ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 164 การรับรู้สภาวะจิต
บทที่ 164 การรับรู้สภาวะจิต
และในตอนนั้นเองหลี่เต้าก็ได้ลืมตาขึ้น
ในเวลาเดียวกัน มีประกายแสงวาบผ่านดวงตาของเขา
เซินเชียนซานที่อยู่ไม่ไกลก็สังเกตเห็นภาพนี้เช่นกัน ใบหน้าชราของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพราะในสายตาของเขา ต่อให้ตอนนี้หลี่เต้าเข้าใจพลังที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็เป็นได้แค่คนตายเท่านั้น
คมดาบพายุกลืนกินหลี่เต้าและพัดพาเขาออกไป
บนเนินเขาที่อยู่ห่างออกไป จางเมิ่งและคนอื่น ๆ เมื่อเห็นภาพนี้ต่างแสดงสีหน้าตกใจ
“หัวหน้า!”
จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ตะโกนก้องพร้อมกับจะพุ่งเข้าไปสู้กับเซินเชียนซานจนตาย
“อย่าใจร้อน!”
เสวียปิงรีบขวางหน้าทุกคนไว้
“พี่เสวีย เจ้าคนไร้น้ำใจ หลีกไป พวกข้าจะไปแก้แค้นให้หัวหน้า” จางเมิ่งพูดด้วยความโกรธ
“หัวหน้าไม่ได้เป็นอะไรเลย พวกเจ้าจะแก้แค้นอะไรกัน” เสวียปิงพูดอย่างหงุดหงิด
ทันใดนั้น จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ก็ชะงักค้าง
พวกเขาเห็นหัวหน้าถูกสิ่งน่าสะพรึงกลัวกลืนกินไป จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่เป็นอะไร
“หากอยากรู้ว่าหัวหน้าเป็นอะไรหรือไม่ พวกเจ้าดูท่าทางของเสี่ยวเฮยก็รู้แล้ว” เสวียปิงเอ่ยต่อ
เมื่อได้ยินดังนั้น จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ก็หันไปมองดู ถึงได้พบว่าเสี่ยวเฮยกำลังนั่งอยู่อย่างสบายอารมณ์ เลียขนเป็นมันวาวของตัวเอง ไม่มีทีท่าผิดปกติแต่อย่างใด
เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่ตน เสี่ยวเฮยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังหลบสายตาผู้คนแล้วเลียขนต่อ
เสวียปิงอธิบายว่า “พวกเจ้าน่าจะรู้ว่าเสี่ยวเฮยกับหัวหน้ามีความเชื่อมโยงบางอย่าง หากหัวหน้าเป็นอะไรไป เสี่ยวเฮยคงวิ่งพรวดพราดออกไปแล้ว จะมานั่งเลียขนอย่างสงบเช่นนี้ได้อย่างไร”
ทุกคนคิดตามอย่างละเอียด ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
หรือว่าหัวหน้าจะไม่เป็นอะไร?
แต่กระนั้นการโจมตีเมื่อครู่ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน น่าสะพรึงกลัวถึงขนาดที่แม้พวกเขาจะอยู่ห่างออกมาถึงเพียงนี้ ก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบที่ผิวหนัง
…
หลังจากพายุพลังดาบกลืนกินหลี่เต้าไปแล้ว มันก็ยังคงพุ่งต่อไปอีกร้อยเมตรก่อนจะค่อย ๆ สงบลง สุดท้ายก็พุ่งออกไปไกลถึงห้าร้อยเมตรก่อนจะสลายไปอย่างสิ้นเชิง
เซินเชียนซานจ้องมองรอยที่ทอดยาวไปไกลถึงห้าร้อยเมตรตรงหน้า แล้วคิดในใจ ไม่มีผู้ใดจะใช้ร่างกายที่เป็นเลือดเนื้อต้านการโจมตีของข้าได้ เจ้าหนุ่มนั่นต้องตายแน่
แต่น่าเสียดาย เมื่อผู้คนคิดเช่นนี้ ก็มักจะโดนตบหน้ากลับไปอย่างรวดเร็วเสมอ
ในขณะนั้นเอง…
เสียงดังปัง!
