ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 228 ตัวประกัน
บทที่ 228 ตัวประกัน
เมื่อเผชิญหน้ากับดาบของรองหัวหน้าโจรภูเขาที่อยู่ในขั้นโฮ่วเทียนระดับสอง หญิงสาวนามอาฉินยกดาบขึ้นต้านรับอย่างสุดกำลัง ทว่า ทั้งที่นางควรจะรับดาบนี้ไม่อยู่กลับสามารถรับมือได้ เพียงแค่ถูกแรงของดาบนั้นผลักกระเด็นออกไป แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอันใด เมื่อเห็นภาพนี้ จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลี่เต้าต่างอ้าปากค้าง ยืนงงงันอยู่กับที่ ผ่านไปครู่หนึ่งจางเมิ่งจึงพูดติดอ่างด้วยความตกตะลึง
“หัวหน้า อย่าบอกข้านะว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่คือกองทัพวิญญาณ”
หลี่เต้าจ้องมองไปที่เหล่ากองกำลังหญิง เอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
“หากไม่ใช่กองทัพวิญญาณแล้วจะเป็นอะไรได้อีก”
ในตอนนี้ เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจกับการแสดงที่น่าตกตะลึงของพวกนางเช่นกัน นี่คือกองทัพวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่จะพบเห็นได้ทั่วไปบนท้องถนน แม้แต่กับพวกจางเมิ่งก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะฝึกฝนออกมาได้ แต่มันกลับปรากฏอยู่บนร่างของสตรีกลุ่มนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ กองทัพวิญญาณนี้ดูเหมือนไม่ใช่แค่เพิ่งก่อตัว แต่ก่อตัวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว มิเช่นนั้นพวกนางคงไม่สามารถใช้กองทัพวิญญาณ ต่อกรกับรองหัวหน้าโจรภูเขาที่เป็นยอดฝีมือขั้นโฮ่วเทียนระดับสองได้อย่างชำนาญเช่นนี้ ใช่แล้ว ขั้นโฮ่วเทียนระดับสองนั้นถือว่าเป็นยอดฝีมือ สำหรับจางเมิ่งและคนอื่น ๆ แล้ว พวกเขาอาจจะจัดการกับพวกโจรเหล่านี้ได้ภายในไม่กี่กระบวนท่า แต่จากพลังที่หญิงสาวเหล่านี้แสดงออกมา วรยุทธ์ของพวกนางคงอยู่แค่ขั้นโฮ่วเทียนระดับต่ำเท่านั้น แม้แต่คนที่อยู่ขั้นโฮ่วเทียนระดับกลางก็ยังไม่มี ดังนั้น ผู้ที่อยู่ขั้นโฮ่วเทียนระดับสองจึงถือว่าเป็นยอดฝีมือแล้ว
“คุณชาย พวกนางก็คือพี่สาวของพวกเราไม่ใช่หรือ?”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด จิ่วเอ๋อร์วิ่งออกมาจากรถม้า มายืนอยู่ข้างกายหลี่เต้า ทุกคนในขบวนรถล้วนรู้จักจิ่วเอ๋อร์กันดี แม้จะมีสถานะเป็นเพียงสาวใช้คนสนิทของหลี่เต้า แต่ก็ไม่มีใครกล้าคิดเช่นนั้นจริง ๆ เพราะความอ่อนโยนและความเอ็นดูในดวงตาของหลี่เต้านั้นปิดบังไม่อยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเมิ่งที่ได้สติกลับมาจึงมองดูแล้วถามด้วยความประหลาดใจ
“หัวหน้า คุณหนูจิ่วเอ๋อร์พวกท่านรู้จักหญิงสาวเหล่านี้หรือ?”
