ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 195 หยางเหยียนผู้ถูกหลอกง่าย
บทที่ 195 หยางเหยียนผู้ถูกหลอกง่าย
ไม่นานกองทัพก็เร่งความเร็วมุ่งหน้าไปยังด่านฟู่เฟิง หลังจากสั่งการเสร็จ หยางหลินหันไปมองฉีเซิ่ง
“เจ้าพาเด็กตระกูลฉีติดตามกองทัพไปด้วยเถอะ”
“ขอรับ”
เมื่อเห็นว่าหยางหลินไม่พูดอะไรต่อ ฉีเซิ่งรู้สึกผิดหวังในใจ ในขณะนั้นเอง หยางเหยียนที่ไปถ่ายทอดคำสั่งก็ขี่ม้ากลับมา
เมื่อเห็นหยางเหยียน ฉีเซิ่งก็มีความคิดใหม่ผุดขึ้นมาในใจทันที แม้ว่าทางด้านหยางหลินจะไม่สามารถสื่อสารได้ชั่วคราว แต่ทางด้านหยางเหยียนน่าจะพอได้
ในฐานะหลานชายคนโตรุ่นที่สามของตระกูลหยางในปัจจุบัน หากสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ ผลลัพธ์ก็คงไม่แตกต่างจากการเกาะขาหยางหลินเท่าไหร่ เพราะถ้าทุกอย่างราบรื่น หยางเหยียนก็จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากหยางหลินในที่สุด
ดังนั้นระหว่างทางกลับไปยังด่านฟู่เฟิง ฉีเซิ่งจึงเริ่มชวนหยางเหยียนคุย
เนื่องจากก่อนหน้านี้ติดตามหยางหลินมาตลอด หยางเหยียนจึงต้องระงับนิสัยร่าเริงของตนเองไว้ เมื่อมีคนเข้ามาสนทนาด้วยก่อน หยางเหยียนก็รู้สึกสนใจและเริ่มพูดคุยด้วย
อาจเป็นเพราะฉีเซิ่งแสร้งทำได้ดีพอ ในไม่นานทั้งสองคนก็คุยกันอย่างออกรส
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหยางเหยียนสืบทอดมุมมองบางส่วนมาจากหยางหลิน หลังจากได้ฟัง ‘เรื่องราวอันน่าภาคภูมิใจ’ ของฉีเซิ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชมติด ๆ กัน
ทันใดนั้น หยางเหยียนเห็นฉีเซิ่งมีสีหน้าเศร้าหมองอยู่บ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
“น้องชายฉีดูท่าทางไม่สบายใจ มีอะไรหรือ?”
ฉีเซิ่งส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น
“ไม่ได้ไม่สบายใจอะไรหรอก แค่กังวลใจนิดหน่อย”
“กังวลเรื่องอะไรหรือ?” หยางเหยียนถาม
“ข้ากังวลเรื่องแม่ทัพเสิ่นจง ในฐานะที่ข้าเป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของแม่ทัพเสิ่นจง กลับได้แต่มองดูแม่ทัพใกล้สิ้นใจ ข้ารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก เฮ้อ”
ฉีเซิ่งถอนหายใจยาว
หยางเหยียนมองดูเสิ่นจงที่สลบไสลไม่ได้สติ จึงปลอบใจว่า
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เจ้าก็ได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว หากจะโทษ ก็ต้องโทษพวกชาวเป่ยมหานที่ใช้วิธีสกปรกเกินไป ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนทรยศต่อต้าเฉียนและแทงข้างหลังแม่ทัพเสิ่น”
“ไม่ ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า” ฉีเซิ่งถอนหายใจ
“เฮ้อ ต้องโทษที่ข้าไร้ประโยชน์ บัดนี้แม่ทัพเสิ่นบาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย ด่านฟู่เฟิงเสียไป เหลือเพียงข้าฉีเซิ่งเพียงผู้เดียว นับเป็นความผิดอันใหญ่หลวง เมื่อยึดด่านฟู่เฟิงคืนได้แล้ว ข้าจะต้องไปเมืองหลวง ขอให้ฝ่าบาทลงโทษ”
