ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 189 การทรยศ
บทที่ 189 การทรยศ
สองขาก็คือสองขา อีกทั้งยังอยู่ท่ามกลางกองทัพที่วุ่นวาย จะวิ่งแซงสี่ขาได้อย่างไร
ไม่นานนัก หลี่เต้าก็นำทุกคนควบม้าไล่ตามกองทัพชนเผ่าเป่ยมหานที่กำลังหลบหนีได้ทัน
เขาเงื้อง้าวมังกรทมิฬขึ้น บุกตรงเข้าไปในฝูงชนตามทิศทางที่กองทัพชนเผ่าเป่ยมหานหนีไป พร้อมกับกวาดสายตามองไปทั่วสนามรบเพื่อหาร่องรอยของราชาถ่ามู่
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางความวุ่นวาย มีดวงตาสองคู่จับจ้องอยู่ที่ราชาถ่ามู่และคนอื่น ๆ ตลอดเวลา
เมื่อเห็นราชาถ่ามู่กำลังหนีหัวซุกหัวซุนท่ามกลางฝูงชน จินโม่และเลี่ยชิงต่างเผยรอยยิ้มเยาะหยัน
เลี่ยชิงเอ่ยปากขึ้น
“สถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้ ราชาถ่ามู่และเซินเหล่ย รวมถึงแม่ทัพทั้งหลายของเผ่าถ่ามู่คงจะไม่ชอบใจเป็นแน่”
จินโม่กวาดสายตามองไปรอบด้าน ทันใดนั้นก็ราวกับเห็นบางสิ่ง เขาแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
“ไม่ชอบใจหรือ? ดูข้าเติมเชื้อไฟให้พวกเขาทุกข์ยิ่งกว่าเดิม”
ในชั่วขณะถัดมา เสียงของจินโม่ก็ดังก้องไปทั่วสนามรบ
“ชาวเผ่าถ่ามู่ทั้งหลาย ตอนนี้ต้าเฉียนได้มุ่งเป้าไปที่องค์ราชาของพวกเจ้าเป็นหลัก หากพวกเจ้าชี้ตำแหน่งขององค์ราชาออกมา บางทีพวกเจ้าอาจจะหนีรอดไปได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนที่กำลังหนีต่างชะงักงัน ในขณะเดียวกัน ราชาถ่ามู่ที่ปะปนอยู่ในฝูงชนก็ได้ยินคำพูดของจินโม่ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินประโยคนี้ พระองค์สังเกตเห็นสายตาไม่เป็นมิตรมากมายที่จ้องมองมาที่ร่างของตน
“มองอะไร?” ราชาถ่ามู่ตรัสด้วยความโกรธเกรี้ยว
“หรือว่าพวกเจ้าจะทรยศส่งข้าออกไปจริง ๆ? ข้าเป็นองค์ราชาของพวกเจ้านะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาไม่เป็นมิตรรอบข้างก็ถูกสงวนกลับไปในทันที แต่ในขณะนั้นเอง เสียงการต่อสู้ก็ดังขึ้นจากที่ไม่ไกลด้านหลังของพวกเขา
บางคนหันกลับไปมอง พวกเขาเห็นทหารม้าที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้หนีอย่างกระเจิดกระเจิงได้บุกเข้ามาในกลุ่มของพวกเขาอีกครั้ง และเริ่มสังหารอย่างบ้าคลั่ง อีกทั้งระยะห่างก็ไม่ไกลนัก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะบุกเข้ามาถึง
ในที่สุด ก็มีคนหนึ่งทนแรงกดดันในใจไม่ไหว แหงนหน้าตะโกนเสียงดัง
“ราชาถ่ามู่อยู่ตรงนี้!”
เป้าหมายของเขาคือต้องการล่อให้ศัตรูมาที่ราชาถ่ามู่ จากนั้นเขาจะฉวยโอกาสหนีไปอีกทาง วิธีนี้มีโอกาสรอดมากกว่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ราชาถ่ามู่สีหน้าเปลี่ยนไปทันที “หลินอี!”