ณ จุดที่พลังดาบสลายไป มีแขนข้างหนึ่งยื่นออกมาจากพื้นดิน
บนแขนนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลขนาดต่าง ๆ ส่วนที่ลึกยังถึงขนาดมองเห็นกระดูกขาว
หลังจากนั้น แขนนั้นก็ยันพื้น แล้วร่างหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน
เมื่อมองดูอย่างละเอียด ทั่วร่างของหลี่เต้าเต็มไปด้วยบาดแผลคล้ายกับที่แขน แทบจะหาผิวหนังที่ปกติสักส่วนไม่ได้เลย
แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
หลังจากลุกขึ้น หลี่เต้าก้มลงมองและถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่ากางเกงของตนยังเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง สาเหตุหลักที่เขาต้องทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้ก็เพื่อปกป้องมันนั่นเอง
มิเช่นนั้นด้วยพลังป้องกันร่างกายของเขา ก็สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ไม่จำเป็นส่วนใหญ่ได้
อีกด้านหนึ่งในขณะเดียวกัน
เซินเชียนซานมองดูสภาพปัจจุบันของหลี่เต้าจากระยะไกล สีหน้าราวกับเห็นผี
ทำไมคนที่สภาพเป็นถึงเพียงนี้แล้ว ยังสามารถคลานลุกขึ้นมาจากพื้นได้
นี่มันคนหรือปีศาจกันแน่!
“ปีศาจ! มันเป็นปีศาจจริงๆ!” เซินเชียนซานกำดาบในมือแน่น
แต่หลังจากนั้นแววตาของเขาก็เปี่ยมด้วยไอสังหารที่รุนแรงยิ่งขึ้น เขาพึมพากับตนเอง “จะเป็นปีศาจก็ช่างสิ สมควรตายก็ต้องตาย”
หลี่เต้ารับรู้ถึงจิตสังหารของเซินเชียนซานได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น สายตาก็สบประสานกับอีกฝ่ายพอดี
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งสังหารเช่นนี้ เขากลับยิ้มบาง ๆ ในใจไม่รู้สึกกดดันแม้แต่น้อย
เพราะเขาเพิ่งเข้าใจถึงสิ่งดี ๆ บางอย่าง
แต่ก่อนอื่น คงจะดีกว่าถ้าฟื้นฟูร่างกายก่อน
พอความคิดนี้ผุดขึ้น เลือดวิเศษในร่างกายของเขาก็เริ่มทำงาน
เพราะผิวหนังได้รับความเสียหายเป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถมองเห็นการทำงานของเลือดวิเศษในร่างกายเขาได้ด้วยตาเปล่า
พร้อมกับการสูญเสียเลือดวิเศษในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ ร่างกายของเขาก็เริ่มฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
ความเร็วนั้นรวดเร็วเสียจนเซินเชียนซานยังไม่ทันได้ลงมือ หลี่เต้าก็ฟื้นคืนสภาพกลับมาเป็นปกติดังเดิม เว้นแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว ร่างกายไม่มีตำหนิใด ๆ หลงเหลืออยู่อีก
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าแบบนี้ เซินเชียนซานย่อมตกตะลึง
เพราะเขาไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่สามารถฟื้นฟูบาดแผลบนร่างกายได้เช่นนี้มาก่อน
แต่เขาก็ยอมรับมันได้ในเวลาไม่นานนัก เพราะในความคิดของเขา หลี่เต้าที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นปีศาจร้าย
หืม?
ทันใดนั้น เซินเชียนซานก็สังเกตเห็นบางสิ่ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มยินดี
เขาจ้องมองหลี่เต้าแล้วกล่าวออกมา “พลังปราณในร่างเจ้าอ่อนลงแล้ว การฟื้นฟูบาดแผลของเจ้าต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ชะงักไป อดไม่ได้ที่จะกล่าวตอบ “สมแล้วที่เป็นผู้แกร่งขั้นปรมาจารย์ ถึงกับสังเกตเห็นจุดนี้ได้”
“ข้านึกว่าเจ้าเป็นปีศาจร้ายเสียอีก ที่แท้ที่เจ้าฟื้นฟูได้เร็วเช่นนี้ก็เพราะแลกมาด้วยพลังยุทธ์ของตัวเอง” เซินเชียนซานหัวเราะเยาะ
จากนั้นเขาก็กล่าวต่อ “เจ้าหนู ก่อนหน้านี้เจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
“อ้อ” หลี่เต้ายิ้มบาง ๆ “เช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ว่าเจ้าจะดื้อดึงเพียงใด วันนี้เจ้าก็ต้องตายแน่” เซินเชียนซานยิ้มอย่างมั่นใจ
“ฟ้าดินคลั่งสังหาร!”