หยางเหยียนได้ยินดังนั้นจึงกล่าวทันที
“น้องชายฉี เจ้าพูดไม่ถูกแล้ว เจ้าเป็นเพียงหัวหน้าหน่วยองครักษ์เท่านั้น จะโทษเจ้าได้อย่างไร ตามความเห็นข้า การที่เจ้าสามารถพาแม่ทัพเสิ่นฝ่าวงล้อมทหารนับหมื่นออกมาได้ ก็นับว่าทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่มีความผิด ยังควรได้รับความดีความชอบด้วยซ้ำ”
“คงมีแต่พี่ชายหยางที่คิดเช่นนี้เท่านั้น” ฉีเซิ่งส่ายหน้า
“เหตุใดจึงว่ามีแต่ข้าที่คิดเช่นนี้? หากเรื่องของน้องชายฉีถูกเล่าออกไป ข้าเชื่อว่าทุกคนจะต้องคิดเหมือนข้า”
หยางเหยียนกล่าว
“หากคนอื่นไม่เห็นด้วย อย่างมากก็…”
หยางเหยียนมองไปยังหยางหลินที่อยู่ไม่ไกล แล้วเข้าไปกระซิบข้างฉีเซิ่ง
“อย่างมากข้าก็ให้ท่านปู่ช่วยพูดกับฝ่าบาทสักคำ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของฉีเซิ่งก็เปล่งประกายด้วยความยินดี แต่ภายนอกกลับแสดงท่าทางเกรงใจ
“พี่ชายหยาง เช่นนี้คงไม่เหมาะกระมัง”
หยางเหยียนตบอกตัวเอง กล่าวอย่างมั่นใจ
“ไม่มีอะไรไม่เหมาะหรอก ข้ารู้จักท่านผู้เฒ่าดี ท่านชอบคนมีความสามารถอย่างน้องชายฉีมากที่สุด ท่านต้องยินยอมแน่”
“หากเป็นไปได้ ข้าต้องขอบคุณพี่ชายหยางมาก ข้าฉีเซิ่งมิได้ทำเพื่อตัวเอง ข้าเพียงไม่อยากให้ตระกูลฉีของข้าต้องแบกรับความเข้าใจผิดและคำครหาที่เกิดจากข้าฉีเซิ่ง”
“ฮ่า ๆ เจ้าเกรงใจอะไรกัน”
หยางเหยียนรู้สึกดีใจที่ได้ยินฉีเซิ่งเรียกเขาว่าพี่ชายหยางทุกครั้ง ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าบ่นที่เมืองหลวงทุกวันว่าเขาไม่สนใจการงาน อายุสามสิบกว่าแล้วยังคบแต่เพื่อนไม่ดี
แต่ตอนนี้ต่างกันแล้ว เขาได้คบหากับฉีเซิ่งผู้ซื่อสัตย์ กล้าหาญ และมีศักยภาพอย่างมาก เมื่อท่านผู้เฒ่ารู้เรื่องนี้ ดูซิว่าจะยังกล่าวหาว่าเขาคบเพื่อนไม่เลือกหน้าอีกหรือไม่
อาจเป็นเพราะพูดคุยกันสนุก ทั้งสองจึงคุยกันต่ออีกสักพัก โดยเฉพาะหยางเหยียนที่ถูกฉีเซิ่ง ตั้งใจอยากผูกมิตรด้วย จนแทบจะสาบานเป็นพี่น้องกันตรงนั้น
ทันใดนั้น หยางเหยียนก็กล่าวขึ้น
“น้องชายฉี หากแม่ทัพเสิ่นใกล้สิ้นใจดังที่เจ้าว่า เจ้าก็คงไม่มีที่ยืนในกองทัพอีกแล้ว”
ฉีเซิ่งพยักหน้ายิ้มขื่น
“โธ่ หลังจากนี้คงต้องอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว”
“อยู่ที่เมืองหลวง? เช่นนั้นก็คงไม่สมกับความมุ่งมั่นของน้องชายฉีน่ะสิ เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอยากสร้างความดีความชอบด้วยตัวเอง”
หยางเหยียนขมวดคิ้ว
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็ทำอะไรไม่ได้”
หยางเหยียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ดวงตาสว่างวาบขึ้นมา
“หากน้องชายฉีไม่มีที่ไป เช่นนั้นมาอยู่ใต้สังกัดของท่านปู่ข้าก็ได้นะ!”
“ได้หรือ?”
