ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 179 โดนตบกระเด็น
บทที่ 179 โดนตบกระเด็น
เซินเหล่ยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกล่าวว่า “เจ้าสองคนอย่าได้ฟังไปเลย องค์ราชาของพวกเราทรงพระประชวร พูดจาเพ้อเจ้อไปหมด”
พอได้ยินเช่นนั้น ราชาถ่ามู่ก็โกรธขึ้นมาทันที หันไปจ้องเซินเหล่ยพลางพูดขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “ข้าไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ ทั้งหมดนี้คือความจริง”
เซินเหล่ยกำลังจะพูดอะไรต่อ จู่ ๆ หลินอีที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น “แม่ทัพเซินเหล่ย องค์ราชามิได้ตรัสผิด”
“หลินอี เหตุใดแม้แต่พวกเจ้าก็สับสนไปด้วย หรือว่าพวกเจ้าก็เป็นไข้เช่นกัน”
เมื่อเห็นเซินเหล่ยยังคงดื้อดึงไม่ยอมเชื่อ ก็ทำเอาราชาถ่ามู่ถึงกับหมดคำพูด หากรู้แต่แรกก็คงไม่มอบอำนาจบัญชาการให้คนหัวแข็งอย่างเซินเหล่ย
สุดท้ายราชาถ่ามู่เลยจำใจอธิบาย “เซินเหล่ย ข้าขอเตือนเจ้าให้รอบคอบไว้ เพราะหากเป็นพวกมันจริง การไม่ตั้งกองทัพเตรียมรับมืออย่างเป็นทางการ ย่อมไม่อาจต้านทานพวกเขาได้”
เซินเหล่ยที่ไม่เชื่ออยู่แล้วย่อมไม่เก็บคำพูดมาใส่ใจ “ขอองค์ราชาวางพระทัย ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถบุกมาถึงที่นี่จริง ข้าก็จะทำให้พวกเขาเข้ามาแล้วไม่ได้กลับออกไปแน่”
เมื่อเห็นเซินเหล่ยมั่นใจเช่นนั้น ราชาถ่ามู่จึงได้แต่โบกมือพลางตรัสว่า “ในเมื่อเจ้ามั่นใจถึงเพียงนี้ ก็รอดูฝีมือเจ้าแล้วกัน”
พระองค์เข้าใจดีหากเซินเหล่ยไม่เห็นโลงศพคงไม่หลั่งน้ำตา ดังนั้นจึงปล่อยให้เป็นไปตามทางของเขา
รอให้ได้รับบทเรียนเมื่อไหร่ก็จะรู้ว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นไม่ผิด
อย่างไรเสียที่นี่ก็มีทหารนับหมื่นนาย หากรอให้ผู้คนรอบข้างได้ประจักษ์ความจริงเสียก่อนแล้วค่อยจัดการกับกองกำลังทหารม้านั้นก็ยังไม่สาย
…
เสียงการต่อสู้ที่แต่เดิมอยู่ไกล ค่อย ๆ ดังใกล้เข้ามาตามกาลเวลาที่ผ่านไป
ในยามนี้ เซินเหล่ยและคนอื่นก็มองเห็นสถานการณ์ของศัตรูที่ไล่ตามหลังมาได้ชัดเจนแล้ว
ท่ามกลางทะเลมนุษย์ กองกำลังทหารม้ากองหนึ่งได้บุกทะลวงเข้ามาดั่งดาบคมกริบ ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานการจู่โจมของพวกเขาได้ ทุกที่ที่พวกเขาผ่านไป ผู้คนล้มระเนระนาด เลือดเนื้อกระเด็น
เมื่อมองเห็นกองกำลังทหารม้าแปลกหน้านี้ชัดเจน เหล่าแม่ทัพรวมถึงเซินเหล่ยต่างก็แสดงสีหน้าเคร่งขรึม
จากสถานการณ์ที่กองกำลังนี้แสดงให้เห็น พวกเขาแข็งแกร่งจริง ๆ
“ข้าพูดไม่ผิดใช่หรือไม่ ทหารธรรมดาไม่มีทางต้านทานพวกเขาได้” ราชาถ่ามู่กล่าวจากด้านข้าง
“ฝ่าบาท ข้ายอมรับว่าพวกเขาไม่ธรรมดา แต่หากพระองค์ตรัสว่าพวกเขาสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์ได้ ข้าก็ยังไม่เชื่อ” เซินเหล่ยกล่าว
ราชาถ่ามู่ “…”
เมื่อกองกำลังทหารม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ สายตาของเซินเหล่ยและคนอื่นก็จับจ้องไปที่พวกเขาทั้งหมด
สองร้อยจั้ง… หนึ่งร้อยจั้ง…
ขณะที่กองกำลังนั้นกำลังจะบุกเข้ามาถึงด้านหน้าของเหล่าแม่ทัพในระยะห้าสิบจั้ง เซินเหล่ยก็ลงมือ
“อย่าได้บังอาจ!”
