ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 234 ใช้หนี้แทนหลานชาย
บทที่ 234 ใช้หนี้แทนหลานชาย
นอกด่านฟู่เฟิง
“ในที่สุดก็กลับมาแล้ว!”
จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ทอดถอนหายใจยาวเมื่อเห็นด่านฟู่เฟิงตรงหน้า
“ท่านผู้มีพระคุณ ที่นี่คือด่านฟู่เฟิงในตำนานใช่หรือไม่เจ้าคะ? ช่างยิ่งใหญ่อลังการจริง ๆ”
หลิวซิ่วเอ๋อร์เอ่ยชื่นชมเมื่อเห็นด่านฟู่เฟิงขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สตรีที่เหลือต่างก็รู้สึกทึ่งเช่นกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความใฝ่ฝัน ท้ายที่สุดแล้ว พวกนางก็เคยเป็นเพียงสตรีธรรมดาจากหมู่บ้านธรรมดา การที่ได้มาถึงที่นี่ก็เพราะความช่วยเหลือจากท่านผู้มีพระคุณ หรือก็คือหลี่เต้านั่นเอง
“มาถึงที่นี่แล้ว ไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านผู้มีพระคุณ จะเรียกข้าว่าหัวหน้าเหมือนจางเมิ่งและคนอื่น ๆ หรือจะเรียกว่ารองแม่ทัพก็ได้”
หลี่เต้าเอ่ยขึ้น
หลิวซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงซุกซนเล็กน้อย
“ท่านผู้มีพระคุณ รองแม่ทัพก็คือแม่ทัพ งั้นข้าจะเรียกท่านว่าแม่ทัพได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่เต้าอึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติก็ยิ้มบาง ๆ
“ส่วนตัวก็ได้ แต่ต่อหน้าผู้อื่นให้เรียกข้าว่ารองแม่ทัพตามปกติเถอะ”
หลิวซิ่วเอ๋อร์หัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า หลี่เต้ามองดูหลิวซิ่วเอ๋อร์แล้วส่ายหน้าพลางยิ้ม หลังจากรอยแผลเป็นบนใบหน้าหายไป ดูเหมือนว่าแผลในใจของหลิวซิ่วเอ๋อร์ก็จางหายไปด้วย ท่าทีที่มีต่อเขาก็ไม่ได้เกร็งเหมือนก่อน แต่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ดูเหมือนคนอื่น ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน
แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว หลี่เต้าหวังว่าพวกนางจะสามารถรักษาความเฉียบคมบนสนามรบ ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงสตรีทั่วไปได้ มีชีวิตและทัศนคติเป็นของตัวเอง ทหารยามบนกำแพงเมืองรีบเปิดประตูเมืองทันทีหลังจากยืนยันตัวตนของหลี่เต้าแล้ว หลี่เต้าจึงนำหลิวซิ่วเอ๋อร์และจางเมิ่งพร้อมคนอื่น ค่อยๆ เดินผ่านประตูเมืองเข้าไป ระหว่างทาง จิ่วเอ๋อร์ก็โผล่หัวออกมาจากรถม้า มองสำรวจรอบด้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“รองแม่ทัพ!”
ระหว่างทางไปจวนแม่ทัพ ทหารที่ผ่านไปมาต่างหยุดคำนับหลี่เต้าอย่างนอบน้อม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมา รายละเอียดการรบเรื่องที่หลี่เต้าป้องกันด่านฟู่เฟิงได้แพร่สะพัดไปทั่วในกองทัพ แม้บางคนอาจไม่เคยเห็นตัวจริงของหลี่เต้าแต่ต้องเคยได้ยินเรื่องราวของเขาแน่นอน บางคนถึงกับขุดคุ้ยเรื่องที่ฉีเซิ่งเคยมุ่งร้ายหลี่เต้าขึ้นมา
“หลี่เต้า เจ้าตัวแสบ!”
ขณะที่หลี่เต้ากำลังนำคนมุ่งหน้าไปยังจวนแม่ทัพ จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาแต่ไกล ในชั่วพริบตา เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาใกล้ขบวนรถอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพวกจางเมิ่งจำได้ว่าเป็นเสียงใคร จึงไม่ได้ขยับตัว แต่หลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ไม่สนใจเรื่องนั้น พวกนางควบม้าชักดาบออกมาขวางหน้าหลี่เต้าไว้ เมื่อเงาร่างนั้นเข้ามาใกล้ขบวนรถ และเห็นโฉมหน้าของคนที่ขวางทางก็รีบหยุดกะทันหัน
“เจ้าหนูหลี่เต้า เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าจะส่งพวกนางไปให้หมด? นี่เจ้ากำลังเล่นอะไรอยู่?”
