ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 233 กลับสู่ด่านฟู่เฟิง
บทที่ 233 กลับสู่ด่านฟู่เฟิง
ในยามนี้ หลังจากความตื่นเต้นยินดีแล้ว เหล่าสตรีรอบข้างต่างก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของกันและกัน พวกนางทุกคนล้วนงดงามขึ้นกว่าเดิม หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้โฉมหน้าของพวกนางอยู่ในระดับพอถูไถ บัดนี้ความงามของพวกนางก็ล้วนพุ่งขึ้นไปถึงเจ็ดสิบคะแนนขึ้นไป มีคนหนึ่งเห็นหลิวซิ่วเอ๋อร์แล้วถึงกับตะลึง เอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว
“พี่ซิ่วเอ๋อร์ท่านช่างงดงามนัก งามยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”
แต่เดิมความงามของหลิวซิ่วเอ๋อร์มีถึงแปดสิบคะแนน บัดนี้หลังจากการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงรอยแผลเป็นหายไป ความงามก็ยังพุ่งขึ้นถึงเก้าสิบกว่าคะแนน อีกทั้งด้วยประสบการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กลิ่นอายของนางมีความนุ่มนวลดุจสายน้ำ แต่ก็ไม่ขาดความเฉียบคมองอาจ ทั้งร่างดูขัดแย้งแต่กลับกลมกลืน
หลิวซิ่วเอ๋อร์ผู้เข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อได้ยินคำชมจากสหาย ก็แสดงสีหน้าเขินอายที่ไม่ได้เห็นมานาน ทันใดนั้น นางก็เงยหน้ามองรูปโฉมของผู้อื่นรอบข้าง แล้วลูบใบหน้าตนเอง ก่อนที่จะมีความกังวลปรากฏขึ้นมา
“เจ้ากำลังกังวลว่ารูปโฉมเช่นนี้จะไม่น่าเกรงขามอย่างนั้นหรือ?”
ในยามนั้น เสียงของหลี่เต้าก็ดังขึ้นข้าง ๆ หลิวซิ่วเอ๋อร์อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“เรื่องนี้ไม่ยากเลย”
หลี่เต้ากวาดตามมองหญิงสาวทั้งหลาย พลางยิ้มบางกล่าวว่า
“หากพวกเจ้ากังวลว่าตนเองงดงามเกินไป จนไม่อาจข่มขวัญศัตรูได้ ก็เพียงแค่สวมหน้ากากสักชั้นก็พอ เช่นนี้ เมื่อกลับบ้านก็ถอดหน้ากากออก พอเข้าสนามรบก็สวมใส่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลิวซิ่วเอ๋อร์ก็เปล่งประกาย นี่เป็นความคิดที่ดีจริง ๆ นางหันกลับมากล่าวว่า
“ขอบพระคุณที่ท่านผู้มีพระคุณชี้แนะ”
หลี่เต้าพยักหน้า สายตาจับจ้องไปที่ไหใส่เลือดวิเศษบนโต๊ะหิน เขาเดินไปข้างไหแล้วมองเข้าไปข้างใน จึงพบว่าเลือดวิเศษในไหยังไม่ได้ใช้หมด ข้างในยังเหลืออยู่อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เมื่อเห็นไห หลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ต่างมีแววตาอยากได้แฝงอยู่ เหมือนกับพวกจางเมิ่งในตอนนั้น
เมื่อเห็นภาพนี้ หลี่เต้าจึงกล่าวตามตรงว่า
“ไม่ต้องมองแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าได้ปรับสภาพร่างกายเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งนี้แม้จะยังมีผลต่อพวกเจ้า แต่ก็ไม่มากเท่าก่อนหน้านี้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เต้า ทุกคนต่างแสดงสีหน้าเขินอายออกมา หลี่เต้าหันไปมองไหอีกครั้ง แล้วมองไปยังหญิงสาวทั้งหลายจากหมู่บ้านเถาหยวนตรงหน้า จากนั้นจึงกล่าวกับหลิวซิ่วเอ๋อร์ว่า
“ซิ่วเอ๋อร์ไหนี้ข้าจะมอบให้พวกเจ้าหมู่บ้านเถาหยวน”
“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านจะ…”
“พวกเจ้าต่างก็ได้กินกันไปแล้ว คนที่เหลือก็ไม่ควรลืม เจ้าสามารถเจือจางยาวิเศษในนี้ แล้วแบ่งให้คนที่เหลือในหมู่บ้านเถาหยวนได้”
“จริงหรือ?”