“จะไม่ได้ได้อย่างไร คนมีความสามารถเช่นเจ้าไปที่ใดก็ย่อมมีคนต้องการ เจ้าวางใจได้ หากน้องชายฉีเข้าร่วมกับพวกเรา ข้าขอรับรองว่าจะให้ท่านปู่จัดการตำแหน่งที่ดีให้เจ้า อย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าตำแหน่งหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของเจ้าแน่”
เมื่อเห็นฉีเซิ่งมีท่าทีไม่ค่อยเชื่อถือในสายตา หยางเหยียนก็รีบพิสูจน์ตัวเอง
“น้องชายฉีรออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปบอกท่านปู่เดี๋ยวนี้”
ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น หยางเหยียนก็รีบเร่งฝีเท้าไล่ตามหยางหลินไป
มองดูเงาร่างของหยางเหยียน ในดวงตาฉีเซิ่งมีแววสมใจดังหมายวาบผ่าน
เขาคิดในใจ เป็นดังที่ในเมืองหลวงว่าไว้ หยางเหยียนหลานชายรุ่นที่สามของตระกูลหยางผู้นี้ใสซื่อจริงๆ
หยางเหยียนไล่ตามหยางหลินทันอย่างรวดเร็ว
“ท่านผู้บัญชาการ”
“มีอะไร?”
หยางเหยียนชำเลืองมองฉีเซิ่งที่อยู่ไม่ไกลด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยว่า
“ขออนุญาตถามท่านผู้บัญชาการว่ามีความเห็นอย่างไรกับฉีเซิ่ง”
“ฉีเซิ่งหรือ?”
หยางหลินหันไปมองหยางเหยียน เอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ข้าไม่มีความเห็นอะไรเกี่ยวกับเขา”
หยางเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะพูดว่า
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ท่านแม่ทัพไม่ได้ชื่นชอบคนแบบฉีเซิ่งมากที่สุดหรอกหรือ?”
หยางหลินขมวดคิ้ว ย้อนถามกลับไป
“เขาเป็นคนเช่นไร? เหตุใดข้าต้องชื่นชอบด้วย?”
“ท่านก็ได้ยินเรื่องที่ฉีเซิ่งเล่าถึงตอนที่เขาช่วยเจิ้นเป่ย์โหวออกมาไม่ใช่หรือ?”
หยางเหยียนพูดออกมาโดยไม่ทันคิด
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหลินก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าหนุ่มนั่นใช้เจ้ามาสินะ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้ามาเพื่อปรึกษาบางเรื่องกับท่านแม่ทัพ”
หยางเหยียนตกใจ ส่ายหน้าปฏิเสธ
หยางหลินชายตามมองฉีเซิ่งที่อยู่ด้านหลัง พูดอย่างมีนัยสำคัญ
“ปรึกษาได้ แต่ในฐานะแม่ทัพ ข้าขอเตือนเจ้าสักคำ เรื่องใดก็ตามอย่าเพิ่งฟังความด้านเดียว ดังนั้น กลับไปคิดให้ดีเสียก่อน เมื่อคิดให้กระจ่างแล้วค่อยมาปรึกษาข้า”
พูดจบ หยางหลินก็ควบม้าผ่านหยางเหยียนไป ทิ้งให้หยางเหยียนครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง
ไม่ไกลนัก ฉีเซิ่งเห็นเหตุการณ์นี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย รีบเร่งเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถาม
“พี่หยาง ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
“ไม่เป็นไร”
หยางเหยียนส่ายหน้า ไม่ได้สนใจมากนัก ยังคงก้มหน้าครุ่นคิดต่อไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของฉีเซิ่งก็มีแววเย็นเยียบวาบผ่าน เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจท่าทีของหยางเหยียน แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่ตามหยางเหยียนไปเงียบ ๆ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว หยางเหยียนก็เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน เขาพิจารณาอย่างดีแล้ว และเชื่อมั่นในวิจารณญาณของตนเอง
เมื่อได้สติ เขาก็ตบไหล่ฉีเซิ่งพลางกล่าวว่า
“น้องฉีวางใจได้ พี่ชายหยางผู้นี้จะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าสำเร็จแน่นอน”
พูดจบ เขาก็ควบม้าไล่ตามท่านปู่ของเขาไปอีกครั้ง