หลี่เต้าโบกมือให้หลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ พลางกล่าวว่า
“ไม่ต้องขวางไว้ ท่านผู้นี้คือท่านหยางหลิน แม่ทัพคนปัจจุบันแห่งด่านฟู่เฟิง ผู้ครองบรรดาศักดิ์ไท่ผิงกงแห่งต้าเฉียน”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกหลิวซิ่วเอ๋อร์ก็ตกใจ รีบประสานมือคำนับพลางกล่าว
“ขออภัยท่านแม่ทัพ”
พวกนางไม่ได้เป็นห่วงว่าตนเองจะเป็นอย่างไร แต่กลัวว่าการกระทำของพวกนางจะทำให้หลี่เต้าเดือดร้อน
หยางหลินโบกมือ
“ไม่ต้องมากพิธีเช่นนั้น ข้าไม่ถึงกับจะโกรธเด็กสาวอย่างพวกเจ้าหรอก ข้ามาหาเจ้าหนูหลี่ต่างหาก”
พูดจบ เขาก็จ้องมองหลี่เต้า ใบหน้าดำทะมึน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางกล่าว
“เจ้าหนูหลี่ เจ้าช่างไร้น้ำใจเหลือเกิน ก่อนจากไปยังทิ้งกับดักไว้ให้ข้าตั้งมากมาย”
“ท่านหยาง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้วางกับดักท่านเลยนะ”
“ไม่ได้วางกับดักข้าแล้วเรื่องรายงานพวกนั้นเป็นอย่างไร? เจ้าหนู เจ้าไม่เพียงแต่เก็บรายงานไว้หลายวัน ยังสร้างเรื่องยุ่งยากมากมายให้ข้าอีก”
“นี่ท่านพูดอะไรออกมา”
หลี่เต้าอธิบายว่า
“ที่เก็บรายงานไว้ ก็เพราะช่วงนั้นข้ากำลังยุ่งจัดการเรื่องของคนที่ข้าพากลับมาจากเมืองบาป ส่วนเรื่องยุ่งยากที่ตามมา พวกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ข้าวางแผนไว้ล่วงหน้า ตั้งใจว่าจะรอกลับมาค่อยจัดการ”
ทันใดนั้น ก็ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า
“อย่าบอกนะว่าท่านจัดการเรื่องพวกนั้นไปหมดแล้ว?”
“ข้าไม่จัดการแล้วจะรอเจ้ากลับมาจัดการหรือไร”
หยางหลินกัดฟันด้วยความโมโห
“อีกอย่าง ถ้าข้าไม่ทำ เจ้าหนูเฉินโหยวก็จะตามติดข้าไปทุกที่ บอกว่าล้วนเป็นเรื่องด่วนต้องจัดการทันที”
“ข้าจำไม่ได้ว่ามีเรื่องใดที่ต้องรีบจัดการ ข้าเพียงแต่มอบแผนงานให้เฉินโหยวเท่านั้น”
หลี่เต้าขมวดคิ้วกล่าว
“ท่านหยาง ท่านคงไม่ได้ทำให้เฉินโหยวไม่พอใจหรอกนะ”
“ทำให้ไม่พอใจ?”
หยางหลินขมวดคิ้วพูด
“ข้าเคยทำให้เขาไม่พอใจตั้งแต่เมื่อใดกัน ข้าถึงขั้นเห็นแววดีในตัวเขา ถึงได้ชักชวนเขาต่อหน้าเจ้า จะทำให้เขาไม่พอใจได้อย่างไร”
ทันใดนั้น หยางหลินก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าจึงแข็งค้างไปโดยไม่รู้ตัว
“ท่านหยาง ท่านนึกอะไรขึ้นมาหรือ?”
“ข้าคงรู้แล้วว่าเพราะอะไร”
“เพราะอะไรหรือ?”