จิ่วเอ๋อร์พยักหน้า
“แน่นอนว่ารู้จัก พวกนางก็คือพี่สาวจากหมู่บ้านเถาหยวนนั่นเอง”
หลี่เต้าที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าเช่นกัน ตั้งแต่ชั่วขณะที่เห็นหญิงสาวเหล่านี้ เขาก็จำได้ทันทีว่าพวกนางเป็นใคร เพราะไม่ว่าจะเป็นวิชาดาบวายุคลั่งที่คุ้นเคย หรือกระบวนทัพค่ายกลยวนยาง ล้วนแต่เป็นวิชาที่มาจากมือของเขาทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความสามารถในการจดจำได้แม่นยำของเขา ก็จำใบหน้าของสตรีทั้งหลายจากหมู่บ้านเถาหยวนได้หมดแล้ว จึงไม่มีทางจำผิดแน่นอน เมื่อเห็นเช่นนั้น พวกจางเมิ่งก็ค่อย ๆ ข่มความตื่นตะลึงลงได้ หากสตรีเหล่านี้เป็นเพียงคนธรรมดา พวกเขาคงจะรู้สึกประหลาดใจมาก แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับหัวหน้าของพวกเขา ทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องปกติในทันที ถึงอย่างไร พวกเขาที่แต่ก่อนเคยเป็นเพียงแค่กลุ่มคนหัวแข็ง บัดนี้ได้กลายเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้กับศัตรูท่ามกลางกองทัพนับหมื่นได้ การที่กลุ่มสตรีจะสังหารโจรภูเขาจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกด้านหนึ่ง ในการสังหารหมู่ของเหล่าสตรีจากหมู่บ้านเถาหยวน หัวหน้าโจรภูเขาและพรรคพวกก็นั่งไม่ติดที่แล้ว หากปล่อยให้พวกนางสังหารต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าในที่สุดเขาคงจะกลายเป็นแม่ทัพไร้ไพร่พล ในตอนนั้นเอง รองหัวหน้าคนที่สามก็เข้าไปกระซิบบางอย่างข้างหูหัวหน้าใหญ่ หลังจากฟังจบ สายตาของหัวหน้าโจรภูเขาก็ทอดมองไปยังหลี่เต้าและคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าได้ยินอะไรมา แววตาถึงได้เปล่งประกายขึ้นมาทันที เขาพลันออกคำสั่ง
“ทุกคนถอยกลับมา ไปจับตัวประกัน”
“พวกนางอยากช่วยคนใช่ไหม? ข้าอยากดูนัก หากมีคนมากมายตกอยู่ในมือพวกเรา พวกนางจะยังกล้าลงมือกับพวกเราอีกหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น พวกโจรภูเขาที่กำลังสับสนก็สว่างวาบขึ้นมาในใจ ด้วยเหตุนั้น พวกโจรภูเขาที่ยังไม่ได้ถูกหญิงสาวจากหมู่บ้านเถาหยวนโจมตี จึงรีบวิ่งไปทางด้านที่หลี่เต้าและคนอื่น ๆ อยู่ อีกด้านหนึ่ง เหล่าหญิงสาวจากหมู่บ้านเถาหยวนที่กำลังจัดการพวกโจรภูเขาอยู่ในป่าเขา ก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของพวกโจร
“พี่ซิ่วเอ๋อร์ไม่ดีแล้ว พวกโจรภูเขากำลังจะทำอะไรบางอย่าง”
มีคนตะโกนบอกหญิงสาวที่กำลังสังหารโจรอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็จัดการโจรคนหนึ่งด้วยดาบเดียวแล้วหันหน้ากลับมา เห็นได้ว่านางมีใบหน้างดงาม เพียงแต่มีแผลเป็นยาวพาดอยู่บนใบหน้า ยามนี้ร่างของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เลือดยังคงไหลอาบดาบยาวในมือช้า ๆ หญิงสาวผู้นี้ก็คือหลิวซิ่วเอ๋อร์จากหมู่บ้านเถาหยวน ผู้นำของกองกำลังทหารม้าหญิงชุดนี้ หลิวซิ่วเอ๋อร์มองไปยังทิศทางที่พวกโจรเคลื่อนไหว คิ้วงามขมวดเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ไม่ดีแล้ว พวกโจรจะจับตัวประกัน พวกเราต้องไปขัดขวางพวกมัน”
