ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 225 ทำตามสัญญาให้สำเร็จ
บทที่ 225 ทำตามสัญญาให้สำเร็จ
เมื่อชุยฮ่าวมาถึงนอกประตูเมือง สิ่งแรกที่ทำคือเงยหน้าขึ้นมองสำรวจรอบ ๆ
ไม่นานนัก เมื่อเขาเห็นเงาร่างของใครบางคนในตำแหน่งหนึ่ง ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที จึงลงจากหลังม้าและรีบเดินตรงไปยังตำแหน่งที่เห็นเงาร่างนั้น
ขณะนั้น ทหารยามยืนตัวตรงด้วยความระมัดระวัง ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เกรงว่าการกระทำของเขาอาจไปล่วงเกินเจ้าเมืองและผู้มีอำนาจที่ไม่รู้จักเข้า
ทว่าทันใดนั้นเอง เขาก็เห็นชุยฮ่าวนำกลุ่มชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเดินมาทางที่เขายืนอยู่
เมื่อสังเกตเห็นภาพนั้น ทหารยามก็รีบกวาดสายตามองไปทางด้านข้างทั้งสองด้าน
ผลปรากฏว่าทหารยามด้านข้างอยู่ห่างจากเขาสิบก้าว และตรงนี้มีเพียงเขาคนเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของเขาก็เต้นระรัวด้วยความประหม่า พลางครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่าเขาได้ทำอะไรผิดพลาดหรือไม่
เขาเห็นชุยฮ่าวและคณะเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าตนเองทำอะไรผิด
สุดท้าย ด้วยความกังวลจนตัวสั่น เขาจึงหลับตาแน่น
ในชั่วขณะถัดมา เขารู้สึกเพียงว่ามีเงาร่างหลายคนเดินผ่านหน้าเขาไปด้านหลัง
“อ้อ ที่แท้ก็ไม่ได้มาหาเขานี่เอง”
เมื่อเห็นภาพนั้น ทหารยามก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดีแล้วที่ไม่ได้มาตามหาเขา
แต่ทันใดนั้น ทหารยามประตูเมืองก็สะดุ้งโหยง
หากจำไม่ผิด ด้านหลังของเขามีเพียงน้องชายคนก่อนหน้านี้เท่านั้น ไม่มีผู้ใดอีก
หรือว่าเจ้าเมืองพาผู้คนเหล่านี้มาสร้างปัญหาให้กับพี่น้องผู้นั้น?
คงไม่ใช่กระมัง…
หรือว่าพี่น้องผู้นั้นจะเป็นบุคคลอันตราย?
ทหารยามค่อย ๆ หันศีรษะมองอย่างระมัดระวังพลางครุ่นคิดด้วยความสงสัย
ทว่าภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าในเวลาต่อมา ได้ทำลายความเชื่อของเขาจนแหลกละเอียด
ชุยฮ่าวเดินมาหยุดตรงหน้าหลี่เต้า ก่อนจะเหลือบมองรถม้าที่อยู่เบื้องหลัง แล้วประสานมือคำนับพลางกล่าว
“รองแม่ทัพหลี่! ข้าได้พาผู้คนของท่านมาครบถ้วนแล้ว ไม่ขาดผู้ใดแม้แต่คนเดียว”
จากนั้นจางเมิ่งก็ก้าวออกมาจากกลุ่มคนที่ติดตามมา ประสานมือคำนับพลางกล่าว
“หัวหน้า พวกเราพร้อมออกเดินทางได้ทุกเมื่อแล้วขอรับ”
หลี่เต้าพยักหน้า
“ดี งั้นก็ออกเดินทางกันเถอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสวียปิงก็ก้าวออกมาจากฝูงชน ทำท่าจะเป็นผู้จูงรถม้า ด้วยไม่อาจปล่อยให้หัวหน้าของพวกเขาต้องมาขับม้าเอง
แต่ทว่า กลับมีคนผู้หนึ่งที่ว่องไวยิ่งกว่าเขา รีบคว้าสายบังเหียนม้าไปถือไว้เสียก่อน
“ท่านเสวียปิง ให้ข้าเป็นคนจูงม้าให้รองแม่ทัพหลี่เถิด”
