเมิ่งก็อุ้มถังน้ำวิ่งไปหาเสวียปิงและคนอื่น ๆ ด้วยความตื่นเต้น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
หลี่เต้ามองดูกลุ่มคนที่นั่งอยู่บนพื้นกำลังดูดซับพลังที่แฝงอยู่ในเลือดวิเศษ
อาจเป็นเพราะหลี่เต้าแข็งแกร่งขึ้น ทำให้พลังที่อยู่ในเลือดวิเศษมีเพิ่มขึ้นตามพลังนั้นไปด้วย ในตอนนี้การดูดซับเลือดวิเศษจึงมีปฏิกิริยารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ภายใต้การกระตุ้นของเลือดวิเศษ ผิวของพวกเขาแต่ละคนเริ่มแดงขึ้น บางคนถึงกับมีไอสีขาวลอยออกมาจากร่างกาย
จากสถานการณ์ที่สังเกตได้ในตอนนี้ คาดว่าอีกสองครั้ง จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นผลของเลือดวิเศษก็จะลดลงอย่างมาก
แม้ว่าถึงตอนนั้นแล้วผลของเลือดวิเศษจะลดลง แต่มันก็หมายความว่าศักยภาพของพวกเขาได้รับการพัฒนาถึงขีดสุดแล้ว
ดูได้จากตอนนี้ หลังจากใช้เลือดวิเศษ นอกจากร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญของพวกเขาอย่างมากด้วย
อาจจะยังสู้อัจฉริยะบางคนในด้านการบำเพ็ญไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดามากแล้ว
ไม่นานนัก จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ก็ดูดซับพลังในเลือดวิเศษจนหมด
เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ หลังจากดูดซับเลือดวิเศษเสร็จ จิตใจและพลังของทุกคนก็ถึงจุดสูงสุดอย่างเห็นได้ชัด สายตาที่พวกเขามองมายังหลี่เต้าก็เต็มไปด้วยความเทิดทูนมากยิ่งขึ้น
หืม?
หลี่เต้าพลันรู้สึกถึงบางสิ่ง
เขาขยายการรับรู้ของตนเองออกไปจนสุด แล้วแผ่มันออกไป ไม่นานนักเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ในการรับรู้ของเขา เขาค้นพบพลังลมปราณภายในร่างกายของตนเอง
พลังลมปราณของเขาเป็นสีแดงเข้ม กระจายอยู่ทั่วทั้งร่าง
แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่พิเศษ
สิ่งที่พิเศษคือบนพลังลมปราณของเขามีเส้นสีแดงที่ประกอบด้วยพลังลมปราณนับร้อยเส้น ทอดยาวออกไป
เมื่อมองตามเส้นพลังลมปราณเหล่านี้ เขาพบว่าปลายทางของเส้นพลังลมปราณแต่ละเส้นได้เชื่อมต่ออยู่กับร่างของจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ทุกคนมีเส้นใยเหล่านี้
เช่นเดียวกันกับจางเมิ่งและคนอื่น ๆ พลังลมปราณระหว่างพวกเขาก็เชื่อมต่อถึงกัน รวมกันเป็นตาข่ายสีแดงขนาดมหึมา
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…”
หลี่เต้ารู้สึกประหลาดใจเมื่อพบเห็นสิ่งเหล่านี้
เพราะพลังกองทัพวิญญาณนั้นประกอบขึ้นจากพลังลมปราณเหล่านี้
โดยทั่วไปแล้ว พลังลมปราณของคนเพียงคนเดียวไม่ได้มีความหมายอะไร และไม่สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งใดได้ แต่เมื่อพลังลมปราณของคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน มันก็จะก่อตัวขึ้นเป็นพลังบนสนามรบเรียกว่าอำนาจกองทัพวิญญาณ
ในตัวบุคคลเรียกว่าพลังอำนาจ
ในตัวฮ่องเต้เรียกว่าอำนาจจักรพรรดิ หรือเรียกอีกอย่างว่าอำนาจราชา
โดยสรุปแล้ว พลังลมปราณเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องได้ยาก ไม่สามารถบำเพ็ญได้ จะเกิดขึ้นได้จากการบ่มเพาะของตนเองเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้หลี่เต้าประหลาดใจก็คือ โดยปกติแล้วพลังลมปราณจะถูกเก็บซ่อนอยู่ภายใน จะแผ่ออกมาก็ต่อเมื่อถูกอารมณ์ของผู้ใช้กระตุ้นเท่านั้น
แต่ตอนนี้เขากลับสามารถรับรู้ถึงพลังลมปราณของตัวเองและจางเมิ่ง รวมถึงคนอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น จากสถานการณ์ตอนนี้ เขายังสามารถใช้พลังลมปราณของตนไปกระตุ้นพลังลมปราณของจางเมิ่งและคนอื่น ๆ จนก่อเกิดเป็นกองทัพวิญญาณขึ้นมาได้
นี่หมายความว่าอะไร?
