ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 16 วิธีการปราบคนบ้า
“กระต่ายเจ้าเล่ห์ตายแล้ว สุนัขล่าเนื้อก็ถูกต้ม นกบินหมดแล้ว ธนูดีก็ถูกซ่อนเก็บ” เว่ยอวิ๋นค่อย ๆ ท่องประโยคนี้ออกมา
ในชั่วขณะนั้นเขารู้สึกถึงความเศร้าสลดอย่างหนึ่ง มีความรู้สึกเหมือนคนจากไปแล้วน้ำชาก็เย็นชืด ในที่สุดเขาก็เปลี่ยนท่าทีที่มีก่อนหน้านี้ แล้วกล่าวเสียงทุ้มว่า “วางใจเถิด ข้าไม่ใช่คนประเภทนั้น แม้ว่าสิ่งที่ให้พวกเจ้าทำนั้นอันตรายมาก แต่ข้าจะไม่มีวันทำร้ายพวกเจ้าอย่างเด็ดขาด”
“คำพูดของเจ้าช่างไพเราะจริงๆ น่าเสียดายที่เจ้าต้องมาเป็นนักโทษประหารอยู่ที่นี่ เจ้าควรไปสอบขุนนาง บางทีถ้าโชคดีอาจได้เป็นทองแผ่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์และได้หลับนอนกับองค์หญิงก็ได้” เสิ่นซานกล่าวด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ คนที่เขากำลังชมอยู่นั้น แม้จะไม่ได้เป็นพระสวามีเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ได้หลับนอนกับองค์หญิงมาแล้ว และยังเป็นองค์หญิงที่มีตำแหน่งสูงสุดของราชวงศ์ต้าเฉียนอีกด้วย
เมื่อเห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของเว่ยอวิ๋นและเสิ่นซาน หลี่เต้าจึงนึกขึ้นได้ว่าโลกนี้แตกต่างจากชาติก่อน ดังนั้นกระบวนการทางประวัติศาสตร์จึงแตกต่างกัน บางสิ่งที่มีอยู่ในชาติก่อนอาจไม่มีอยู่ที่นี่ หากไม่มีเรื่ององค์หญิงและไม่มีระบบ เพียงแค่อาศัยบทกวีโบราณจากชาติก่อนก็คงทำให้เขาใช้ชีวิตในโลกนี้ได้อย่างสบายแล้ว น่าเสียดายที่ชาตินี้ไม่มีโอกาสให้เขาได้เป็นนักคัดลอกงานเขียน แต่กลับต้องมาลองประสบการณ์ชีวิตนักโทษประหารที่น่าตื่นเต้นเสียก่อน
“ยังมีคำถามอีกหรือไม่?” เมื่อได้สติกลับมา เว่ยอวิ๋นก็ถามว่า “ไม่มีอะไรแล้วหรือ?” หลี่เต้าส่ายหน้า เขาได้รู้สิ่งที่อยากรู้แล้ว
เมื่อเห็นว่าหลี่เต้าเห็นด้วย เสิ่นซานถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็หันไปมองคนที่เหลืออีกสองคน หนึ่งคือเจ้ายักษ์ อีกคนคือคนบ้าตัวเล็ก
เสิ่นซานสูดหายใจลึก ตัดสินใจจะจัดการกับคนบ้าตัวเล็กก่อน เพราะดูเหมือนจะรับมือได้ง่ายที่สุด ในตอนนั้นเว่ยอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือนว่า “เสิ่นซาน ข้าขอเตือนเจ้าให้ระวังตัวหน่อย”
“วางใจเถิด เพียงแค่เด็กน้อยคนเดียว ข้าจับตัวได้ง่ายดายยิ่งนัก”
หนึ่งก้านธูปผ่านไป ทุกคนเห็นเพียงเงาร่างสองสายเคลื่อนไหวไปมาในห้องอย่างไม่หยุดยั้ง เสิ่นซานกำลังวิ่งหนี คนบ้าตัวเล็กกำลังไล่ตาม ขณะที่ไล่ตามก็ส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งไปด้วย
“ช่วยข้าด้วย” เสิ่นซานทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยฉีกขาด บนก้นและแขนยังมีรอยกัดสองรอย เขาวิ่งพลางร้องขอความช่วยเหลือไปพลาง ชายชราที่อยู่ข้าง ๆ ไม่สามารถทำอะไรได้ หากเขาที่แก่ชราเช่นนี้ขึ้นไป คงเป็นเพียงการส่งชีวิตตนเองไปลำบากเท่านั้น
อีกอย่าง เว่ยอวิ๋นได้กล่าวไว้แล้วว่า ให้เสิ่นซานจัดการเอง จึงไม่อาจพึ่งพาใครได้ ในที่สุดเสิ่นซานก็หันสายตาไปมองหลี่เต้า ดูเหมือนว่ามีเพียงสหายผู้นี้เท่านั้นที่อาจช่วยเหลือเขาได้ “ช่วยข้าด้วย!” เมื่อพูดจบเขาก็ผลักภัยให้คนอื่น วิ่งตรงมาทางหลี่เต้า
