ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 226 โจรภูเขาปล้นกลางทาง
บทที่ 226 โจรภูเขาปล้นกลางทาง
พอได้ยินคำพูดนี้ ชุยฮ่าวและคนอื่น ๆ ต่างก็ตกตะลึงไป
จากนั้น ชุยฮ่าวจึงมองไปที่หลี่เต้า
“รองแม่ทัพหลี่ เรื่องนี้…”
ทันใดนั้น ทหารยามก็หันไปมองหลี่เต้า รวบรวมความกล้าพูด
“น้องชาย นี่เป็นสิ่งที่พวกเราตกลงกันไว้แล้ว”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของทหารยามประตูเมือง หลี่เต้าก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าว
“ได้ งั้นพวกเราก็ทำตามที่ตกลงกันไว้”
เขาหันไปมองชุยฮ่าวแล้วเอ่ยต่อ
“เรื่องนี้ก็ขอรบกวนท่านเจ้าเมืองชุยด้วย”
หลังจากที่ชุยฮ่าวได้สติจากคำตอบของทหารยาม ก็ยิ้มขื่นพลางพยักหน้า
“ได้ งั้นข้าจะจัดการตามนี้”
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า ตนเองผู้เป็นเจ้าเมืองจะต้องมาจัดการเรื่องการสับเปลี่ยนตำแหน่งให้ผู้อื่นด้วยตนเองเช่นนี้
ที่สำคัญคือ คำร้องขอนี้มาจากรองแม่ทัพเสียด้วย
ในที่สุด หลี่เต้าก็มองไปทางทหารยาม เขายิ้มบางพลางพูด
“แล้วพบกันคราวหน้า”
ทหารยามประตูเมืองเองก็ยิ้มแย้มตอบว่า
“แล้วพบกันคราวหน้า”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชุยฮ่าวก็รู้หน้าที่ จูงรถม้าอีกครั้ง
หลังจากที่รถม้าของหลี่เต้าเข้าไปอยู่กลางขบวน จางเมิ่งก็ออกคำสั่ง ขบวนรถจึงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางโบราณ
ไม่นานหลังจากนั้น ท้ายขบวนก็หายลับไปจากสายตาของทุกคน
ชุยฮ่าวมองส่งหลี่เต้าและคณะจากไป แล้วหมุนตัวกลับมา เดินไปหาทหารยามอีกครั้ง
“ท่านเจ้าเมือง!”
เมื่อเห็นชุยฮ่าว ทหารยามก็ตื่นตระหนกในทันที
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะมีหลี่เต้าอยู่ด้วย เขาจึงยังสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
แต่พอต้องเผชิญหน้ากับชุยฮ่าวผู้เป็นเจ้าเมืองตามลำพัง เขาก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที
ชุยฮ่าวเห็นเช่นนี้จึงหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า
“อย่าตื่นตระหนกไป ข้าแค่อยากถามว่าเจ้าชื่ออะไร”
“เรียนท่านเจ้าเมือง ข้าชื่อหวังสืออีขอรับ”
“หวังสืออี?”
ชุยฮ่าวทวนชื่อเบา ๆ จากนั้นสีหน้าก็จริงจังขึ้นมาทันที
“หวังสืออี รับคำสั่ง!”
“ขอรับ!”
“หวังสืออี นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือแม่ทัพประจำประตูทิศใต้ของเมืองอวิ๋นฉี!”
“หา?”
ทหารยามประตูเมือง หรือก็คือหวังสืออีชะงักไป เมื่อได้สติกลับมาก็พูดติดอ่าง
“ท่านเจ้าเมือง ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตกลงกันว่าแค่ย้ายไปอยู่บนกำแพงเมืองก็พอแล้วหรือขอรับ?”
ได้ยินดังนั้น ชุยฮ่าวก็ยิ้มน้อย ๆ
“ข้าก็ทำตามนั้นไม่ใช่หรือ”
หวังสืออี “???”