หลินอีได้ยินก็ชักดาบออกมาสังหารชายที่ตะโกนคนนั้นทันที แต่หลี่เต้าคอยจับตาดูทิศทางของราชาถ่ามู่อยู่ตลอด เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเมื่อครู่แล้ว สายตาจึงเล็งเป้าหมายตามเสียงนั้นอย่างรวดเร็ว
ฝ่ายราชาถ่ามู่เห็นคนที่ตะโกนตายแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก มองไปยังทิศทางของเสียงการต่อสู้ ผลคือ เพียงแวบเดียวก็เห็นดาวมรณะที่โดดเด่นที่สุดในฝูงชน
แต่สิ่งที่ทำให้ขนหัวลุกชันคือ สายตาของเขาเผอิญสบเข้ากับดวงตาของอีกฝ่ายพอดี และสิ่งที่ทำให้เขาตื่นตระหนกยิ่งกว่านั้นคือ อีกฝ่ายยังยิ้มจางให้เขา ราวกับจะบอกว่า ‘หาเจ้าเจอแล้ว!’
… หลังจากกำหนดตำแหน่งคร่าว ๆ ของราชาถ่ามู่ได้แล้ว หลี่เต้าก็เงื้อง้าวมังกรทมิฬขึ้นแล้วฟาดลงอย่างรุนแรง
“ไร้เทียมทาน! ดาวพิฆาต!”
เงาง้าวมังกรทมิฬยาวสิบกว่าจั้งฟาดลงมา เปิดเส้นทางตรงหน้าเขาออกทันที
เนื่องจากเป็นการเผชิญหน้ากับกองทัพที่พ่ายแพ้ ดังนั้นพวกจางเมิ่งที่สามารถรวบรวมกองทัพวิญญาณได้ด้วยตัวเอง จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการเสริมพลังจากเขา ดังนั้น ต่อจากนี้เขาเพียงแค่ต้องไปตามหาราชาถ่ามู่คนเดียวก็พอ
อีกด้านหนึ่ง เมื่อรู้ว่าตำแหน่งของตนเองถูกเปิดเผยแล้ว สีหน้าของราชาถ่ามู่ก็ซีดเผือด
โดยเฉพาะเมื่อผู้คนรอบข้างต่างรู้ว่าราชาถ่ามู่ถูกเปิดเผยตำแหน่งแล้ว และจะดึงดูดดาวมรณะผู้นั้นมา พวกเขาจึงถอยห่างจากราชาถ่ามู่โดยสัญชาตญาณ เกรงว่าจะถูกลูกหลง จนทำให้ตำแหน่งที่ราชาถ่ามู่อยู่ถูกเปิดเผยต่อสายตาผู้คนอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นทหารเป่ยมหานต่างพากันถอยห่างจากตน ราชาถ่ามู่ก็ตรัสด้วยความโกรธ
“ข้าคือองค์ราชาของพวกเจ้า รีบมาป้องกันข้าเดี๋ยวนี้”
แต่ไม่มีใครสนใจคำสั่งของราชาถ่ามู่ ต่างเอาตัวรอดหนีอย่างเดียว
เมื่อเห็นว่าดาวมรณะผู้นั้นเข้ามาใกล้ตนมากขึ้นเรื่อย ๆ ราชาถ่ามู่ก็ตื่นตระหนก ร้องเรียกโดยสัญชาตญาณ
“เซินเหล่ย พวกเจ้า…”
เดิมเขาคิดจะให้เซินเหล่ยและคนอื่น ๆ ช่วยบังหน้าให้ แต่พอหันกลับไปมองก็ต้องตกตะลึง เพราะด้านหลังของเขาไม่มีใครอยู่เลย ร่างของเซินเหล่ยและคนอื่น ๆ หายไปนานแล้ว
ท่ามกลางฝูงชน หลังจากเซินเหล่ยและคนอื่นผละจากราชาถ่ามู่แล้วก็รีบปลอมตัวเป็นทหารธรรมดา หนีไปพร้อมกับทหารคนอื่น ๆ ทันที
แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวอย่างอดไม่ไหว
“แม่ทัพเซินเหล่ย พวกเราทำเช่นนี้เหมาะสมหรือ? ทิ้งองค์ราชาไว้แล้วหนีไปเสียเฉย ๆ หากองค์ราชากลับไปแล้วลงโทษพวกเราจะทำอย่างไร?”
เซินเหล่ยหันกลับมาตอบเสียงเรียบ
“นั่นก็ต่อเมื่อองค์ราชายังมีชีวิตรอดกลับไปได้”
เหล่าแม่ทัพของราชาถ่ามู่ “???”