พวกนางที่เคยใช้เลือดวิเศษล้วนรู้ดีถึงความล้ำค่าของสิ่งนี้ ไม่คิดว่าผู้มีพระคุณจะใจกว้างถึงเพียงนี้
“จริงสิ”
“ซิ่วเอ๋อร์ขอกล่าวคำขอบคุณแทนพี่น้องทั้งหลายด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อกล่าวจบ หลิวซิ่วเอ๋อร์ก็โค้งคำนับหลี่เต้าอย่างซาบซึ้ง คนที่เหลือต่างก็ทำท่าทางเช่นเดียวกัน
… เนื่องจากตัดสินใจที่จะพาหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ไปด้วย จึงต้องเสียเวลาอยู่ที่หมู่บ้านเถาหยวนอีกสักพัก การรั้งรออยู่เช่นนี้ทำให้เวลาผ่านไปสามวัน ยามเช้าตรู่ของวันที่สาม นอกหมู่บ้านเถาหยวน ณ จุดส่งที่เดิม เพียงแต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป ผู้ที่จากไปไม่ใช่แค่หลี่เต้าและจิ่วเอ๋อร์สองคน แต่ยังมีจางเมิ่งและคณะ รวมถึงกองกำลังสองร้อยคนที่นำโดยหลิวซิ่วเอ๋อร์
ส่วนผู้ที่ออกมาส่ง นอกจากชาวบ้านดั้งเดิมบางส่วนของหมู่บ้านเถาหยวน ก็มีเหล่าสตรีจากเมืองบาปที่พวกเขาพามาด้วย ผ่านไปสามวัน พวกนางก็ค่อย ๆ กลมกลืนเข้ากับที่นี่แล้ว
“ท่านหลี่เต้าผู้มีพระคุณ หากมีโอกาสต้องกลับมาเยี่ยมพวกเราด้วยนะเจ้าคะ”
หงหลิงและลวี่หลัวกอดพี่สาวหลานอยู่ นางกลั้นน้ำตาร้องตะโกนบอกหลี่เต้า
“วางใจเถิด”
หลี่เต้ามองไปที่พี่สาวหลาน
“ข้าไม่เพียงจะกลับมา สักวันข้าจะทำให้พี่สาวหลานกลับคืนสู่สภาพเดิมให้ได้”
พี่สาวหลานไม่ได้เอ่ยวาจาใด ได้แต่ใช้สายตามองส่งหลี่เต้า ท้ายที่สุด หลี่เต้าก็โบกมือลาผู้คนในหมู่บ้านเถาหยวนก่อนจะขับรถม้าพาทุกคนค่อย ๆ ห่างจากหมู่บ้านเถาหยวนไป เมื่อเห็นสายตาอาลัยอาวรณ์ของหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ หลี่เต้าจึงปลอบว่า
“วางใจเถิด พวกนางจะมีชีวิตที่ดี”
ด้วยความช่วยเหลือจากเลือดวิเศษครึ่งไหนั้น แม้สตรีในหมู่บ้านเถาหยวนจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ก็ช่วยเสริมสร้างร่างกายและพลังแฝงของทุกคน ดังนั้น ไม่ช้าก็เร็วพวกนางก็จะเติบโตขึ้นเหมือนหลิวซิ่วเอ๋อร์ได้แน่
อีกอย่าง หมู่บ้านเถาหยวนอยู่ในเขตปกครองของอวิ๋นโจว เขาในฐานะรองแม่ทัพย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดูแลที่นี่ได้ การเดินทางจากด่านฟู่เฟิงไปยังหมู่บ้านเถาหยวน เนื่องจากต้องคุ้มกันเหล่าสตรีจากเมืองบาปจึงต้องเดินทางอย่างช้า ๆ แต่การเดินทางกลับจากหมู่บ้านเถาหยวนมายังด่านฟู่เฟิง เมื่อไม่มีผู้คนที่ต้องคอยคุ้มกันมากมาย การเดินทางจึงรวดเร็วขึ้นโดยธรรมชาติ
ครั้งนี้ หลี่เต้าไม่ได้แวะพักที่เมืองอวิ๋นฉี เพียงแค่ทักทายกับชุยห่าวเท่านั้น ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังด่านฟู่เฟิง
… สามวันต่อมา ภายในห้องหนึ่งของจวนแม่ทัพที่ด่านฟู่เฟิง หยางหลินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือในสภาพเสื้อผ้ายับย่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ยามนี้เขากำลังอ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ หลังจากอ่านจบก็หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนบันทึกอย่างละเอียด เมื่อลากเส้นสุดท้ายลง จิตใจและพลังงานทั้งหมดของเขาก็พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด
กร๊อบ!
