ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 194 คำอธิบายของฉีเซิ่ง
บทที่ 194 คำอธิบายของฉีเซิ่ง
เมื่อไปได้ครึ่งทาง ก็มีชายผู้หนึ่งสวมชุดแม่ทัพเดินสวนมาจากฝั่งตรงข้าม หยางเหยียนจำได้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือแม่ทัพนำทางที่อยู่ด้านหน้าของกองทัพใหญ่
“แม่ทัพหยางเหยียน”
เมื่อเห็นหยางเหยียน แม่ทัพนำทางก็หยุดและทักทายทันที
“ด้านหน้าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงหยุดกะทันหัน?” หยางเหยียนถาม
แม่ทัพนำทางประสานมือคำนับพลางกล่าว
“เรียนท่านแม่ทัพ ด้านหน้ามีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัว อ้างว่าเป็นหัวหน้าองครักษ์ของแม่ทัพเสิ่นจง บอกว่าได้พาแม่ทัพเสิ่นจงหนีมาจากด่านฟู่เฟิง”
หยางเหยียนตกใจ รีบกล่าวทันที
“พาข้าไปดูเดี๋ยวนี้”
ไม่นาน หยางเหยียนก็มาถึงด้านหน้าสุดของกองทัพภายใต้การนำทางของแม่ทัพนำทาง เขาเห็นทั้งคู่ที่อยู่ในสภาพอิดโรยทันที
ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือฉีเซิ่งและเสิ่นจงที่ยังคงสลบไม่ได้สตินั่นเอง
เมื่อหยางเหยียนเห็นฉีเซิ่งและเสิ่นจงที่หมดสติอยู่ด้านหลัง เขาก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเสียงเข้ม
“บอกมา พวกเจ้าเป็นใครกันแน่! รู้หรือไม่ว่าการแอบอ้างเป็นแม่ทัพแห่งต้าเฉียนนั้นโทษหนักเพียงใด?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีเซิ่งก็รีบอธิบาย
“ท่านแม่ทัพ พวกข้าไม่ได้แอบอ้าง ข้าคือหัวหน้าองครักษ์ของท่านแม่ทัพเสิ่นจงจริง ๆ และผู้ที่หมดสติอยู่เบื้องหลังข้าก็คือท่านแม่ทัพเสิ่นจงเอง”
“ฮึ! พูดจาเหลวไหล พวกเจ้าพูดเช่นนี้ แต่จะพิสูจน์ตัวตนได้อย่างไร?”
ฉีเซิ่งมองหยางเหยียนแล้วถาม
“ขออนุญาตถามท่านแม่ทัพ ท่านแซ่อะไรนามใด?”
“ตระกูลหยางแห่งเมืองหลวง นามหยางเหยียน” หยางเหยียนตอบ
“ตระกูลหยาง?” ฉีเซิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ ๆ ดวงตาก็เปล่งประกาย
“ขอถามว่าท่านคือหยางเหยียน หลานชายคนโตของท่านไท่ผิงกงใช่หรือไม่?”
“แล้วเป็นอย่างไร?”
ฉีเซิ่งรีบกล่าวต่อ
“พี่หยางเหยียน พวกเราเคยพบกันมาก่อน ข้าคือฉีเซิ่ง บุตรชายคนโตตระกูลฉี ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปร่วมงานฉลองครบรอบร้อยปีของท่านไท่ผิงกง ตอนนั้นพวกเรายังได้พูดคุยกันด้วย”
“ฉีเซิ่งจากตระกูลฉี?”
หยางเหยียนขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็เลิกคิ้วแล้วพูดว่า
“เจ้าคือฉีเซิ่ง?”
“ใช่ ข้าคือฉีเซิ่งเอง”
ราวกับกลัวว่าหยางเหยียนจะจำไม่ได้ เขาจึงรีบเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนใบหน้าออกอีกครั้ง หลังจากมองอย่างพินิจพิเคราะห์ หยางเหยียนก็เอ่ยอย่างประหลาดใจ
“เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย”
พูดจบ สีหน้าของหยางเหยียนก็เปลี่ยนไป รีบถามทันที
“ข้าได้ยินว่าเจ้าออกจากเมืองหลวงไปเข้าร่วมกององครักษ์ของเจิ้นเป่ย์โหวเสิ่นจง หรือว่า…”
สายตาของเขาตกไปยังร่างที่อยู่ด้านหลังฉีเซิ่งโดยไม่รู้ตัว
“ผู้ที่อยู่ด้านหลังข้าก็คือเจิ้นเป่ย์โหวเสิ่นจง” ฉีเซิ่งพยักหน้า
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหยางเหยียนก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
“เจิ้นเป่ย์โหวเป็นอะไรไป?”