นี่หมายความว่าต่อไปนี้ เพียงแค่เขาอยู่ข้างกายจางเมิ่งและคนอื่น ๆ เขาก็จะสามารถกระตุ้นกองทัพวิญญาณของพวกเขาได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องพึ่งพาอารมณ์อีกต่อไป
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ในฐานะที่เป็นต้นกำเนิดพลังลมปราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกองทัพวิญญาณ เมื่อพลังลมปราณเชื่อมต่อกัน เขายังสามารถช่วยแบ่งเบาความกดดันให้จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ได้ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็สามารถช่วยแบ่งเบาความกดดันจากเขาได้เช่นกัน
“เลือดวิเศษช่างเป็นของวิเศษจริง ๆ”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เต้ายิ่งประเมินค่าของเลือดวิเศษสูงขึ้นไปอีก พึงรู้ว่าตอนแรกเริ่มนั้น เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเลือดวิเศษมากนัก
แต่บัดนี้เมื่อมองดูอีกครั้ง เลือดวิเศษมีประโยชน์มหาศาลต่อการพัฒนาของตน
หลังจากที่เข้าใจความผิดปกติในร่างกายอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว หลี่เต้าก็มีความมั่นใจในสิ่งที่จะต้องทำต่อไปมากขึ้น
หลี่เต้ามองดูจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งว่า “จัดเก็บข้าวของ เตรียมตัวออกเดินทาง”
“ขอรับ!”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตา หนึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป
วันนี้ทุ่งหญ้าของชนเผ่าเป่ยหมานต้อนรับหิมะครั้งแรกหลังจากย่างเข้าฤดูหนาว
เผ่าถ่ามู่ ณ ท้องพระโรง
ราชาถ่ามู่ทุบโต๊ะหินอย่างแรง ฝ่ามือทิ้งรอยประทับลึกไว้บนโต๊ะ แสดงให้เห็นถึงพละกำลังอันน่าเกรงขาม
นัยน์ตาเยียบเย็นของพระองค์กวาดมองกลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ใบหน้ามืดครึ้ม กัดฟันกรอดพลางตรัสว่า “นี่คือคำชี้แจงที่พวกเจ้ามีให้ข้าหรือ”
“มันเป็นแค่กองกำลังทหารม้าสามร้อยกว่านาย แต่พวกเจ้ากลับใช้เวลาตั้งหนึ่งเดือนแล้วยังจับพวกมันไม่ได้”
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากองกำลังทหารม้านี้สร้างความเสียหายให้เผ่าถ่ามู่ของพวกเรามากเพียงใดในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา”
เมื่อได้ยินวาจานี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก้มหน้าลงด้วยความละอาย
มองดูกลุ่มคนเหล่านี้ ราชาถ่ามู่ถึงกับโมโหจนแทบระเบิด เขาโยนแผ่นหนังแกะที่ใช้จดบันทึกลงไปด้านล่างบัลลังก์ แล้วเอ่ยเสียงเย็น “เซินถู เก็บมันขึ้นมาอ่านให้ข้าฟัง ให้พวกไร้ประโยชน์เหล่านี้ได้ยินด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ท่ามกลางฝูงชน เซินถูร่างอ้วนค่อย ๆ คลานมาที่หน้าบัลลังก์อย่างระมัดระวัง แล้วหยิบเอาแผ่นหนังแกะขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
เมื่อเห็นตัวอักษรที่เขียนบนแผ่นหนังแกะ ใบหน้าของเขาก็แข็งค้าง มือทั้งสองข้างสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว