ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 158 เชิญแม่ทัพใหญ่
บทที่ 158 เชิญแม่ทัพใหญ่
ราชาถ่ามู่แค่นเสียงเย็นชา “ข้าสั่งให้เจ้าอ่าน!”
“พ่ะ… พ่ะย่ะค่ะ…”
เซินถูกลืนน้ำลาย เช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ในเดือนที่ผ่านมา ค่ายรอบเมืองหลวงเกือบร้อยแห่งถูกทำลาย”
“ในจำนวนนั้นมีค่ายขนาดเล็กห้าสิบแปดแห่ง ค่ายขนาดกลางยี่สิบเก้าแห่ง ค่ายขนาดใหญ่แปดแห่ง”
(หมายเหตุ: ค่ายขนาดเล็กมีคนไม่เกินร้อยคน ขนาดกลางมีคนเกินร้อยแต่ไม่เกินห้าร้อยคน ค่ายขนาดใหญ่มีคนเกินห้าร้อยคนขึ้นไป)
“สูญเสียทรัพย์สินกว่าหนึ่งแสนตำลึงทอง ฝูงแกะแปดหมื่นตัว ฝูงวัวห้าหมื่นตัว ม้าสามหมื่นตัว”
“ผู้คนที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นสองพันหกร้อยสามสิบเอ็ดคน”
“ในจำนวนนั้น มีผู้เสียชีวิตรวมแปดพันเก้าร้อยสิบหกคน”
“ขณะเดียวกัน ยังพบศพของผู้คนที่เร่ร่อนอยู่ทั่วทุ่งหญ้า”
“และจากการสืบสวน การทำลายเมืองบาปอาจเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหารม้ากลุ่มนี้ด้วย”
ผู้คนเร่ร่อนที่ว่านั้น หมายถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในค่าย แต่เร่ร่อนอยู่บนทุ่งหญ้า
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เซินถูก็หยุดลง พับม้วนหนังแกะในมือ ส่วนผู้คนรอบข้างต่างก็ฟังจนตะลึงงัน
เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขารู้แค่เพียงว่ามีกลุ่มคนปรากฏตัวขึ้นบนทุ่งหญ้าของเผ่าตน และก่อความเสียหายไปทั่ว แต่ไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะสร้างความเสียหายมากมายขนาดนี้ในเวลาเพียงหนึ่งเดือนกว่า
เพียงแค่จำนวนผู้เสียชีวิตเกือบหมื่นก็ทำให้ทุกคนสั่นสะท้านไปตาม ๆ กัน
แม้เผ่าถ่ามู่จะเป็นเผ่าใหญ่ มีจำนวนคนไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก
จำนวนรวมทั้งชายหญิง คนแก่และเด็ก มีประชากรราวหนึ่งล้านคน
ครั้งนี้กลับสูญเสียไปเกือบหนึ่งในร้อย นับว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ของเผ่าถ่ามู่
หากนับรวมกับผู้ที่ถูกส่งไปยังด่านฟู่เฟิงของต้าเฉียนด้วยแล้ว ตอนนี้ชายฉกรรจ์ที่เหลืออยู่ในเผ่าถ่ามู่แทบจะนับคนได้เลยทีเดียว
แม้กระทั่งชายฉกรรจ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในเมืองหลวง บนทุ่งหญ้าภายนอกอาจจะไม่เหลือชายฉกรรจ์มากแล้ว
ตุบ!
เซินถูทรุดตัวนั่งกับพื้นทันที จากนั้นก็คุกเข่าร้องตะโกน “ฝ่าบาท เซินถูไร้ความสามารถ เซินถูมีความผิด”
คนที่เหลือเมื่อเห็นภาพนี้ก็รีบก้มหน้าลงกับพื้นและตะโกนว่าตนเองมีความผิดเช่นกัน
พวกเขาเข้าใจดีว่าฝ่าบาทกำลังโกรธจัด หากพวกเขาไม่ระมัดระวัง อาจกลายเป็นที่ระบายอารมณ์เอาได้
ราชาถ่ามู่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสียงเย็นชา “พวกเจ้ามีความผิดแล้วมันจะมีประโยชน์อันใด”
“สามารถจัดการกองกำลังทหารม้านั่นได้หรือไม่ ทำให้สิ่งที่ชนเผ่าสูญเสียไปกลับคืนมาได้หรือไม่ ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ”
เบื้องล่าง เซินถูค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นพูด “ฝ่าบาท พวกเราควรคิดหาวิธีจัดการกับกองกำลังทหารม้าที่พระองค์ตรัสถึง”
“จัดการ?” น้ำเสียงของราชาถ่ามู่ยังคงเย็นเยียบ “เจ้าพูดเหมือนว่ามันง่ายดาย หากมันง่ายขนาดนั้นข้าก็จัดการไปนานแล้ว จะต้องรอจนถึงตอนนี้ทำไม”
คิดมาถึงตรงนี้ ราชาถ่ามู่ก็รู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก
หากกองทัพใหญ่ของเขายังอยู่ แค่กองกำลังทหารม้าสามร้อยนายจะไม่สามารถจัดการได้อย่างไร แม้ว่าในกองกำลังนั้นอาจจะมียอดฝีมือระดับขั้นกึ่งปรมาจารย์อยู่ก็ตาม
แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นแท้จริงอย่างเสิ่นจง กองทัพของเขาก็ยังเกือบจะจัดการได้
ส่วนเรื่องที่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นขั้นปรมาจารย์หรือไม่นั้น ราชาถ่ามู่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
เพราะหากฝ่ายตรงข้ามมียอดฝีมือขั้นปรมาจารย์ ก็คงไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เช่นนี้ พิจารณาจากผลงานที่สังหารเจ้าเมืองเซินหลัวแห่งเมืองบาปแล้ว ขั้นกึ่งปรมาจารย์จึงเป็นไปได้มากที่สุด
เซินถูที่อยู่ด้านล่างจู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าขึ้นกล่าว “ฝ่าบาท ข้าน้อยนึกวิธีหนึ่งได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ราชาถ่ามู่จึงถามทันที “วิธีอะไร?”
