ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 165 ง้าวยาวสิบจั้ง
บทที่ 165 ง้าวยาวสิบจั้ง
เซินเชียนซานถึงกับพูดไม่ออกด้วยความตกตะลึง
เพราะเขาคิดไม่ถึงว่าในโลกนี้จะมีคนที่ไม่ได้ฝึกฝนพลังปราณแท้แต่กลับสามารถเข้าใจถึงสภาวะจิตได้โดยตรง และเมื่อตัดสินจากระดับพลังที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้น พลังสภาวะจิตที่เขาฝึกฝนมาหลายปียังสู้พลังของอีกฝ่ายเพิ่งได้รับมาใหม่ ๆ ไม่ได้เลย
เจตจำนงแห่งดาบของเขาถูกพลังของอีกฝ่ายทำลายไปอย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าเผยรอยยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นมา “เจ้าหนู เจ้าเข้าใจพลังสภาวะจิตแล้วอย่างไร เจ้าไม่มีพลังปราณแท้ หากพลังสภาวะจิตนั้นไม่มีสิ่งรองรับก็จะไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ อย่างมากเจ้าก็แค่ใช้พลังสภาวะจิตเป็นเครื่องป้องกันตัวเท่านั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าได้แสดงสีหน้าประหลาดใจในตอนแรก แต่ไม่นานเขาก็ยกมุมปากขึ้นมา ยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า “แต่ข้าเข้าใจพลังสภาวะจิตก็เพื่อป้องกันเจตจำนงแห่งดาบของเจ้าอยู่แล้ว แม้จะแสดงพลังปราณแท้ออกมาไม่ได้จะเป็นไรไป?”
พูดถึงตรงนี้ หลี่เต้าหยุดชั่วครู่ แล้วจู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นพูดต่อ “อีกอย่าง ใครบอกเจ้าว่าไม่มีพลังปราณแท้ พลังสภาวะจิตของข้าก็จะไม่มียังสิ่งรองรับ?”
เซินเชียนซานโต้กลับโดยไม่ทันคิด “เจ้ามีแต่พละกำลังหยาบ ๆ แล้วจะรองรับได้อย่างไร?”
หลี่เต้ายกมือขึ้น ลองส่งพลังสภาวะจิตออกมา ผลปรากฏว่าพลังสภาวะจิตไม่สามารถออกห่างจากร่างกายได้มากนัก อย่างมากก็แค่สามชุ่น หากเกินสามชุ่นก็จะสลายไปเอง
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเซินเชียนซานมีเหตุผล
แต่ว่า…
ทันใดนั้น หลี่เต้าก็กำง้าวมังกรทมิฬแน่น แล้วเหวี่ยงมันอย่างรุนแรง
พร้อมกันกับการเหวี่ยงของเขา ปราณไร้เทียมทานก็ปรากฏขึ้นบนตัวง้าว
เมื่อเขาเพียงแค่นึกคิด ปราณไร้เทียมทานที่เกาะอยู่บนตัวง้าวก็พลันพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
ขณะที่เซินเชียนซานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับมองจนตะลึงงัน
สำหรับสิ่งที่เรียกว่าปราณไร้เทียมทานนี้ เขามีชีวิตอยู่มาเป็นร้อยปีย่อมรู้จักดี
มันเป็นสิ่งที่เกิดจากพลังกายล้วน ๆ ในยามที่สามารถฝึกฝนพลังปราณแท้ได้ คนทั่วไปมักไม่ค่อยศึกษาสิ่งเช่นนี้ เพราะมันไร้ความหมาย เทียบไม่ได้กับความหลากหลายของพลังปราณแท้
มันเหมาะสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขัดเกลาตนในสนามรบเท่านั้น
แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าปราณไร้เทียมทานจะสามารถรองรับพลังแห่งสภาวะจิตได้ นี่มันเกินความคาดหมายไปมาก
แต่ไม่นานนัก เซินเชียนซานก็ค้นพบจุดอ่อนของการที่ปราณไร้เทียมทานรองรับพลังแห่งสภาวะจิต จึงรีบกล่าววิจารณ์ออกมา “เจ้ามีปราณไร้เทียมทานไว้รองรับพลังสภาวะจิตแล้วอย่างไร ปราณไร้เทียมทานเกิดจากพละกำลังและทักษะ ทั้งยังต้องเกาะติดอยู่กับร่างกายมนุษย์ ไม่มีทางทำได้เหมือนพลังปราณแท้ที่เปลี่ยนแปลงได้ตามใจ”
“ได้หรือไม่ได้ เจ้าลองรับดูก็จะรู้” หลี่เต้ายิ้มบาง ๆ ให้คำพูดนั้น
เมื่อพูดจบ คราวนี้หลี่เต้าเป็นฝ่ายลงมือก่อน
เขากำง้าวมังกรทมิฬแน่น ยกมันขึ้นแล้วเหวี่ยงเข้าใส่เซินเชียนซาน
เซินเชียนซานมองดูหลี่เต้าที่ยืนห่างออกไปสิบจั้งกวัดแกว่งง้าวใส่เขา จึงคิดจะเอ่ยปากเยาะเย้ย
แต่ในวินาทีถัดมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เท้าถอยกรูดไปหลายก้าว
เห็นได้ชัดว่าหลังจากหลี่เต้ากวัดแกว่งง้าวไปหนึ่งครั้ง ปราณไร้เทียมทานบนง้าวที่ได้รับการเสริมพลังจากพลังสภาวะจิตก็พลันพุ่งทะยานขึ้น
ในพริบตาเดียว เงาของง้าวมังกรทมิฬยาวสิบจั้งก็ปรากฏครอบคลุมอยู่เหนือง้าวมังกรทมิฬ
โครม!