เมื่อได้ยินคำถาม ฉีเซิ่งจึงอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟังทั้งหมด หลังฟังจบ หยางเหยียนก็รู้ว่าตนเองตัดสินใจเองไม่ได้ จึงกล่าวว่า
“เจ้าตามข้าไปพบแม่ทัพเถอะ”
“ขออนุญาตถามว่าท่านแม่ทัพคือ…”
“ท่านปู่ของข้า”
“ท่านไท่ผิงกงหรือ?”
คราแรกฉีเซิ่งตกใจ แต่หลังจากนั้นก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่ง เพราะตอนอยู่ในเมืองหลวงเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของหยางหลิน ท่านไท่ผิงกงมาก่อน
เขาสืบเชื้อสายมาจากตระกูลแม่ทัพ รักทหารเสมือนบุตร และชื่นชอบผู้ที่กล้าหาญในการรบและจงรักภักดีที่สุด สิ่งเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับความคิดของเขา เมื่อได้พบหน้าอีกฝ่าย เขาก็ทำเพียงแค่อธิบายสิ่งที่คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกไป บางทีอาจได้รับการยอมรับจากอีกฝ่าย
ก่อนหน้านี้เขาคิดจะติดสอยห้อยตามแม่ทัพรุ่นใหม่อย่างเสิ่นจง ผู้มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด แต่ชัดเจนว่าตอนนี้เสิ่นจงใช้การไม่ได้แล้ว ถึงเวลาต้องหาที่พึ่งใหม่ และท่านไท่ผิงกงก็เหมาะสมยิ่ง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฉีเซิ่งก็รีบกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นพี่ชายหยางรีบนำทางเถิด อย่าให้ท่านไท่ผิงกงต้องรอนาน”
ไม่นาน ทั้งสองก็พาเสิ่นจงที่หมดสติมาอยู่เบื้องหน้าหยางหลิน หยางหลินมองสองคนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ขมวดคิ้วถาม
“หยางเหยียน พวกเขา…”
ยังไม่ทันที่หยางเหยียนจะแนะนำ ฉีเซิ่งก็รีบแนะนำตัวเองว่า
“ข้าฉีเซิ่งแห่งตระกูลฉี ขอคำรวะท่านไท่ผิงกง”
“ฉีเซิ่งแห่งตระกูลฉี?”
หยางหลินไม่ได้สนใจ แต่หันไปมองหยางเหยียนแทน หยางเหยียนเข้าไปยืนข้างหยางหลิน แล้วเล่าเรื่องที่ฉีเซิ่งบอกเขาให้ฟังอีกครั้ง
“พิษเพลิงโลหิต? เสิ่นจง?”
หยางหลินมองไปยังร่างที่หมดสติอยู่เบื้องหลังฉีเซิ่ง มือขวายกขึ้นในอากาศ ร่างของเสิ่นจงก็ลอยขึ้นจากหลังม้ามาอยู่ตรงหน้าเขา
เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่หมดสติชัดเจน เขาก็ขมวดคิ้วเอ่ย
“เป็นเจ้าหนูเสิ่นจงจริง ๆ ด้วย!”
เขายื่นมือคว้าข้อมือของเสิ่นจง ถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไป หลังสัมผัสได้ชั่วครู่ คิ้วของหยางหลินก็ขมวดแน่น
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่จมดิ่งอยู่ในภวังค์เสมือนตาย เจ้าหนูเสิ่นจงคนนี้ใกล้จะสิ้นใจแล้ว”
ฉีเซิ่งที่อยู่ด้านข้างอธิบายด้วยสีหน้า ‘เศร้าโศก’ ว่า
“ก่อนหน้านี้ท่านเจิ้งในกองทัพได้ตรวจดูแม่ทัพเสิ่นแล้ว บอกว่าหากแม่ทัพเสิ่นสูญเสียพลังวิญญาณหมดก็จะสิ้นชีวิต”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหลินก็มองดูเสิ่นจงพลางพยักหน้า
“จริงอย่างที่ว่า พลังวิญญาณในร่างของเจ้าหนูเสิ่นจงคนนี้ใกล้จะหมดสิ้นแล้ว”
ทันใดนั้น พลังวิญญาณก็มารวมกันอยู่ในฝ่ามือของหยางหลิน เขาส่งมันเข้าไปในร่างของเสิ่นจง
“ข้าช่วยต่อลมหายใจให้เขาได้อย่างมากแค่สามวัน ที่เหลือก็ต้องดูว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นหรือไม่”