หลี่เต้าเห็นความ ‘มีน้ำใจ’ ของชายอ้วนทันที ขณะที่เสิ่นซานกำลังจะพุ่งเข้าหาเขา หลี่เต้าก็เตะเสิ่นซานกระเด็นไปด้านข้างอย่างไม่เกรงใจ
หลังจากที่เสิ่นซานถูกเตะกระเด็นออกไป เด็กบ้าที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ฉวยโอกาสพุ่งเข้าหาหลี่เต้า เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กบ้าที่คลุ้มคลั่ง หลี่เต้าก็ยื่นมือออกไปคว้าคอของเด็กบ้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เขาใช้มือเดียวยกเด็กบ้าที่ดิ้นรนอยู่กลางอากาศ เนื่องจากแขนขาสั้นเกินไป จึงได้แต่ขยุ้มและคำรามใส่หลี่เต้า
“เจ้าใช้แรงมากเกินไปแล้ว” เสิ่นซานลุกขึ้นจากพื้น เห็นเด็กบ้าถูกจับได้แล้วจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างน้อยใจ หลี่เต้าเพียงแค่มองด้วยสายตาดูแคลนแวบหนึ่ง จากนั้นเขา ก็หันไปมองคนบ้าตัวเล็กในมือของตน
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดการกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กนี้ให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นการทำงานร่วมกันในอนาคตคงจะยุ่งยากมาก เมื่อเห็นว่าคนบ้าตัวเล็กยังคงพยายามข่วนและกัดคนอยู่ หลี่เต้าแย้มยิ้มบาง ๆ พลางพูดกับตัวเองว่า “ข้าจะให้เจ้าได้ลองสัมผัสกังหันลมขนาดใหญ่สักหน่อย” พูดจบ เขาก็ยกร่างของคนบ้าตัวน้อยขึ้นมาแล้วหมุนไปรอบ ๆ
หนึ่งรอบ… สองรอบ… สิบรอบ… มือของหลี่เต้าหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกคนบ้าตัวน้อยยังบิดตัวได้สองสามที แต่เมื่อจำนวนรอบที่หมุนถึงจุดหนึ่ง เขาก็ทนไม่ไหว ดวงตาที่เคยบ้าคลั่งกลายเป็นความหวาดกลัว ไร้ทางสู้ และสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เสิ่นซานและคนอื่น ๆ ต่างพากันตะลึง พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลี่เต้าจะใช้วิธีการเช่นนี้จัดการกับคนบ้า เมื่อหลี่เต้ารู้สึกว่าพอได้ที่แล้ว เขาก็หยุดลง เขาปล่อยคนบ้าตัวน้อยลงพื้นเสียงดังตุ้บ!
คนบ้าตัวน้อยทรุดลงกับพื้นทันที ดวงตาทั้งสองข้างเหม่อมองไปด้านหน้าอย่างไร้สติ รู้สึกราวกับเห็นย่าทวดของตนกำลังโบกมือเรียก ผ่านไปราวห้านาที ดวงตาของคนบ้าคนนั้นถึงมีประกายขึ้นมา แววคลุ้มคลั่งในดวงตาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเขาเห็นหลี่เต้าที่อยู่ข้าง ๆ แววคลุ้มคลั่งนั้นก็หายวับไปในพริบตา แล้วแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
“อ๊าก!!” เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก คนบ้าตัวน้อยล้มลุกคลุกคลานหนีไปหลบอยู่ที่มุมห้อง แอบมองมาทางหลี่เต้าอย่างระแวดระวังจากระยะไกล ราวกับกลัวว่าอีกเพียงวินาทีเดียว หลี่เต้าจะจับตัวมาหมุนอีกครั้ง
ไม่ไกลนัก เสิ่นซานก็อดไม่ได้ที่จะชูนิ้วโป้งขึ้น “เจ้านี่มีวิธีจริงๆ” จากนั้นก็หันไปมองเว่ยอวิ๋นพลางกล่าวว่า “คนบ้านี่ถูกน้องชายผู้นี้พิชิตได้แล้ว น่าจะถือว่าผ่านแล้วกระมัง?”