หลังจากเงาของง้าวมังกรทมิฬตกลงบนพื้น พื้นดินโดยรอบก็สั่นสะเทือน
เมื่อคลื่นพลังสลายไป เงาของง้าวมังกรทมิฬก็หายไป เห็นเพียงพื้นดินที่มีหลุมลึกยาวกว่าสิบจั้งเพิ่มขึ้นมา พื้นดินโดยรอบแตกระแหง
เมื่อเห็นภาพนี้ หลี่เต้าก็เงยหน้ามองเซินเชียนซานที่เพิ่งหลบหนีไปเมื่อครู่ เขากล่าวขึ้นมาว่า “ตาแก่ กระบวนท่าของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
ยามนี้เซินเชียนซานมีสีหน้างุนงงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในใจของเขากลับอดไม่ได้ที่จะคลุ้มคลั่ง
ใครกันที่สามารถใช้พลังสภาวะจิตได้อย่างเรียบง่ายและรุนแรงเช่นนี้ เป็นการใช้โดยไม่มีทักษะพิเศษใด ๆ เลย
พูดง่าย ๆ ก็คือ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความริษยา
เพราะพลังสภาวะจิตนั้น ก็เป็นเหมือนกับพลังปราณแท้ที่ผู้คนฝึกฝน มันมีอย่างจำกัด
ยิ่งจิตวิญญาณของตนแข็งแกร่ง ผลของการรวมจิตก็ยิ่งดี ก็จะยิ่งสามารถควบคุมพลังสภาวะจิตได้มาก เมื่อต่อสู้กับผู้อื่นก็มีสิ่งที่ใช้ได้มากขึ้น
แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขาตัดสินได้ว่า พลังสภาวะจิตที่ตนบำเพ็ญมาหลายปี กลับด้อยกว่าคนที่เพิ่งฝึกพลังสภาวะจิตได้ไม่เท่าไหร่เสียอีก
แค่พลังแห่งสภาวะจิตที่แฝงอยู่ในการโจมตีด้วยง้าวครั้งเดียวของอีกฝ่าย ก็มากพอที่จะทำให้เขาใช้เจตจำนงแห่งดาบได้หลายสิบครั้ง
แม้ว่าเมื่อเทียบกับสภาวะของอีกฝ่ายแล้ว สภาวะของเขาจะมีความแม่นยำสูงกว่าและยังควบคุมสามารถสภาวะธาตุได้ด้วย แต่เมื่อเทียบกับปริมาณมหาศาลของพลังสภาวะจิตแล้ว เขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ช่างไม่มีความหมายเลย
หลังจากการทดสอบสิ้นสุดลง หลี่เต้าเปลือยท่อนบน ในมือถือง้าวมังกรทมิฬมองไปที่เซินเชียนซาน “ตาแก่ ต่อไปก็ถึงรอบที่สองของพวกเราแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเซินเชียนซานก็ไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนตอนแรกอีกต่อไป แววตาเคร่งขรึมขึ้นมา
แม้ว่าพละกำลังร่างกายของอีกฝ่ายจะลดลงไปบ้างเมื่อเทียบกับตอนแรก แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับมีตัวแปรใหญ่อย่างสภาวะจิตเพิ่มขึ้นมา เขาจึงต้องระมัดระวังเช่นกัน
“ไร้เทียมทาน! ดาวพิฆาต!”
หลี่เต้าสะบัดง้าวมังกรทมิฬ ปราณไร้เทียมทานพวยพุ่งออกมา ภายใต้การเสริมกำลังของสภาวะจิต เงาง้าวขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้
“ฟ้าดินคลั่งสังหาร!”