ทุกคนหันไปมอง พบว่าเป็นเจ้าเมืองชุยฮ่าวที่ไม่รู้ว่ะแทรกตัวเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เต้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยว่า
“ท่านเจ้าเมือง เรื่องเช่นนี้ไม่เหมาะที่ท่านจะทำ ให้พวกเขารับผิดชอบเถิด”
ชุยฮ่าวส่ายหน้า
“รองแม่ทัพหลี่ ข้าอยู่ที่เมืองอวิ๋นฉี ไม่อาจช่วยพวกท่านรบศึกที่ด่านฟู่เฟิงได้ มีเพียงเรื่องเล็กน้อยนี้ที่ทำได้ ท่านไม่ต้องปฏิเสธหรอก อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
เมื่อเห็นแววตาจริงจังของชุยฮ่าว หลี่เต้าจึงรูว่าการกระทำครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาใดแอบแฝง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง จึงโบกมือให้เสวียปิง จากนั้นก็ประสานมือคำนับชุยฮ่าว
“เช่นนั้นข้าก็ต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองแล้ว”
ชุยฮ่าวยิ้มอย่างไม่ถือสาต่อการกระทำของตน
“ตำแหน่งรองแม่ทัพของท่านสูงกว่าข้าอยู่แล้ว จะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร”
พูดจบ เขาก็จูงม้าที่อยู่หน้ารถม้า ดึงบังเหียนอย่างเป็นธรรมชาติ มุ่งหน้าไปยังถนนนอกเมืองอวิ๋นฉี
ภาพที่เห็นตรงหน้านี้ ทำให้ทหารยามที่อยู่ไม่ไกลตะลึงงัน
เจ้าเมืองของพวกเขาถึงกับอาสาจูงรถม้าให้บุรุษผู้หนึ่ง ท่านเป็นถึงเจ้าเมืองนะ ทั่วทั้งอวิ๋นโจวใครกันจะคู่ควรให้ท่านจูงรถให้
“นี่เขากำลังเห็นผีหรือ?”
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ชายผู้นั้นเขาก็รู้จัก อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ยังได้พูดคุยสนิทสนมกันอยู่เลย นี่ทำให้สมองของเขาประมวลผลไม่ทันชั่วขณะ
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ แน่ใจหรือว่านี่ไม่ใช่ความฝัน?”
ภายใต้การควบคุมของชุยฮ่าว รถม้าก็ได้เคลื่อนมาถึงข้าง ๆ ทหารยามประตูเมืองอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้ หลี่เต้าก็ได้เห็นทหารยามที่อยู่ข้าง ๆ เช่นกัน
เมื่อเทียบกับที่ทหารยามเคยพูดคุยกับเขาก่อนหน้านี้อย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้สายตาที่ทหารยามมองเขากลับเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่ซ่อนไม่อยู่ ริมฝีปากยังคงสั่นระริกไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าภาพตรงหน้าทำให้เขายากที่จะยอมรับได้
“ท่านเจ้าเมืองชุย ขอรบกวนท่านหยุดสักครู่”
หลังจากที่เสียงของหลี่เต้าดังขึ้น รถม้าก็หยุดลงพอดีข้าง ๆ ทหารยาม
เมื่อมองดูคนตรงหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า ทหารยามก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ สมองของเขาว่างเปล่า ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร
หลี่เต้ามองทหารยามพลางยิ้มบาง เอ่ยขึ้นว่า
“พี่ชาย ถ้าตอนนี้ข้าบอกว่าข้าเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ ท่านจะเชื่อหรือไม่?”