เซินเหล่ยตะโกนก้อง เท้าเหยียบพื้น รวบรวมพลังปราณเซียนเทียนเข้าสู่คมดาบ ก่อนกระโจนข้ามระยะทางหลายสิบจั้งเพื่อเข้าฟาดฟันใส่ผู้นำขบวนทหารม้า
ในชั่วขณะนั้น พลังของเขาพุ่งถึงขีดสุด
ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าราชาถ่ามู่นั้นเลอะเลือนเพราะพิษไข้จริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง
หลี่เต้านำจางเมิ่งและคนอื่นเตรียมฝ่าวงล้อมทะลุเข้าสู่ด่านฟู่เฟิงในคราวเดียว ทันใดนั้นหางตาก็เห็นเงาดำใหญ่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้า
เขาฟาดง้าวออกไปตามสัญชาตญาณทันที
เสียงดังตึง!
ในชั่วขณะถัดมา ก่อนที่จะทันได้เห็นชัด เงาดำขนาดใหญ่นั้นก็ถูกเขาตบกระเด็นออกไปจนหายลับ
“ช่างประหลาดนัก”
หลังจากพึมพำกับตัวเองเสร็จ หลี่เต้าก็ก้มหน้าบุกต่อไป นำพวกของเขากวาดล้างผู้ที่กล้าเข้ามาขวางทางจนหมดสิ้น
แม้เขาอยากจะสังหารศัตรูมากมายนี้ แต่ก็เข้าใจดีว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องดูว่าด่านฟู่เฟิงเป็นอย่างไรบ้าง หากด่านฟู่เฟิงแตก เรื่องที่ตามมาก็จะยุ่งยาก
เพราะหากด่านฟู่เฟิงที่ได้ชื่อว่าเป็นด่านชายแดนที่แข็งแกร่งที่สุดถูกตีแตก ไม่ว่าสถานการณ์สุดท้ายของด่านฟู่เฟิงจะเป็นอย่างไร ก็จะต้องมีผู้ที่คิดไม่ดีจากเมืองหลวงมาก่อกวนอย่างแน่นอน
อย่าให้สุดท้ายชัยชนะเขาก็ไม่ได้รับ แต่กลับต้องมาแบกเรื่องยุ่งยากเอาไว้
ในเวลาเดียวกัน
ทางฝั่งราชาถ่ามู่และเหล่าแม่ทัพก็ได้เห็นกับตาว่าเซินเหล่ยพุ่งออกไปอย่างดุดัน และถูกผู้อื่นตบกระเด็นราวกับเป็นแมลงวัน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังทหารม้า แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายอย่างเซินเหล่ยก็ยังเป็นเช่นนี้ แล้วจะกล่าวถึงคนอื่น ๆ ไปไย
เมื่อเห็นกองกำลังทหารม้าที่ดุดันบุกเข้ามา ทุกคนก็หลบไปด้านข้างโดยสัญชาตญาณ
ครู่ต่อมา
พวกเขาก็ได้เห็นกองทัพทหารม้าผ่านไปตรงหน้าในระยะประชิด
“นี่มัน… กลิ่นอายของกองทัพวิญญาณ!” เลี่ยชิงมองกองกำลังทหารม้าที่มุ่งหน้าไปทางด่านฟู่เฟิงก่อนจะพึมพำด้วยสายตาตกตะลึง
นอกจากเขาแล้ว ผู้ที่มีความรู้อยู่บ้างก็ล้วนจดจำได้ถึงกลิ่นอายของกองทัพวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างของจางเมิ่งและคณะ
“กองกำลังทหารม้าเพียงสามร้อยกว่านาย กลับสามารถรวมพลังเป็นกองทัพวิญญาณได้ พวกเขาเป็นอะไรกันแน่” จินโม่พึมพำ
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงภาพที่เซินเหล่ยถูกซัดกระเด็นออกไปก่อนหน้านี้ สายตาของพวกเขาก็มองไปยังราชาถ่ามู่ที่หลบอยู่ในฝูงชนโดยไม่รู้ตัว