“พี่น้องทั้งหลาย ละทิ้งด้านนี้ก่อน”
หลิวซิ่วเอ๋อร์ออกคำสั่ง นำหน้าควบม้าพุ่งไปตามทิศทางที่พวกโจรภูเขาถอยไป ในเวลาเดียวกัน หญิงสาวที่เหลือทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังนางก็ละทิ้งสิ่งที่ทำอยู่ในมือแล้วปฏิบัติตามในทันที แต่น่าเสียดายที่ปฏิกิริยาของพวกนางช้ากว่าโจรภูเขาหนึ่งก้าว หัวหน้าโจรภูเขาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าขบวนรถในพริบตา สายตาของเขากวาดมองไปทั่วฝูงชนอย่างรวดเร็ว เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นจิ่วเอ๋อร์ก็เหม่อลอยไปชั่วครู่ แต่หลังจากนั้นความสนใจก็ตกอยู่ที่หลี่เต้าซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เพราะบุคลิกของคนผู้นี้โดดเด่นเกินไปในหมู่ผู้คน
“เจ้าหนุ่มคงเป็นเจ้าของขบวนรถนี้กระมัง”
หัวหน้าโจรภูเขาเอ่ยกับหลี่เต้าโดยตรง เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่เต้าขมวดคิ้ว ไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้า เมื่อเห็นดังนั้น หัวหน้าโจรภูเขาก็ยิ้ม
“ดีแล้วที่เป็นเจ้า นับจากนี้ไปเจ้าหนุ่มก็จะเป็นตัวประกันของข้า”
พูดจบ เขาก็ก้าวเข้าไปจ่อดาบยาวที่คอของหลี่เต้าพลางพูดอย่างดุดัน
“เจ้าหนู สั่งให้คนของเจ้าอยู่นิ่ง ๆ หากเกิดความวุ่นวายอะไรขึ้น เจ้าจะเป็นคนแรกที่ต้องตาย เข้าใจหรือไม่?”
จากนั้นเขาก็จ้องมองไปทางจางเมิ่งและคนอื่น ๆ
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเป็นองครักษ์ของมัน แต่จำคำข้าไว้ให้ดี หากกล้าขยับข้าก็จะฆ่านายของพวกเจ้า”
จางเมิ่งและคนอื่น ๆ “???”
เมื่อได้สติ พวกเขาก็พยักหน้าพร้อมกัน ไม่รู้ว่าทำไม หัวหน้าโจรภูเขารู้สึกว่าผู้คนตรงหน้าช่างแปลกประหลาดนัก ตัวประกันในมือไม่เหมือนตัวประกัน แม้จะถูกจ่อมีดที่ลำคอก็ยังใบหน้าสงบนิ่ง องครักษ์ฝั่งตรงข้ามก็ไม่เหมือนองครักษ์ ช่างว่านอนสอนง่าย ไม่ไม่มีท่าทีจะปกป้องนายของตนเลยสักนิด ในตอนนั้นเอง จิ่วเอ๋อร์ก็พลันทนไม่ไหว น้ำตาคลอพลางเอ่ยว่า
“ท่านอย่าทำร้ายคุณชายเลย”
เมื่อเห็นภาพนี้ หัวหน้าโจรภูเขาก็พยักหน้าในใจ นี่แหละคือปฏิกิริยาที่คนปกติควรมี เมื่อเห็นทหารม้าหญิงเหล่านั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ หัวหน้าโจรภูเขาก็ใช้มีดบังคับหลี่เต้าให้เดินไปยังกลุ่มโจรภูเขา ครู่ต่อมา หลิวซิ่วเอ๋อร์นำกลุ่มสตรีมาหยุดอยู่เบื้องหน้าพวกโจรภูเขา ยังไม่ทันได้เห็นตัวประกันในมือหัวหน้าโจรภูเขาชัด ๆ หลิวซิ่วเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นทันที
“สือหลง ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้า ปล่อยคนพวกนี้ไป แล้วเจ้าจะพาลูกน้องจากไปได้”
“ฮ่า ๆ ๆ”
หลังจากสือหลงหัวเราะจบ จู่ ๆ ก็เผยสายตาเยียบเย็นออกมา
“นังแพศยา พวกเจ้าคิดจะให้ข้าไปเองเดี๋ยวนี้ น้อง ๆ ของข้าตายไปตั้งมากมาย จะมิใช่ตายเปล่าหรือ”