ทหารยามได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว แต่พอได้สติก็รีบพยักหน้าติด ๆ กันหลายที
ตอนนี้อย่าว่าแต่แม่ทัพใหญ่เลย ต่อให้คนตรงหน้าบอกว่าเคยหลับนอนกับองค์หญิง เขาก็เชื่อ
เห็นเช่นนั้น หลี่เต้าจึงค่อย ๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ดังนั้น ยังจำข้อตกลงระหว่างพวกเราได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของทหารยามก็ชะงักงัน
ในใจพลันคิดว่า
“ไม่จริงกระมัง? จะเป็นจริงหรือ?”
หลี่เต้าเงยหน้ามองชุยฮ่าวที่อยู่หน้ารถม้าแล้วเอ่ยขึ้น
“ท่านเจ้าเมืองชุย ข้าอยากจะรบกวนท่านสักเรื่อง”
ชุยฮ่าวเหลือบมองทหารยามประตูเมืองที่ดูธรรมดา ๆ ข้างกายหลี่เต้าด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยตอบว่า
“ท่านรองแม่ทัพหลี่ เชิญว่ามาเถิด ตราบใดที่ข้าทำได้ ย่อมตอบรับแน่นอน”
หลี่เต้ายิ้มพลางส่ายหน้า
“เรื่องนี้สำหรับท่านเจ้าเมืองชุยคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่อยากรบกวนท่านให้ช่วยปรับตำแหน่งพี่น้องผู้นี้ของข้า”
“อ้อ?”
ชุยฮ่าวแสดงสีหน้าสงสัยพลางเอ่ยถาม
“เป็นเช่นนั้น แล้วต้องการย้ายไปตำแหน่งใดหรือ?”
“ข้ายังมีตำแหน่งว่างอยู่หลายที่ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาการณ์เมือง แม้ฟังดูตำแหน่งไม่สูงนัก แต่ก็ได้ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเมืองอวิ๋นฉี หรือจะเป็นรองผู้บัญชาการค่ายตะวันออกในเมือง ที่นั่นก็มีตำแหน่งว่าง เป็นตำแหน่งสบาย ๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก”
“หรือจะมาอยู่ข้างกายข้าก็ได้ ข้าเชื่อว่าด้วยสายตาของท่านรองแม่ทัพหลี่ น้องชายผู้นี้คงเป็นคนที่มีแววดี”
“…”
ทหารยามที่อยู่ด้านข้างได้ยินตำแหน่งต่าง ๆ จากปากชุยฮ่าวแล้วถึงกับตะลึงงัน ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกใจเต้นแรง
ทุกตำแหน่งที่ชุยฮ่าวกล่าวถึง ล้วนเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของเมืองอวิ๋นฉี เป็นตำแหน่งที่ผู้คนมากมายต่างแย่งชิงกันจนหัวปูด แต่กลับถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าให้เขาเลือก
พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็เหลือบมองไปทางหลี่เต้าโดยไม่รู้ตัว
นึกถึงคำพูดที่ทั้งสองคนเคยคุยกันก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าจะต้องเห็นแววตาล้อเลียนจากอีกฝ่าย
แต่กลับพบว่าในแววตาของอีกฝ่ายมีเพียงความมั่นใจ ไม่มีแววเยาะเย้ยเขาแม้แต่น้อย ทำให้หัวใจที่กำลังเร่าร้อนของทหารยามสงบลงในทันที
ในตอนนี้ ชุยฮ่าวก็พูดจบแล้ว เขามองไปที่ทหารยามแล้วกล่าวว่า
“ทั้งหมดที่ข้าพูดไปเจ้าเลือกได้ หากภายหลังรู้สึกว่าไม่เหมาะสมก็สามารถเปลี่ยนได้ ดังนั้นเจ้าต้องการตำแหน่งใด?”
ทหารยามมองชุยฮ่าวแล้วหันไปมองหลี่เต้า
ในที่สุด เขาก็กัดฟันพูดออกมาว่า
“ท่านเจ้าเมือง ข้าขอบพระคุณในความกรุณาของท่านเจ้าเมือง แต่สิ่งที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดไม่ต้องแล้ว ขอเพียงท่านจัดให้ข้าไปเข้าเวรที่กำแพงเมืองก็พอ”