เว่ยอวิ๋นได้สติพยักหน้ารับ เห็นด้วยกับวิธีจัดการเจ้าบ้าตัวน้อยของหลี่เต้าอย่างน่าทึ่ง อดชื่นชมในใจไม่ได้ “งั้นต่อไปก็เหลือแต่เจ้ายักษ์แล้วสินะ”
พอพูดถึงเจ้ายักษ์ เสิ่นซานก็เหลือบมองไปทางยักษ์ร่างย่อมที่อยู่ไม่ไกลนัก แล้วก็เกิดอาการหวั่นเกรงขึ้นมาทันที แม้แต่คนบ้าคนนั้นเขายังรับมือไม่ได้ แล้วจะไปเอาชนะคนที่ดูท่าทางไม่น่าเข้าใกล้ผู้นี้ได้อย่างไร แม้ว่าน้ำหนักตัวของเขาจะไม่น้อย แต่จะเอาไขมันไปเทียบกับกล้ามเนื้อได้อย่างไร? คุณภาพนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
เสิ่นซานอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางหลี่เต้าอีกครั้ง “ให้เจ้าจัดการเขาเองไม่ดีกว่าหรือ?” หลี่เต้าชำเลืองมองชายอ้วนขี้ขลาดผู้คนนั้นด้วยสายตาดูแคลน แต่ในตอนนี้ดูเหมือนไม่มีทางเลือก ในเมื่อเว่ยอวิ๋นไม่ยอมลงมือ ดูเหมือนจะเหลือเพียงเขาที่ต้อง ‘โน้มน้าว’ เจ้ายักษ์ผู้นี้
ทันใดนั้น เจ้ายักษ์ที่กำลังเหม่อลอยอยู่ก็ขยับตัว เขาหันกลับมามองหลี่เต้า แล้วชี้ไปที่ตัวเองพลางเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าด้วยพละกำลังได้ ข้าจะฟังคำสั่งของเจ้า” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าเองยังไม่ทันได้พูดอะไร เสิ่นซานที่อยู่ข้าง ๆ กลับร้อนใจขึ้นมาก่อน
“ข้าจะบอกให้นะ ไอ้หนุ่มร่างยักษ์ เจ้าไม่ดูน้ำหนักตัวเองบ้างหรือไร คิดจะมาวัดกำลังกับเขา ทำไมไม่ไปลองแข่งความคล่องแคล่วกับเด็กน้อยคนนั้นเสียล่ะ?” เขาชี้ไปทางเด็กบ้าที่หลบอยู่ตรงมุมห้อง เด็กบ้าเห็นคนอ้วนน่ารำคาญที่อยู่ไม่ไกล จึงแยกเขี้ยวใส่ แต่เมื่อเห็นคนที่จับตนหมุนวนเมื่อครู่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หดคอโดยไม่รู้ตัว
เจ้ายักษ์ไม่สนใจเสิ่นซานเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่จ้องมองไปที่หลี่เต้าเท่านั้น
“ตกลง” หลี่เต้าพยักหน้ารับในที่สุด ถึงแม้เจ้ายักษ์ผู้นี้จะสูงใหญ่ กายภาพบ่งบอกถึงพละกำลังมหาศาล แต่ตัวเขาก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน ร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปเกือบสิบเท่านั้นมิใช่ไว้ประดับ ในขณะเดียวกันเขาก็อยากทดสอบดูว่าเจ้าตัวยักษ์ตรงหน้าจะมีพลังมากมายขนาดไหน
“ช่างโง่เขลาเสียจริง” เสิ่นซานร้องตะโกนออกมา ในสายตาของเขา การที่หลี่เต้าจะประลองกับเจ้ายักษ์ผู้นั้น เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ เว่ยอวิ๋นมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ
“พูดมาสิว่าจะเปรียบเทียบกันอย่างไร?” หลี่เต้ามองดูเจ้ายักษ์พลางเอ่ยปากถาม
“เทียบกับสิ่งนี้” เจ้ายักษ์ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะหินตัวเดียวที่มีอยู่ในห้อง หลี่เต้ามองดูแวบหนึ่ง พยักหน้าพลางกล่าว “ได้”