ชุยฮ่าว
“เจ้าได้เป็นแม่ทัพประตูทิศใต้ ก็สามารถขึ้นไปเฝ้ายามบนกำแพงเมืองได้ตามใจชอบ อยากเฝ้ายามที่ไหนก็ได้ ทั้งบนกำแพงหรือล่างกำแพง ก็แล้วแต่เจ้า”
“แต่ว่า…”
“พอเถอะ อย่ามาแต่อะไรอีกเลย”
ชุยฮ่าวก้าวเข้าไปตบบ่าหวังสืออีพลางเอ่ยอย่างมีนัยสำคัญ
“เจ้าหนุ่ม เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว”
“อีกอย่าง หลังจากวันนี้ให้เจ้ามาหาข้าที่จวนเจ้าเมือง จะรักษาประตูเมืองให้ดีด้วยวรยุทธ์แค่นี้มันเป็นไปไม่ได้”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันทีโดยไม่ลังเล ทิ้งให้หวังสืออียืนงงอยู่ตรงนั้น
ในเวลาเดียวกัน
ในขบวนรถที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าของหลี่เต้า
จิ่วเอ๋อร์โผล่หน้าออกมาจากม่านรถ ถามด้วยความสงสัยอย่างอดใจไม่ไหว
“คุณชาย พี่สาวพวกนั้นในขบวนเป็นใครกันหรือเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินคำถาม หลี่เต้าก็เล่าเรื่องราวของเมืองบาปให้จิ่วเอ๋อร์ฟังในขณะที่กำลังขับรถม้า
หลังจากฟังเรื่องราวจบ ดวงตาของจิ่วเอ๋อร์ก็แดงก่ำ น้ำตาไหลรินออกมาทีละหยด
“คุณชาย พี่สาวพวกนั้นช่างน่าสงสารเหลือเกิน”
พูดจบนางก็คว้าตัวหยวนเป่าที่เกาะอยู่บนบ่าของหลี่เต้ามาเช็ดน้ำตา
หยวนเป่า “???”
หลังจากสะอื้นไห้อยู่ครู่หนึ่ง จิ่วเอ๋อร์ก็ถามขึ้นว่า
“คุณชายเจ้าคะ พวกเราจะไปที่ใดกันต่อ”
“สถานที่ที่พวกเราจะไปกันนั้น เจ้าก็คุ้นเคยดี”
“ข้าคุ้นเคยหรือเจ้าคะ”
“อืม เพราะว่าพวกเราจะไปหมู่บ้านเถาหยวน”
สามวันต่อมา
ขบวนรถยาวเหยียดกำลังเคลื่อนตัวไปบนเส้นทางโบราณเลียบภูเขา
บนรถม้าคันหนึ่ง จิ่วเอ๋อร์เอนศีรษะพิงแขนด้านข้างของหลี่เต้า นางหาวพลางพึมพำว่า
“คุณชาย อีกนานไหมเจ้าคะ กว่าพวกเราจะไปถึงหมู่บ้านเถาหยวน”
หลี่เต้ากวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบข้าง ครุ่นคิดในใจครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า
“ใกล้แล้ว อย่างมากก็อีกครึ่งชั่วยามเท่านั้น”
“อ้อ”
จิ่วเอ๋อร์รับคำก่อนพูดต่ออีกว่า
“ไม่รู้ว่าพี่ซิ่วกับคนอื่น ๆ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง น่าจะออกมาได้แล้วกระมัง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
พูดจบ หลี่เต้าก็รู้สึกว่าหูของเขากระตุกเล็กน้อย
ด้วยสัญชาตญาณทำให้เขากวาดตามองไปยังเนินเขารอบด้าน ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
จิ่วเอ๋อร์สังเกตเห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของคุณชายนาง จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“คุณชาย ท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็เหลือบตากลับมามองพลางยิ้มบาง
“เรื่องสนุกกำลังจะมาแล้ว”
“เรื่องสนุก?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น จิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาในทันที นางชอบเรื่องสนุก ๆ เป็นที่สุด
ทันใดนั้น เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากไหล่เขาทั้งสองข้างของถนนโบราณ
ไม่นานนัก ศีรษะของผู้คนจำนวนมากก็โผล่ออกมาจากป่า ตามด้วยเสียงตะโกนดังขึ้นจากไหล่เขา
“พี่น้องทั้งหลาย บุก! ล้อมพวกมันไว้ให้หมด!”
