ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 220 กลับอวิ๋นฉี
บทที่ 220 กลับอวิ๋นฉี
หลี่เต้ากล่าวด้วยน้ำเสียงจนปัญญา
“ท่านหยาง ท่านต่างหากที่เป็นแม่ทัพใหญ่ เรื่องพวกนั้นล้วนเป็นหน้าที่ที่ท่านต้องจัดการ ข้าเป็นเพียงรองแม่ทัพเท่านั้น”
“ข้ากำลังฝึกฝนเจ้า ให้เจ้าได้ลองเป็นแม่ทัพใหญ่ก่อน เช่นนี้ภายภาคหน้าเมื่อต้องรับตำแหน่งจริงก็จะคุ้นมือ”
หลี่เต้ารู้สึกว่าคำพูดนี้ช่างคุ้นหู ราวกับถูกยัดแป้งทอดเข้าปากอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นหลี่เต้าไม่ขยับเขยื้อน หยางหลินจึงทำหน้าเคร่งขรึมแล้วกล่าวว่า
“เจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่หรือข้าเป็นแม่ทัพใหญ่กันแน่”
“ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอใช้อำนาจแม่ทัพใหญ่สั่งให้เจ้าไปจัดการเอกสารพวกนั้น”
“แล้วข้าจะขอใช้อำนาจรองแม่ทัพสั่งให้ที่ปรึกษาไปจัดการเอกสารได้หรือไม่”
“หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ก็ทำได้”
ทว่าเมื่อหลี่เต้าหันกลับไปมอง ก็ต้องชะงักงันไปทั้งร่าง
เสิ่นจงถือไม้เท้าที่ไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาในมือตั้งแต่เมื่อใด กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“มองข้าทำไม ท่านเจิ้งสั่งให้ข้าพักผ่อนมากๆ”
หลี่เต้า “…”
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่เต้าก็จากไป
หยางหลินและเสิ่นจงนั่งอยู่ในศาลาในลานเรือน
เสิ่นจงรินน้ำชาพลางกล่าวว่า
“ท่านหยาง ท่านจะผลักภาระทั้งหมดให้หลี่เต้าจริง ๆ หรือ”
หยางหลินยกถ้วยชาขึ้น สูดกลิ่นหอมของชา หลับตาลงพลางกล่าวช้า ๆ
“เจ้าก็ทำเช่นเดียวกันมิใช่หรือ”
“เขาคือผู้มีพระคุณของข้า ข้าทำเช่นนี้เพื่อตอบแทนบุญคุณ”
เสิ่นจงกล่าว
หยางหลินดื่มชาในถ้วยจนหมดในคราวเดียว ก่อนจะกล่าวว่า
“ฝ่าบาทมีพระประสงค์จะยกย่องเขา ข้าแค่ช่วยเสริมน้ำใจเท่านั้น”
“เป็นเพียงเช่นนั้นจริงหรือ?”
หยางหลินนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ กล่าว
“อาจเป็นเพราะเขาคล้ายสหายเก่าผู้หนึ่งของข้า อีกทั้งเขายังมีความสามารถ ดังนั้นการให้โอกาสเขาสักครั้งจะเป็นไรไป”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นจงก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้น
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ท่านผู้เฒ่าหยาง สายตาท่านไม่เลวเลย”
“ฮ่า ๆ เจ้าก็เช่นกัน”
… เจ็ดวันต่อมา ณ ห้องโถงกองบัญชาการ
“เจ้าจะออกจากด่านฟู่เฟิงไปกี่วัน?”
หยางหลินมองดูหลี่เต้าที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าสงสัย
“อืม มีเรื่องบางอย่างที่ข้าต้องจัดการด้วยตนเอง”
หลี่เต้าผงกศีรษะไปทางด้านนอกของห้องโถง
หยางหลินมองตามไป เห็นสตรีหลายคนยืนอยู่นอกห้องโถง
“เจ้าหมายถึงจัดการอะไร?”
“ช่วยพวกนางหาที่พักอาศัย อย่างไรเสียพวกนางก็เป็นสตรี คงไม่เหมาะที่จะอยู่ที่ด่านฟู่เฟิงตลอดไป”
หยางหลินพยักหน้า คำพูดนี้ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
แต่จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามว่า
“อ้อใช่ งานราชการพวกนั้นเจ้าจัดการเสร็จหมดแล้วหรือ?”
“เสร็จแล้วขอรับ”
“เสร็จแล้วก็ดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางหลินก็พยักหน้าแล้วโบกมือพลางกล่าว
“งั้นเจ้าไปเถอะ ช่วงนี้ข้าจะช่วยดูแลงานราชการแทนเจ้าชั่วคราว จำไว้ว่าต้องรีบกลับมา”
หลี่เต้าเห็นท่าทางทำเหมือนเป็นเรื่องปกติของหยางหลินก็รู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ
แต่อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นผู้อาวุโสที่เคยดูแลเขามา เขาจึงไม่อาจโต้แย้งอะไรได้
สุดท้าย เขาก็ทิ้งคำอาลาไว้แล้วหมุนตัวจากไป
มองดูเงาร่างของหลี่เต้าที่เดินจากไป หยางหลินจิบชาอย่างอารมณ์ดี
แต่ในตอนนั้นเอง ได้มีร่างหนึ่งรีบร้อนเดินเข้ามาในโถงใหญ่
เฉินโหยวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนที่สายตาจะหยุดอยู่ที่หยางหลิน
“ท่านแม่ทัพ รองแม่ทัพอยู่ที่ใดขอรับ?”
“เจ้าหาเขาทาไม เขาเพิ่งจากไปไม่นาน”
หยางหลินจิบชาพลางถาม
“ไปแล้วหรือขอรับ?”
“เจ้ามีธุระอันใดหรือ?”
“มีขอรับ ด้านล่างส่งฎีกามากมายที่ต้องจัดการ”
เมื่อได้ยินคำว่าฎีกา มือของหยางหลินก็สั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว วางถ้วยชาลงแล้วกล่าว
“เจ้าหนูหลี่บอกว่าฎีกาจัดการเสร็จหมดแล้วมิใช่หรือ?”
“เรื่องก่อนหน้านี้จัดการเสร็จแล้ว แต่พวกนี้เป็นฎีกาที่เพิ่งถูกส่งขึ้นมาขอรับ”
พูดถึงตรงนี้ เฉินโหยวก็พึมพำอย่างสงสัย
“ไม่รู้ว่ารองแม่ทัพคิดอะไรอยู่ ให้คนด้านล่างเก็บฎีกาไว้หลายวัน จนกระทั่งวันนี้ถึงส่งมา อีกทั้งยังจัดการเรื่องไว้มากมาย คาดว่าในอีกไม่กี่วันนี้จะมีฎีกาส่งมาอีกเป็นจำนวนมาก”
ทันใดนั้น เฉินโหยวก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เงยหน้าขึ้นมองหยางหลินแล้วกล่าว
“ท่านแม่ทัพ เมื่อรองแม่ทัพจากไปแล้ว ฎีกาเหล่านี้ก็ขอให้ท่านเป็นผู้จัดการแทนเถิดขอรับ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มือของหยางหลินก็สั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
บนเส้นทางโบราณนอกด่านฟู่เฟิง
สตรีกว่าสองพันนางที่มีอายุไม่เกินสี่สิบปีรวมตัวกันอยู่ ภาพที่เห็นช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ พวกนางไม่มีท่าทีหดหู่เหมือนตอนอยู่ในเมืองบาปอีกต่อไป มีเพียงความหวังในอนาคตที่เต็มเปี่ยมเท่านั้น
จางเมิ่งควบม้ามาที่หัวขบวน ถามว่า
“หัวหน้า ต่อจากนี้พวกเราจะพาพวกนางไปที่ใด?”
“ไปยังสถานที่ที่จะยอมรับพวกนางได้อย่างสมบูรณ์”
หลี่เต้าตอบ
แม้ว่าหงหลิง ลวี่หลัว และคนอื่น ๆ จะเป็นผู้น่าสงสาร แต่หลี่เต้าเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ดี
คนทั่วไปอาจจะรู้สึกเห็นใจพวกนาง แต่หากรู้ถึงชะตากรรมที่แท้จริง ส่วนใหญ่แม้จะเห็นใจ แต่ก็คงใช้สายตาประหลาดมองมา ดังนั้น จึงมีเพียงที่แห่งหนึ่งเท่านั้นที่เหมาะสมกับพวกนาง
หลี่เต้าเหลียวมองขบวนยาวเหยียด แล้วออกคำสั่งว่า
“ออกเดินทาง!”
… สองวันต่อมา นอกเมืองอวิ๋นฉี
เนื่องจากมีผู้คนติดตามมามากมาย ทำให้การเดินทางที่ปกติใช้เวลาเพียงวันเดียว กลับต้องใช้เวลาถึงสองวัน
ในตอนนั้น จางเมิ่งที่เดินอยู่ด้านหลังหลี่เต้าก็ชี้ไปยังด้านหน้าสุดพลางเอ่ยว่า
“หัวหน้า ท่านรีบดูทางนั้นเร็ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าจึงเงยหน้ามองไป พบว่ามีผู้คนมากมายยืนอยู่นอกเมืองอวิ๋นฉีที่อยู่ไกลออกไป
“ไปดูกันหน่อย”
เมื่อขบวนเคลื่อนเข้าใกล้ หลี่เต้าสังเกตเห็นว่าคนเหล่านั้นล้วนสวมชุดขุนนางของราชวงศ์ต้าเฉียน
ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนผิวขาวสะอาดแต่มีรอยคล้ำใต้ตาผู้หนึ่งก็เดินแยกตัวออกมาจากฝูงชน
เขาประสานมือคำนับหลี่เต้าและคณะอย่างระแวดระวังพลางถามว่า
“ขออภัย นี่คือขบวนของท่านรองแม่ทัพหลี่แห่งกองทัพเจิ้นเป่ยใช่หรือไม่”
หลี่เต้าขมวดคิ้วถามว่า “ท่านคือผู้ใด”
ดวงตาของชายวัยกลางคนเปล่งประกายขึ้นมาก่อนตอบว่า
“ข้าคือชุยฮ่าว เจ้าเมืองอวิ๋นฉี ท่านคือรองแม่ทัพหลี่ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว”
เสียงของหลี่เต้าเพิ่งจะขาดคำ
ในชั่วขณะถัดมา ก็มีเสียงดังตุ้บ
ชายวัยกลางคนคุกเข่าลงตรงหน้าหลี่เต้าทันที พร้อมก้มศีรษะลงต่ำ
เมื่อชุยฮ่าวคุกเข่า เหล่าขุนนางจากเมืองอวิ๋นฉีที่อยู่เบื้องหลังเขาก็พากันคุกเข่าตาม
เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น หลี่เต้าก็ตะลึงไปชั่วครู่
จากนั้นรีบลงจากม้าเดินเข้าไปประคองอีกฝ่ายขึ้น พลางถามว่า
“ท่านเจ้าเมืองชุย เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้?”
“ข้าน้อยขอกราบขอบพระคุณท่านแทนชาวเมืองเมืองอวิ๋นฉี หากไม่มีท่าน เมืองอวิ๋นฉีคงไม่เหลืออยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่เต้าก็รู้สึกประหลาดใจ พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกผุดขึ้นมาในใจ
จากนั้นจึงค่อย ๆ กล่าวว่า
“ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ ในฐานะทหารแห่งอวิ๋นโจว นี่เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว”
เขาเงยหน้ามองกลุ่มคนเบื้องหลังชุยฮ่าว แล้วพูดต่อ
“พอเถอะ พวกท่านลุกขึ้นได้แล้ว”
ในกลุ่มคนไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงสายตาที่จับจ้องไปที่ชุยฮ่าว จนกระทั่งเห็นชุยฮ่าวพยักหน้า ทุกคนจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น
ในตอนนั้นเอง หลี่เต้าสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของชุยฮ่าว
จากนั้นจึงมองไปยังเหล่าขุนนางเมืองอวิ๋นฉีที่อยู่เบื้องหลังเขา พบว่าพวกเขาล้วนมีรอยคล้ำใต้ตามากบ้างน้อยบ้างเช่นกัน
“ท่านเจ้าเมืองชุย พวกท่าน…”
ดูเหมือนเขาจะเดาได้ว่าหลี่เต้ากำลังจะถามอะไร ชุยฮ่าวลูบดวงตาของตัวเองพลางยิ้มกล่าวว่า
“รองแม่ทัพหลี่ เมื่อเข้าเมืองไปแล้วท่านก็จะรู้เอง”