จากนั้นเขาก็มองไปที่ฉีเซิ่ง
“เจ้าหนูตระกูลฉี ก่อนที่กองทัพจะไปถึงด่านฟู่เฟิง ตอนนี้เจ้าสามารถเล่าทุกสิ่งที่เจ้ารู้ออกมาได้แล้ว”
ความเป็นความตายของเสิ่นจงนั้นสำคัญ แต่เรื่องที่ด่านฟู่เฟิงสำคัญยิ่งกว่า เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีเซิ่งก็รู้ว่าโอกาสของตนมาถึงแล้ว
เขาจึงเริ่มเล่าตั้งแต่การทรยศของถังซัน แต่ต่างจากความเป็นจริงที่ว่าถังซันทรงยศอย่างกะทันหัน และเสิ่นจงได้นำพวกเขาฝ่าวงล้อมออกมาได้อย่างยากลำบาก ในคำพูดของเขากลับกลายเป็นว่าเขาได้ค้นพบพิรุธของถังซันและเป็นผู้เปิดโปงแผนร้ายนั้นเอง
และเพื่อให้เรื่องราวดูสมเหตุสมผล เขาไม่ได้อ้างความดีความชอบทั้งหมดไว้ที่ตัวเอง แต่บอกว่าตนเองร่วมมือกับเสิ่นจงฝ่าวงล้อมออกมาจนกลับถึงด่านฟู่เฟิง
หลังจากนั้น เกี่ยวกับการป้องกันด่านกว่าหนึ่งเดือน เขาก็เริ่มพูดเอาความดีเข้าตัวเอง แต่ความจริงแล้ว ในช่วงกว่าหนึ่งเดือนนั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่เฝ้าอยู่ข้างเสิ่นจงแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ในคำบอกเล่าของเขา เขากลายเป็นหัวหน้าองครักษ์ผู้ยอดเยี่ยมที่นำทัพบุกฆ่าศัตรูอยู่แนวหน้าเพราะเสิ่นจงสลบไป สุดท้าย เขายังเล่าว่าตนเองต้องพาเสิ่นจงที่ถูกวางยาจนสลบฝ่าวงล้อมของศัตรูนับหมื่นออกมา โดยมีผู้คนคอยช่วยกำบังให้หนีรอดมาได้
โดยสรุปแล้ว ในเรื่องราวนี้ เขาคือตัวเอกผู้ไร้ที่ติ ทุ่มเทจิตใจทั้งหมดเพื่อเสิ่นจงและด่านฟู่เฟิง
หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดจบ ฉีเซิ่งก็ไม่รู้สึกละอายใจแม้แต่น้อย เพราะในสายตาของเขา นอกจากตัวเขาเองและเสิ่นจงที่สลบเพราะถูกวางยาแล้ว คนอื่นที่ด่านฟู่เฟิงล้วนตายหมด
และเรื่องราวที่เขาเล่าก็แค่ขยายความจริงไปเพียงเล็กน้อย รายละเอียดก็ไม่ได้ต่างจากความจริงมากนัก ฉีเซิ่งคิดว่าหลังจากเล่าเรื่องราวอันสมบูรณ์แบบของเขาจบ ถึงแม้จะไม่ได้รับความตื่นตะลึง แต่อย่างน้อยก็ควรจะได้รับคำชื่นชมบ้าง
แต่ไม่คาดคิดว่า หลังจากฟังเขาเล่าจบ หยางหลินกลับจมอยู่ในความเงียบ
“สายเกินไปแล้วสินะ…”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฉีเซิ่งก็เข้าใจว่าเรื่องที่ตนเล่าไปทั้งหมด หยางหลินฟังแต่ประเด็นสำคัญเท่านั้น
หยางหลินหันมามองฉีเซิ่ง กล่าวเสียงหนัก
“ตามที่เจ้าเล่ามา ตอนนี้ด่านฟู่เฟิงถูกชนเผ่าเป่ยมหานบุกยึดครองแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่ขอรับ” ฉีเซิ่งตอบ
ตอนที่เขาจากมา ประตูเมืองแตกแล้ว โหวหย่วนเลี่ยงและคนอื่น ๆ ก็ถูกล้อมอย่างหนัก เวลาผ่านไปเกือบสี่ชั่วยามแล้ว พวกเขาคงพ่ายแพ้ยับเยินตกตายกันหมด และด่านฟู่เฟิงก็คงถูกกองทัพพันธมิตรสามเผ่ายึดครองไปแล้วอย่างแน่นอน
หยางหลินพยักหน้า หันไปมองหยางเหยียนแล้วออกคำสั่ง
“หยางเหยียน จงสั่งการให้กองทัพทั้งหมดเร่งความเร็ว ต้องไปถึงด่านฟู่เฟิงให้เร็วที่สุด จำเป็นต้องยึดด่านฟู่เฟิงกลับคืนมาให้ได้ ก่อนที่ชนเผ่าเป่ยมหานจะยึดครองด่านฟู่เฟิงได้อย่างสมบูรณ์”
“ขอรับ!”