เซินถูสูดหายใจลึก พูดอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท พระองค์สามารถให้แม่ทัพใหญ่ออกโรงได้พ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพใหญ่!
เมื่อได้ยินสามคำนี้ สีหน้าของราชาถ่ามู่แข็งค้าง แต่ก็มองเซินถูพลางเอ่ยเสียงทุ้ม “เซินถู เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่”
เซินถูรีบคุกเข่าราบกับพื้น แต่ปากก็ยังคงกล่าวว่า “ฝ่าบาท หากกำลังของทหารม้ากองนั้นเป็นดังที่รายงานจริง ก็คงมีเพียงแม่ทัพใหญ่เท่านั้น ที่สามารถมั่นใจได้ว่าจะจับกุมพวกเขาได้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ราชาถ่ามู่ก็ถึงกับพูดไม่ออก
ใช่แล้ว จากกำลังความสามารถที่ฝ่ายตรงข้ามแสดงออกมาในตอนนี้ นอกจากส่งกองทัพใหญ่ไปล้อมปราบแล้ว วิธีทั่วไปคงยากที่จะได้ผล
แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ขั้นปรมาจารย์ เป็นเพียงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกึ่งปรมาจารย์ แต่พลังของพวกเขา จากทั่วทั้งเผ่าถ่ามู่ก็แทบไม่มีใครสามารถรับมือได้
และเพราะต้องโจมตีด่านฟู่เฟิง ยอดฝีมือส่วนใหญ่จึงถูกส่งออกไปแล้ว
ในเมืองหลวงเหลือเพียงแม่ทัพใหญ่เพียงผู้เดียว และเขาก็เป็นปรมาจารย์เพียงผู้เดียวของเผ่าถ่ามู่
สาเหตุที่แม่ทัพผู้นี้ไม่ได้ถูกส่งออกไป เป็นเพราะหน้าที่หลักของเขาคือปกป้องเมืองหลวง เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของราชา
และเพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของตนเอง ราชาถ่ามู่จึงลังเลเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าราชาถ่ามู่ดูเหมือนจะเริ่มคล้อยตาม เซินถู่จึงเติมฟืนเข้ากองไฟ
“ฝ่าบาท ในตอนนี้พวกเราไม่อาจรอได้อีกต่อไป ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ฝ่ายตรงข้ามไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือเลย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่นานทุ่งหญ้าของพวกเราคงเหลือแต่เมืองหลวง ส่วนผู้คนในที่อื่น ๆ คงตายหมด นี่จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการพัฒนาของเผ่าเราในภายภาคหน้า”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ร่างของราชาถ่ามู่ก็สั่นสะท้านขึ้นมา ในหัวผุดภาพเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
หากเป็นดังที่เซินถูกล่าวไว้ การปล่อยปละละเลยต่อไปเช่นนี้อาจส่งผลร้ายแรงไม่ใช่น้อย
ที่สำคัญกว่านั้นคือแนวหน้าที่ด่านฟู่เฟิงกำลังทำศึกอยู่ หากปัญหาภายในยังไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อภายนอกเกิดปัญหาขึ้นมาอีก ตอนนั้นจะไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยของคน ๆ เดียวแล้ว แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของทั้งเผ่าถ่ามู่
ในที่สุด ราชาถ่ามู่ก็ตัดสินใจได้
อย่างไรเสียกองกำลังทหารม้านั้นก็ก่อปัญหาอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมาตลอด หากให้แม่ทัพใหญ่ออกโรงกำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วแล้วรีบกลับมา ก็คงไม่มีปัญหาใหญ่
คิดจบ ราชาถ่ามู่ก็ทรงตบโต๊ะทันที สายพระเนตรจับจ้องไปที่เซินถูด้านล่าง ตรัสออกมาว่า “เซินถู เจ้าจงนำคำสั่งของข้าไปเชิญแม่ทัพใหญ่ ขอให้เขาออกโรงปราบปรามกองกำลังทหารม้านั้น ให้พวกคนชั่วที่กล้าอาละวาดบนทุ่งหญ้าเผ่าถ่ามู่ได้รู้ว่าใครที่พวกมันสามารถแตะต้องและใครที่ไม่อาจแตะต้องได้”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เซินถูคุกเข่ารับพระบัญชาทันที
ราชาถ่ามู่ทอดพระเนตรไปยังคนที่เหลือ “พวกเจ้าก็อย่าได้อยู่เฉย จงติดตามสถานการณ์ที่ด่านฟู่เฟิงต่อไป ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว พวกคนที่ด่านฟู่เฟิงคงทนได้อีกไม่นานแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”