เซินเชียนซานไม่กล้าประมาท จึงตอบโต้กลับด้วยดาบใส่หลี่เต้า ทว่าเมื่อเจตจำนงแห่งดาบปะทะกับเงาง้าว พลังเจตจำนงแห่งดาบของเขาก็ถูกพลังมหาศาลจากเงาง้าวนั้นบดขยี้จนสิ้น
ส่วนพลังเจตจำนงแห่งดาบที่เหลืออยู่ ก็ถูกปราณไร้เทียมทานที่เพิ่มพลังขึ้นฉีกทำลายในชั่วพริบตา
สุดท้ายเซินเชียนซานจำต้องหลบหลีกท่านี้อย่างทุลักทุเล
ปีศาจร้าย!
เซินเชียนซานถอยหลังไปหลายสิบจั้งก่อนจะอดคิดในใจไม่ได้ ครั้งนี้เขาคิดเช่นนี้จากใจจริง
ปีศาจร้ายตรงหน้าเขาผู้นี้ไม่เพียงมีพรสวรรค์ทางร่างกายเท่านั้น แม้แต่ทางจิตวิญญาณก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก มิเช่นนั้นเพิ่งจะรับรู้ถึงพลังเจตจำนง แต่ก็มีพลังมหาศาลแล้ว
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าสถานการณ์แบบใดกัน ที่สามารถสร้างปีศาจร้ายเช่นนี้ขึ้นมาได้
ทันใดนั้น ในใจเขาก็รู้สึกโล่งอยู่บ้างที่ปีศาจร้ายตรงหน้าไม่ได้ฝึกฝนพลังปราณแท้
หากอีกฝ่ายมีพรสวรรค์เหนือมนุษย์เช่นนี้ในการฝึกฝนพลังปราณแท้ เขาไม่อาจจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายจะเติบโตไปถึงขั้นใด ปรมาจารย์ มหาปรมาจารย์ จะนับเป็นอะไร เกรงว่าคงไต่ระดับสูงขึ้นไปกว่านั้นได้อีก
ในยามนั้น สีหน้าของเซินเชียนซานก็แข็งค้างไป
จู่ ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา
จากสถานการณ์ที่เขาเข้าใจ อีกฝ่ายเป็นทหารต้าเฉียน และมีความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมกับเผ่าถ่ามู่ของพวกเขา
หากวันนี้เขาไม่สามารถกำจัดปีศาจตรงหน้านี้ได้ เมื่อปีศาจร้ายนี้เติบโตขึ้นมาอีกในภายภาคหน้า เผ่าถ่ามู่ของพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซินเชียนซานก็เงยหน้าขึ้น จ้องไปยังหลี่เต้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสังหาร
วันนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องกักขังปีศาจตรงหน้านี้ไว้ที่เผ่าถ่ามู่ให้ได้!
ทั้งหมดนี้เพื่อตัวเขาเอง และก็เพื่อเผ่าถ่ามู่!
ชั่วขณะถัดมา เงาง้าวขนาดมหึมาก็พุ่งเข้าโจมตี ดึงเซินเชียนซานกลับสู่ความเป็นจริง
เขาพลันพบความจริงอันน่าเศร้า
เขาพบว่าเมื่ออีกฝ่ายได้ครอบครองพลังสภาวะจิตแล้ว ตอนนี้เขาก็ดูเหมือนจะไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้อีกต่อไป
ตอนแรกเขายังสามารถอาศัยความได้เปรียบจากพลังปราณแท้และเจตจำนงแห่งดาบกดดันอีกฝ่ายได้ แต่ตอนนี้เขาจะทำอย่างไรได้ เจตจำนงแห่งดาบไม่สามารถทะลวงพลังสภาวะจิตของอีกฝ่ายได้ เป็นผลให้เขาไม่สามารถสร้างความเสียหายได้มากพอที่จะสังหารอีกฝ่ายได้
ในที่สุด ในใจของเซินเชียนซานเหลือเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือการถ่วงเวลา!
เซินเชียนซานตัดสินใจถ่วงเวลาต่อไป รอจนกว่าอีกฝ่ายจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง รอจนกว่าพลังสภาวะจิตของอีกฝ่ายจะหมดลง
เมื่อถึงตอนนั้น เขาถึงจะสามารถจัดการอีกฝ่ายได้อย่างราบคาบ
ตอนนี้ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของเขาคือการเคลื่อนไหว เพราะหากใช้เพียงพละกำลังร่างกาย การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายย่อมไม่คล่องแคล่วว่องไวเท่าเขา
และนี่ก็คือโอกาสเดียวที่จะพลิกสถานการณ์
ดังนั้น…