“หยางเหยียน”
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว หลี่เต้าก็อดหัวเราะไม่ได้
“ท่านหยาง ครั้งนี้เฉินโหยวก็ใจดีมากแล้วนะ”
หยางหลินสีหน้าบึ้งตึงพลางกล่าว
“เจ้าหนูเฉินโหยว ดูภายนอกเหมือนคนซื่อ ไม่นึกว่าจะเป็นคนจดจำความแค้นจริง ๆ”
“ลองคิดถึงฉีเซิ่งสิ ท่านก็จะเข้าใจ ถ้าเป็นท่านเองจะทนได้หรือ?”
หลี่เต้าปลอบใจ
หยางหลินส่ายหน้า ตอนแรกเขาคิดว่าหลังจากที่เฉินโหยวจัดการฉีเซิ่งแล้วก็คงจบเรื่องของหยางเหยียน ที่แท้ก็รอเขาอยู่ตรงนี้ สำคัญที่สุดคือ เรื่องที่ทำไปก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะทำตามกฎระเบียบทั้งนั้น
คราวนี้ หนี้ของหลานชายที่ปู่ต้องมาชดใช้แทน ทำให้เขาต้องทุกข์ใจอยู่พักใหญ่ พอนึกถึงว่าความทุกข์ของหลานชายต้องมาตกอยู่ที่ตัวเขาผู้เป็นปู่ หยางหลินก็รู้สึกโมโหจนแทบระเบิด จึงพูดออกมาว่า
“เจ้าหนู ข้ามมอบหยางเหยียนเจ้าเด็กบัดซบนั่นให้เจ้าแล้ว เจ้าต้องสั่งสอนมันให้ดี ตราบใดที่ไม่ตาย ก็สั่งสอนให้หนักเข้าไว้”
หลี่เต้าปลอบ
“วางใจได้”
เมื่อความเข้าใจผิดได้คลี่คลายลง หยางหลินก็คลายความโกรธที่มีต่อหลี่เต้าไปเกือบหมด เมื่อสงบสติอารมณ์ลง สายตาของเขาก็มองไปทางหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าหนูหลี่ พวกนางเป็น…”
“ท่านหยาง พวกเรากลับไปคุยกันที่จวนแม่ทัพก่อนดีกว่า”
“ก็ได้”
… ไม่นานหลังจากนั้น ณ จวนแม่ทัพ หลี่เต้า หยางหลิน และเสิ่นจง ทั้งสามคนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
“เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าจะจัดตั้งกองกำลังทหารม้าหญิงงั้นรึ? เจ้าไม่ได้กำลังล้อเล่นใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินความคิดของหลี่เต้าทั้งหยางหลินและเสิ่นจงต่างก็ตะลึงงัน หลี่เต้าส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น ข้าจริงจัง”
“เจ้าคิดว่าเหมาะสมหรือ?”
หยางหลินถามตรง ๆ
หลี่เต้าตอบ
“ข้าคิดว่าเหมาะสมดี ขอเพียงมีกำลังความสามารถเพียงพอ ก็สามารถเป็นทหารได้ ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง”
“หลี่เต้า เจ้าต้องเข้าใจว่าต้าเฉียนของพวกเรา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยมีทหารม้าหญิงมาก่อน สตรีอย่างมากก็เป็นได้แค่องครักษ์เท่านั้น การจะเป็นทหารในกองทัพปกติ เรื่องนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”
เสิ่นจงเอ่ยขึ้นบ้าง
“สิ่งที่เรียกว่าเป็นไปไม่ได้นั้น ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับพละกำลัง”
หลี่เต้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ในตอนนั้น หยางหลินที่อยู่ด้านข้างเอ่ยปากว่า
“เจ้าคิดว่าพวกนางมีพละกำลังเพียงพอหรือ?”
“อืม”
หยางหลินทำสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า
“พละกำลังที่เพียงพอที่ข้าพูดถึงนั้น ไม่ใช่แค่พละกำลังธรรมดาทั่วไป เพราะพวกนางเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นข้อกำหนดก็ต้องพิเศษด้วย หากพวกนางต้องการเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพเจิ้นเป่ยชุดใหม่ ก็ต้องแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป มิเช่นนั้นคงไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้”
“แต่แน่นอน เจ้าเป็นรองแม่ทัพ บางทีเจ้าอาจจะบังคับจัดการให้พวกนางเข้ามาได้ แต่พวกนางอาจจะไม่สามารถทนต่อการเลือกปฏิบัติและกฎระเบียบในค่ายทหารได้”