คราวนี้เซินเชียนซานไม่ได้ปล่อยพลังปราณแท้และพลังดาบออกมาโดยตรง แต่กลับรวบรวมพลังทั้งสองเข้าสู่ดาบวงพระจันทร์แล้วพุ่งเข้าโจมตีหลี่เต้า
หลี่เต้ายกง้าวขึ้นสกัดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่ดาบและง้าวปะทะกัน พลังดาบบนดาบวงพระจันทร์ทะลุผ่านง้าวมังกรทมิฬพุ่งเข้าหาใบหน้าของหลี่เต้า
ขณะที่เซินเชียนซานคิดว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นเดียวกับครั้งก่อน สีหน้าของเขาก็แข็งค้างกะทันหัน
เพราะเขาเห็นพลังดาบที่ทะลุผ่านไปนั้น เมื่อพุ่งไปถึงตรงหน้าอีกฝ่าย จู่ ๆ ก็ชะงักกลางอากาศ
จากนั้นก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นบดขยี้จนสลายไป
“นี่มัน… สภาวะจิต!”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เซินเชียนซานถึงกับตะลึง
ตามความทรงจำของเขา พลังดาบเช่นนี้นอกจากจะสลายไปตามกาลเวลาแล้ว ก็มีเพียงการปะทะกับพลังที่มีคุณสมบัติเดียวกันเท่านั้นถึงจะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้
“แปลกใจหรือ?” หลี่เต้ายิ้มบาง
เซินเชียนซานได้สติกลับมา ถอยออกไปไกลร้อยจั้ง ใบหน้าชราเต็มไปด้วยความซับซ้อน “เจ้าสามารถเข้าใจถึงขั้นบรรลุสภาวะจิตได้จริง ๆ เจ้าทำได้อย่างไรกัน”
ในสายตาของเขา คนที่ใช้แต่กำลังกายเช่นนี้ จะสามารถควบคุมพลังที่มีแต่ผู้ที่บรรลุขั้นปรมาจารย์เท่านั้นที่ทำได้ได้อย่างไร
“ทำได้อย่างไรงั้นหรือ?” หลี่เต้ามองเซินเชียนซานแวบหนึ่ง พูดอย่างช้า ๆ “หากข้าบอกว่าเป็นท่านที่สอนข้า ท่านจะเชื่อหรือไม่”
เซินเชียนซาน “???”
เห็นอีกฝ่ายทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ หลี่เต้าก็หัวเราะในใจ
เขาไม่ได้โกหก ที่เขาสามารถควบคุมสภาวะจิตได้นั้นเป็นเพราะอีกฝ่ายสอนจริง ๆ เพียงแต่วิธีการสอนนั้นแตกต่างออกไปเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เมื่อรู้สึกถึงเจตจำนงแห่งกำลังกายที่แนบติดร่างกาย เขาก็คิดว่าในเมื่ออีกฝ่ายสามารถเข้าถึงเจตจำนงแห่งดาบได้ ตัวเขาเองก็มีพลังจิตที่แข็งแกร่ง ไม่มีเหตุผลที่จะไม่สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจลองดู
ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือ ด้วยพลังจิตที่เหนือกว่าคนทั่วไปเป็นพันเท่าของเขา สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จในการเข้าใจมัน
เพียงแต่ความแตกต่างคือ สภาวะจิตที่อีกฝ่ายเข้าถึงนั้นดูเหมือนจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัว แต่สภาวะจิตที่เขาบรรลุนั้นไม่มี เป็นเพียงแค่การควบคุมพลังนี้เท่านั้น
แม้จะไม่ได้เข้าใจถึงคุณสมบัติของสภาวะจิต แต่ด้วยพลังจิตอันมหาศาล สภาวะจิตที่เขาเพิ่งเข้าใจก็ยิ่งใหญ่มาก จึงสามารถทำลายเจตจำนงแห่งดาบของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย