ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 224 พบกับทหารยามประตูอีกครั้ง
บทที่ 224 พบกับทหารยามประตูอีกครั้ง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
ภายในห้องโถง หลี่เต้านั่งจิบชาอยู่
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอยู่เบื้องหลังของเขา
ในชั่วขณะถัดมา มือนุ่มนวลคู่หนึ่งก็ปิดตาของเขาไว้
“คุณชาย ข้ามีของประหลาดใจมาให้ท่าน”
เมื่อสายตาของหลี่เต้าสว่างขึ้น ก็เห็นจิ่วเอ๋อร์ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง
“คุณชาย ท่านรีบดูข้าสิว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง”
จิ่วเอ๋อร์หมุนตัวอยู่กับที่หนึ่งรอบ อาจเป็นเพราะเพิ่งอาบน้ำมา กลิ่นหอมกรุ่น ๆ จึงโชยออกมาโดยไม่ตั้งใจ
หลังจากมองอย่างพินิจพิเคราะห์ หลี่เต้าก็พบว่าหลังจากการปรับสภาพด้วยเลือดวิเศษจิ่วเอ๋อร์มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด
ที่ว่าเห็นได้ชัดนั้น ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุกส่วน ราวกับว่าทั้งร่างได้รับการเสริมความงามขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง แม้จะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก แต่ก็ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกตื่นตะลึง
“คุณชาย ข้าดูงดงามขึ้นกว่าเดิมใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“อืม”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นจิ่วเอ๋อร์ยังคงอวดโฉมไม่หยุด หลี่เต้าจึงเอ่ยเตือน
“จิ่วเอ๋อร์ พวกเราต้องออกเดินทางแล้ว หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ ข้าคงไม่พาเจ้าไปด้วยแล้ว”
“อ๊ะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น จิ่วเอ๋อร์จึงได้สติแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องของนาง
“คุณชายรอข้าจัดของสักครู่”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกครึ่งชั่วยาม
จิ่วเอ๋อร์ก็ถือห่อของน้อยใหญ่วิ่งออกมา
จิ่วเอ๋อร์มองบ้านที่อาศัยอยู่มาหลายเดือน นางกล่าวด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์
“คุณชาย พวกเราจะได้กลับมาที่นี่อีกหรือไม่เจ้าคะ”
หลี่เต้ามองไปรอบ ๆ แล้วพยักหน้า
“ได้สิ หากมีโอกาสก็จะกลับมาอีก”
“เช่นนั้นก็ดี”
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ให้โม่เฉี่ยนบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อไปพบกับไป๋เฉี่ยน
หลังจากนั้นหลี่เต้าจึงนำเสี่ยวไป๋ กับจิ่วเอ๋อร์และหยวนเป่าเข้าไปในรถม้าพร้อมกัน แล้วขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังนอกเมืองตามที่นัดหมายกับจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ไว้เมื่อวาน
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
หลี่เต้าและจิ่วเอ๋อร์นั่งรถม้ามาถึงนอกเมืองก่อน
อาจเป็นเพราะมาถึงเร็วเกินไป จึงยังไม่เห็นเงาของพวกจางเมิ่ง ดังนั้นหลี่เต้าเลยจอดรถม้าไว้ข้างทางและรอคอยอย่างเงียบ ๆ
ทว่าในตอนนั้นเอง ได้มีเสียงทักทายดังขึ้นจากด้านข้าง
“เจ้า… เจ้าก็คือคนนั้นใช่หรือไม่!”
หลี่เต้ามองไปตามทิศทางของเสียง เห็นทหารยามประตูเมืองผู้หนึ่งกำลังชี้มาที่เขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
หลังจากเห็นใบหน้าของทหารยามประตูเมือง หลี่เต้าก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็นึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับทหารยามผู้นี้ได้
หากจำไม่ผิด ตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองอวิ๋นฉีครั้งแรก เขาเคยพูดคุยกับทหารยามผู้นี้ แม้แต่การที่เขาตัดสินใจไปสมัครเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของเสิ่นจง ก็เป็นเพราะคำแนะนำของทหารยามผู้นี้
หลังจากพยายามนึกอยู่พักใหญ่ ทหารยามประตูเมืองก็จดจำหลี่เต้าได้
เห็นได้ชัดว่าดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้น ก่อนจะเอ่ยด้วยความดีใจว่า
“ข้าจำเจ้าได้แล้ว เจ้าก็คือหนุ่มน้อยที่มาสมัครเป็นทหารที่เมืองอวิ๋นฉีเมื่อหลายเดือนก่อนใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ไม่คิดว่าท่านจะจำข้าได้”
ทหารยามประตูเมืองหัวเราะ
“หากเป็นคนทั่วไปข้าคงลืมไปแล้ว แต่เจ้าได้สร้างความประทับใจไว้ลึกซึ้ง ด้วยรูปโฉมเช่นนี้ แต่กลับมาสมัครเป็นทหารที่เมืองอวิ๋นฉี ทั้งเมืองอวิ๋นฉีคงมีเพียงเจ้าผู้เดียวกระมัง”
จู่ ๆ เขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า
“ตอนนั้นเจ้าคงไม่ได้ไปสมัครเป็นทหารที่กองทัพของแม่ทัพเสิ่นจงจริงๆ กระมัง”
“เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น?”
ทหารยามประตูเมืองมองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้คนอยู่แถวนั้น จึงค่อย ๆ เข้าไปใกล้หลี่เต้าแล้วกระซิบเสียงเบา
“ตอนนั้นเจ้าคงไปร่วมคัดเลือกทหารของแม่ทัพเสิ่นจงแต่ไม่ได้รับคัดเลือก มิเช่นนั้นเจ้าคงไม่มาปรากฏตัวที่นี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็เข้าใจความหมายของทหารยามประตูในทันที
เพราะด้วยศึกที่ด่านฟู่เฟิงเมื่อไม่นานมานี้ ทหารที่เข้าร่วมกองทัพในตอนนั้น เก้าในสิบคนล้วนตายบนสนามรบ มีเพียงไม่กี่คนที่รอดชีวิตอยู่นอกด่านฟู่เฟิง
ในสายตาของทหารยาม หลี่เต้าคงเป็นคนที่ไม่ได้รับคัดเลือกในตอนนั้น จึงพักอาศัยอยู่ที่เมืองอวิ๋นฉีชั่วคราว โชคดีที่รอดพ้นจากหายนะครั้งนั้นมาได้
ทหารยามถอนหายใจราวกับพูดถึงเรื่องเศร้า
“พวกเราสองคนนับว่าโชคดี เจ้าบังเอิญไม่ได้รับคัดเลือกจึงรอดพ้นมาได้ ส่วนข้าตอนนั้นก็เป็นเพราะเมืองอวิ๋นฉียังต้องการคนเฝ้าประตูเมือง มิเช่นนั้นข้าก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
ทหารยามราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขามองหน้าหลี่เต้าแล้วอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อด้วย
“ข้านึกขึ้นมาได้แล้ว ตอนนั้นเจ้ายังสัญญาว่าเมื่อได้เป็นแม่ทัพใหญ่แล้วจะช่วยเหลือข้า ตอนนี้ดูท่าน้องชายเจ้าคงต้องผิดคำพูดแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ทหารยามก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ และอาจเพราะกลัวว่าจะทำร้ายจิตใจหลี่เต้า จึงค่อย ๆ หยุดหัวเราะแล้วถอนหายใจพูด
“น้องชาย เจ้าอย่าได้ถือสาเลย ข้าก็ไม่ได้มีความหมายอื่นใด เจ้าไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ก็นับว่าดีแล้ว หากคนตายไป ทุกสิ่งก็สูญสิ้น”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เต้าก็นึกถึงคำพูดที่ทั้งสองเคยคุยกันในตอนนั้น
“แม่ทัพใหญ่หรือ?”
ตามเกณฑ์การประเมินแม่ทัพใหญ่ของต้าเฉียน แม่ทัพผู้บัญชาการสูงสุดของแต่ละเมืองล้วนสามารถเรียกว่าแม่ทัพใหญ่ได้
ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้เสิ่นจงเคยเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอวิ๋นโจว เพียงแต่ผู้คนมักเรียกว่าแม่ทัพเสิ่นโดยละคำว่าใหญ่ออกไป
ปัจจุบัน หยางหลินก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอวิ๋นโจว
ส่วนหลี่เต้า แม้ตอนนี้จะไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่เคยเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของด่านฟู่เฟิง ก็นับว่าเคยเป็นแม่ทัพใหญ่มาแล้ว
พอคิดถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็มองไปที่ทหารยามประตูเมืองแล้วหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า
“แล้วถ้าข้าได้เป็นแม่ทัพใหญ่จริง ๆ ล่ะ”
ทหารยามคิดว่าหลี่เต้ากำลังพูดหยอกล้อ จึงกล่าวว่า
“ถ้าเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่จริง เจ้าก็รีบทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้าเสียที ข้าไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก แค่ตามที่ตกลงกันไว้แต่แรก ย้ายข้าจากด้านล่างกำแพงเมืองขึ้นไปบนกำแพงเมืองก็พอ”
“แค่นั้นจริง ๆ หรือ? ถ้าข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ ท่านจะขอมากกว่านี้ก็ได้นะ”
“ไม่ต้องหรอก ข้าขอแค่นี้ ขอเพียงให้ข้าแอบอู้ได้สะดวกก็พอ”
ทหารยามหัวเราะยกใหญ่
“จริงรึ?”
“จริง”
“ไม่คิดเปลี่ยนใจนะ”
“ไม่มีทางเปลี่ยนใจเด็ดขาด”
ทหารยามกล่าวอย่างหนักแน่น
“พูดอะไรไว้ ข้าจะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นเด็ดขาด”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เต้าจึงพยักหน้า
“ได้”
อาจเป็นเพราะพูดคุยกันสักพักแล้ว จนรู้สึกคุ้นเคยกันขึ้น ทหารยามหนุ่มเห็นหลี่เต้าทำท่าจริงจัง จึงใช้หมัดเคาะไหล่ของหลี่เต้าเบา ๆ แล้วพูดหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าหนุ่มเอ๋ย เจ้าถือสาคำพูดข้าจริงจังเกินไปแล้ว อย่าคิดมากไปเลย หากเจ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาเพราะคำพูดเล่น ๆ ของข้า พี่ชายคนนี้รับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”
ทันใดนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากในเมืองอวิ๋นฉี
ไม่นาน เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นจากด้านในประตูเมือง
ทหารยามหนุ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ สีหน้าจึงเปลี่ยนไปแล้วกล่าวว่า
“น้องชาย ข้าคงพูดกับเจ้าไม่ได้มากกว่านี้แล้ว มีบุคคลสำคัญกำลังจะมา ข้าต้องไปก่อน อย่างไรก็ตาม เจ้าอย่าได้ทำอะไรหุนหันพลันแล่นเชียว”
เขาทิ้งคำพูดนั้นไว้แล้วก็รีบวิ่งกลับไปยังจุดประจำการของตน แล้วยืนคอยอยู่กับที่
ไม่นานนัก กองทหารม้าก็เดินออกมาจากประตูของเมืองอวิ๋นฉีเป็นขบวน
เมื่อเห็นกลุ่มคนที่นำขบวนมา ทหารยามหนุ่มและกลุ่มทหารยามประตูเมืองอวิ๋นฉีต่างพากันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม
เพราะผู้ที่นำขบวนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเจ้าเมืองของพวกเขา ชุยฮ่าว