เมื่อรู้สึกถึงสายตาเหล่านั้น ราชาถ่ามู่ก็ทรงตรัสว่า “ข้าก็บอกไปแล้ว แต่พวกเจ้าไม่เชื่อเอง”
ทันใดนั้น ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ “เซินเหล่ยเป็นอย่างไรบ้าง? เขายังไม่ตายใช่หรือไม่”
ในตอนนั้นเอง แถวของกองทัพก็แยกออก เห็นทหารชนเผ่าเป่ยหมานสองนายประคองคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา
คนที่ถูกประคองมานั้นก็คือเซินเหล่ยที่เพิ่งถูกซัดกระเด็นออกไปนั่นเอง
“เซินเหล่ยยังไม่ตายใช่หรือไม่” ราชาถ่ามู่ตรัสถาม
“แค่ก แค่ก” เซินเหล่ยไอออกมาครั้งหนึ่ง ถ่มเลือดทิ้งก่อนตอบว่า “ทูลฝ่าบาท ข้ายังไม่ตาย”
แต่แล้วเขาก็ยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “แม้จะยังไม่ตาย แต่กระดูกหักไปหลายซี่”
นึกถึงการจู่โจมที่ปะทะร่างของเขาเมื่อครู่ ในใจอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
เพราะเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการจู่โจมครั้งนั้นเป็นเพียงการโจมตีแบบขอไปที
แต่กระนั้นก็ยังทำให้เขาต้านทานไว้ไม่อยู่ หากอีกฝ่ายเอาจริง คาดว่าเพียงการโจมตีครั้งเดียวก็คงพรากชีวิตเขาได้
จากจุดนี้สามารถตัดสินได้ว่า ผู้นำกองกำลังทหารม้านั้นต้องเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่ไม่ด้อยไปกว่าเสิ่นจงอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกถึงแรงกดดันที่รุนแรงยิ่งกว่าเสิ่นจงจากร่างของอีกฝ่ายด้วย
เมื่อเห็นว่าเซินเหล่ยเพียงแค่กระดูกหักไม่กี่ซี่ ราชาถ่ามู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ด้วยกองทัพยังต้องการเขาเป็นผู้บัญชาการ จะเกิดเรื่องขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด
แต่ไม่นาน พระองค์ก็หัวเราะเยาะตรัสว่า “เซินเหล่ย ตอนนี้เจ้าจงบอกข้าอีกครั้งซิ ว่าใครกันแน่ที่เลอะเลือน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของเซินเหล่ยก็แข็งค้าง ก้มหน้าลงกล่าว “ฝ่าบาท ข้าผิดไปแล้ว”
“ฮึ!” ราชาถ่ามู่แค่นเสียงเย็นชา “เห็นว่าเจ้ายังมีประโยชน์อยู่บ้าง คราวนี้จะละเว้นเจ้าไปก่อน รอจนยึดด่านฟู่เฟิงได้แล้วค่อยจัดการเจ้า”
ตรัสจบ พระองค์ก็หันไปมองทางด่านฟู่เฟิงแล้วถามขึ้น “ข้าจะถามเจ้า กองทัพที่มีอยู่ในมือตอนนี้ จะสามารถกำจัดกองทหารม้านั่นได้หรือไม่”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ!” เซินเหล่ยกล่าวออกมาอย่างไม่ลังเล “ต่อให้เป็นขั้นปรมาจารย์แล้วอย่างไร เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพวิญญาณนับหมื่น แม้แต่ปรมาจารย์ก็ต้องก้มหัวให้ วันนี้ด่านฟู่เฟิงต้องแตกอย่างแน่นอน!”