… เมื่อราชาถ่ามู่มองดูพวกเซินเหล่ยหายตัวไป จิตใจของเขาก็จมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง
ในตอนนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นหลินอีและองครักษ์คนอื่นที่อยู่ด้านข้าง ราชาถ่ามู่ราวกับคว้าเอาฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ รีบเข้าไปกุมมือหลินอีแน่น
“หลินอี พวกเจ้าต้องคุ้มครองข้าให้ดี”
“วางพระทัยเถิดฝ่าบาท” หลินอีกล่าว
ในตอนนั้นเอง ราชาถ่ามู่สังเกตเห็นบางสิ่งจากหางตา ใบหน้าแสดงความหวาดกลัวออกมาขณะชี้ไปยังทิศทางหนึ่งพลางตะโกน
“หลินอี เขากำลังไล่สังหารเข้ามา!”
โครม!
เงาของง้าวยักษ์ฟาดลงมา ฟาดลงตรงหน้าราชาถ่ามู่และหลินอี รวมถึงองครักษ์ทั้งหมด สังหารทหารเป่ยมหานที่กำลังหนีไปตามเส้นทางจนหมดสิ้น
เมื่อมองตามรอยบนพื้นไป ก็เห็นชายคนหนึ่งเปลือยท่อนบน รวบผมหางม้าสูง ควบม้าเข้ามาหาพวกเขาช้า ๆ
ชายผู้นั้นถือง้าวยาวในมือ บนนั้นยังมีเลือดสดหยดไม่หยุด สายตาที่มองมายังพวกเขามีรอยยิ้มจาง ๆ
หลี่เต้ามองดูชายที่ถูกองครักษ์หลายนายคุ้มกันอยู่ด้านหลัง แล้วหยุดห่างออกมาที่ระยะสิบจั้งจากตัวชายผู้นั้น อาจเป็นเพราะกลิ่นอายการฆ่าฟันบนตัวเขาเข้มข้นเกินไป ผู้คนที่กำลังหนีจึงพากันเลี่ยงตำแหน่งที่เขายืนอยู่
หลี่เต้ามองไปยังฝั่งตรงข้าม เอ่ยปากถามว่า “ราชาถ่ามู่?”
เมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่าย ราชาถ่ามู่ถึงกับสะดุ้งเฮือกโดยไม่รู้ตัว กลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าเอ่ยวาจาใด
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่เต้าก็พยักหน้าเบา ๆ “ดูท่าเจ้าคงเป็นคนที่ข้าตามหาจริง ๆ”
จากนั้นเขาจึงเหลือบมองไปทางหลินอีและเหล่าองครักษ์ “พวกเจ้า…”
ยังไม่ทันที่หลี่เต้าจะพูดจบ ในชั่วขณะถัดมา ท่ามกลางสายตางุนงงของราชาถ่ามู่ เขาถูกหลินอีผลักออกไปข้างหน้า
ราชาถ่ามู่ถึงกับเดือดดาลตะโกนขึ้นในทันที
“หลินอี เจ้ากำลังทำอะไร? ไม่ใช่สัญญาว่าจะคุ้มครองข้าให้ดีหรอกหรือ?”
หลินอีส่ายหน้าพลางกล่าว
“ฝ่าบาท อย่าดิ้นรนไปเลย ต่อหน้าท่านผู้นี้ หากพวกข้าไม่ป้องกันท่าน ท่านก็ต้องตาย แต่หากพวกข้าป้องกันท่าน พวกข้าก็ต้องตาย แล้วท่านก็ต้องตายด้วยเช่นกัน เหตุใดต้องให้พวกข้าตายตามท่านด้วยเล่า? ดังนั้นขอให้ท่านเสียสละตนเองอย่างไม่เห็นแก่ตัว เพื่อให้พวกข้ารอดพ้นเถิด”
ราชาถ่ามู่ทำหน้าไม่อากจะเชื่อ ไม่กล้าเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของตน จากนั้นก็นึกขึ้นมาได้ จึงตรัสถามทันที
“ถ้าหากพวกเจ้าคิดเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่หนีไปพร้อมกับพวกสารเลวเซินเหล่ยแต่แรกเสียเลยเล่า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของหลินอีดูอึดอัดขึ้นมา ก่อนจะอธิบายว่า
“พวกเขาวิ่งเร็วเกินไป พวกข้าตามไม่ทัน”
สีหน้าของราชาถ่ามู่แข็งค้าง กัดฟันพูดว่า “ดีนัก พวกเจ้าช่างดีนัก”
ที่แท้ตั้งแต่เริ่มหลบหนีมา รอบกายเขาไม่มีคนที่ไว้ใจได้สักคน ทุกคนล้วนแต่แสร้งทำดีต่อหน้าเขา พลันนั้น เขาก็รู้สึกว่าตนเองล้มเหลวในการเป็นกษัตริย์เหลือเกิน