พู่กันหัก หยางหลินโยนพู่กันทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้ายินดี
“ในที่สุดก็ตรวจทานเสร็จหมดแล้ว”
ดูเหมือนว่าจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หยางหลินจึงตะโกนออกไปนอกประตู
“เฉินโหยว เจ้าเข้ามาหาข้าที”
ไม่นาน เฉินโหยวผู้มีใบหน้าซื่อ ๆ ก็เดินเข้ามาจากด้านนอก หยางหลินชี้ไปที่กองรายงานข้างตัวพลางกล่าว
“รายงานพวกนี้ ข้าจัดการเสร็จแล้ว ที่เจ้าคงไม่มีรายงานแล้วกระมัง”
เฉินโหยวประสานมือคำนับพลางกล่าว
“เรียนท่านแม่ทัพ ตอนนี้ยังไม่มีรายงานใหม่เข้ามา ด้วยความวิริยะอุตสาหะของท่าน รายงานทั้งหมดได้รับการจัดการเสร็จสิ้นแล้วขอรับ”
“ฮ่า ๆ”
หยางหลินหัวเราะร่า ก่อนจะชี้ไปที่จมูกของเฉินโหยวแล้วเอ่ยว่า
“เจ้าหนู ตอนนี้เจ้าคงยอมให้ข้าออกไปได้แล้วกระมัง”
เฉินโหยวยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยพลางเอ่ยตอบตามตรง
“เรียนท่านแม่ทัพ ข้าไม่เคยกล่าวว่าท่านออกไปไม่ได้เลยขอรับ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของหยางหลินก็ดำทะมึนลง คิดในใจว่า เจ้าไม่ได้พูดก็จริง แต่เจ้ากลับอุ้มกองรายงานติดตามข้าไปทุกที่ พร้อมกับพร่าบ่นไม่หยุด ใครจะทนไหว แต่ตอนนี้จัดการรายงานเสร็จหมดแล้ว ไม่มีใครมารบกวนเขาอีก ในที่สุดเขาก็เป็นอิสระเสียที
“รายงานขอรับ!”
ในตอนนั้นเอง ทหารนายหนึ่งก็วิ่งมาที่หน้าประตู เมื่อเห็นทหารที่มาอย่างกะทันหัน หยางหลินก็ยืดเส้นยืดสาย ขอเพียงไม่ใช่เรื่องรายงานเอกสารอะไรก็คุยกันได้ หลังจากรินน้ำชาให้ตัวเองแล้วก็หลับตาจิบชา ก่อนเอ่ยถาม
“ว่ามา มีเรื่องอะไร”
ทหารมองเฉินโหยวแวบหนึ่ง แล้วมองไปที่หยางหลินก่อนประสานมือคำนับรายงาน
“เรียนท่านแม่ทัพ รองแม่ทัพกลับมาแล้วขอรับ”
“พรวด!”
ชั่วขณะถัดมา น้ำชาเก่า ๆ พุ่งกระเซ็นออกจากปากของหยางหลิน และบังเอิญเหลือเกินที่มันพุ่งตรงไปยังเฉินโหยว ในช่วงเวลาคับขัน เฉินโหยวก้าวหลบไปด้านข้างอย่างแนบเนียน หลบพ้นน้ำชา ‘นำเข้า’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เจ้าว่าอะไรนะ? พูดมาอีกครั้ง!”
หยางหลินกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง จ้องมองทหารด้วยดวงตาเบิกกว้าง ทหารสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว พูดอย่างตัวสั่นงันงก
“ท่านแม่ทัพ เป็นคำสั่งของท่านเองที่ให้แจ้งทันทีเมื่อรองแม่ทัพกลับมา”
“ข้า…”
หยางหลินหันไปมองกองรายงานที่เพิ่งจัดการเสร็จ ในขณะนั้น เขารู้สึกว่าตนเองช่างโง่เขลาเหลือเกิน