ในชั่วพริบตา ร่างของคนเหล่านั้นก็กระโจนออกมาจากป่า
เมื่อสังเกตดู คนเหล่านี้ล้วนถือดาบและอาวุธในมือ ทั้งยังมีใบไม้พันรอบตัว เห็นได้ชัดว่าพวกมันซุ่มอยู่ที่นี่มานานแล้ว อีกทั้งยังมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
เพียงแค่หลี่เต้ามองไปทางซ้ายขวาก็เห็นคนราวเจ็ดแปดร้อยคนแล้ว
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทั้งด้านหน้าและด้านหลังขบวน
เห็นได้ชัดว่าพวกมันล้อมขบวนรถทั้งหมดไว้แล้วดังที่พูดจริง ๆ
จิ่วเอ๋อร์มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึง ก่อนจะถามออกไปโดยไม่ทันคิด
“คุณชาย นี่คือสิ่งที่ท่านบอกว่าเป็นเรื่องสนุกหรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่หรือ?”
หลี่เต้ามองดูโจรภูเขาที่ถือดาบอาวุธรอบข้างพลางหัวเราะเบา ๆ
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเผชิญหน้ากับโจรภูเขาที่ดักปล้นกลางทาง
ในเวลาเดียวกัน
จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ที่คุ้มกันขบวนรถก็ได้สติกลับมา
เมื่อมองดูโจรภูเขาที่มาจากทุกทิศทาง พวกเขาไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด ทว่ากลับคิดเหมือนกับหัวหน้าของพวกเขา แต่ละคนมีแววตาเจือรอยยิ้มเย้ยหยัน
ไม่นานนัก พวกโจรเหล่านี้ก็ล้อมขบวนรถไว้ทั้งหมด
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในขบวนกล้าต่อต้าน โจรสามคนก็ก้าวออกมา
คนที่นำหน้ารูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าดุดันน่าเกรงขาม มือถือดาบใหญ่
ทั้งสองข้างของเขา คนหนึ่งเป็นคนอ้วนหัวล้านหน้าตาอวบอ้วน ส่วนอีกคนเป็นชายหน้าตาดีรูปร่างผอมบางถือพัด
เมื่อเห็นทั้งสามคน โจรรอบข้างพร้อมใจกันร้องว่า
“คารวะหัวหน้าใหญ่ หัวหน้ารอง และหัวหน้าที่สาม”
จางเมิ่งที่อยู่หน้าขบวนเห็นคนกลุ่มนั้นแล้วก็กลั้นหัวเราะถามว่า
“พวกเจ้าจะปล้นสินค้าหรือ?”
หัวหน้าใหญ่หน้าตาดุร้ายชี้ดาบไปที่จางเมิ่งพลางพูดอย่างดุดันว่า
“เจ้าตาบอดหรือ? แน่นอนว่าข้าจะปล้น คิดว่าข้ามาทำบุญกับพวกเจ้าหรือไร”
“ตอนนี้ข้าจะให้พวกเจ้าเลือกสองทาง ทางแรกคือมอบทรัพย์สินเจ็ดส่วนของขบวนสินค้าให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”
“ทางที่สองคือ พวกข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด แล้วยึดทุกอย่างไป”
เนื่องจากเดินทางติดต่อกันสามวัน อากาศหนาวเย็นทำให้สวมชุดเกราะไม่สบายตัว หลี่เต้าจึงสั่งให้ทุกคนเปลี่ยนมาสวมชุดธรรมดาที่อุ่นกว่า ทำให้พวกเขาที่สวมชุดธรรมดาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขบวนพ่อค้า
พอหัวหน้าโจรพูดจบ ชายหน้าตาสะอาดสะอ้านในกลุ่มก็ก้าวออกมาพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้าฟังคำของหัวหน้าพวกข้าจะดีกว่า ถึงอย่างไรดาบก็ไม่มีตา เสียชีวิตเพราะทรัพย์สินเพียงเท่านี้คงไม่คุ้ม”
เจ้าอ้วนหัวล้านหน้าแดงกำลังถือมีดฆ่าหมูโบกไปมา พูดอย่างดุดัน
“น้องสาม พูดอะไรมากมาย ฆ่าให้หมดก็จบ”
ชายหน้าตาสะอาดสะอ้านส่ายหน้า
“พี่สอง อย่าทำอะไรรุนแรงนัก พวกเราต้องทำการค้าที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย พวกเขาได้ชีวิตรอด พวกเราได้ทรัพย์สิน”
หัวหน้าโจรไม่สนใจน้องชายสองคนที่กำลังโต้เถียงกัน ถามอีกครั้ง
“ตอนนี้ เลือกมาซะ”