ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 241 กองทัพเฟิงโจว
ความสามารถของหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ได้พิสูจน์ให้ทุกคนในกองทัพเจิ้นเป่ยชุดใหม่เห็นถึงศักยภาพของพวกนางแล้ว
ในตอนนี้พวกเขาจึงไม่ได้รังเกียจในความเป็นสตรีของพวกนาง กลับกลายเป็นความเคารพนับถือ เพราะการที่สตรีจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้นั้นยากยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก
แน่นอนว่า เสียงต้อนรับเหล่านั้นย่อมมีความคิดส่วนตัวแอบแฝงอยู่บ้าง
การที่ต้องอยู่ในค่ายทหารมองแต่บุรุษด้วยกันทุกวัน จะมีอะไรน่าสนใจ
การที่จู่ ๆ มีกองกำลังสตรีเพิ่มขึ้นมา พวกเขาก็จะได้ชื่นชมความงามกันบ้าง
เสียงโห่ร้องดังรอบด้าน ทำให้หัวใจของหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ พลันเต้นระรัว สายตาของพวกนางมองไปทางที่หลี่เต้ายืนอยู่โดยไม่รู้ตัว
หลี่เต้ามองดูหญิงสาวทั้งหลาย แล้วยิ้มพลางพยักหน้าให้พวกนาง
…
หลังจากนั้นไม่นาน พิธีต้อนรับพวกหลิวซิ่วเอ๋อร์ก็สิ้นสุดลง ตามคำสั่งของหยางหลิน เหล่าทหารที่มามุงดูต่างทยอยกลับไปยังด่านฟู่เฟิง
ณ มุมหนึ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หยางเหยียนแอบนำทหารสองร้อยนายของตนเองหมายจะย่องกลับด่านฟู่เฟิง แต่จู่ ๆ ก็มีคนมาขวางทางเอาไว้
เขากำลังจะเงยหน้าขึ้นด่าด้วยความหงุดหงิด แต่พอเงยหน้าขึ้นมา ก็พบว่าเป็นคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุด
“ท่านแม่ทัพ ท่านนี่…” หยางเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ
หยางหลินสีหน้าเรียบเฉย พูดเข้าประเด็น “กลับไปแล้วหาไม้หวายมาให้ข้าหนึ่งอัน จากนั้นก็ไปคุกเข่ารอข้าในห้อง”
“ท่านแม่ทัพ นี่มัน…”
“ไสหัวไป!”
“ขอรับ”
พอเห็นหยางหลินยกเท้าขึ้น หยางเหยียนก็รีบวิ่งหนีไปอย่างหมดท่า
ในเวลานั้น หลี่เต้ากำลังพาหลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ เดินผ่านมาทางด้านข้างพอดี
เมื่อเห็นหลี่เต้า หยางหลินก็อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “เจ้าหนู จำไว้ว่าเจ้าได้รับปากข้าไว้”
“ท่านวางใจได้ แต่ว่า…” หลี่เต้ายิ้มน้อย ๆ พลางกล่าว “แต่ว่าท่านก็อย่าลืมสิ่งที่รับปากข้าไว้เช่นกัน”
พอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของหยางหลินก็ดำทะมึนทันที เขากัดฟันพูด “เอ้า กลับไปแล้วข้าจะให้เจ้า”
พูดจบก็สะบัดชายเสื้อแล้วเดินจากไปทันที
หลิวซิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างถามขึ้น “รองแม่ทัพ ท่านพูดกับแม่ทัพใหญ่เช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจหรือ?”
“อย่าดูถูกความใจกว้างของแม่ทัพใหญ่นักเลย” หลี่เต้าหัวเราะเบา ๆ
…
หลังจากกลับมาถึงด่านฟู่เฟิง ภายในลานเรือนที่หลิวซิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ พักอาศัยอยู่
หลี่เต้ามองดูชุดเกราะหนักที่กองอยู่เต็มลานเรือน อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง
“ดูท่าข้าคงประเมินความใจกว้างของแม่ทัพใหญ่สูงเกินไป”
แต่เขาก็เข้าใจว่าท่านลุงคงจะอารมณ์บูดบึ้งอยู่บ้าง เขาจึงไม่ถือสาเรื่องนี้
“ไป บอกจางเมิ่งกับคนอื่น ๆ ให้มาที่นี่” เขาลูบหัวเสี่ยวเฮยที่อยู่ข้าง ๆ
“โฮ่ง!”
เสี่ยวเฮยเห่าหนึ่งครั้งแล้ววิ่งออกจากลานเรือนไป
ไม่นาน เสี่ยวเฮยก็วิ่งกลับมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากด้านนอก
ในไม่ช้า จางเมิ่ง เว่ยอวิ๋นและคนอื่น ๆ ก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
พวกเขายังไม่ทันได้ทักทายหลี่เต้า สายตาก็เหลือบมองกองชุดเกราะหนักในลานเรือนโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
โดยเฉพาะจางเมิ่งและเสวียปิงที่เคยดื่มเลือดวิเศษจนร่างกายเปลี่ยนแปลง ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายวาววับ
เพราะก่อนหน้านี้หลี่เต้าเคยบอกพวกเขาว่าจะจัดตั้งกองกำลังทหารม้าเกราะหนัก และตอนนี้อุปกรณ์ที่พวกเขารอคอยมานานก็มาถึงแล้ว
หลี่เต้ามองดูทุกคนแล้วพูดขึ้น “ยังรออะไรกันอยู่ รีบไปเรียกคนมาขนของสิ”
“ขอรับ!”
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้คนจากค่ายหวงซาและค่ายเว่ยอู่ก็วิ่งเข้ามา ทุกคนต่างมีสีหน้าตื่นเต้นและเริ่มขนของกัน
หลี่เต้ากำลังมองดูอยู่ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีคนดึงแขนเสื้อเขาอยู่ข้าง ๆ
เมื่อหันไปมอง เขาก็ถามว่า “ซิ่วเอ๋อร์มีอะไรหรือ”
“ท่านแม่ทัพ ซิ่วเอ๋อร์แค่อยากถามว่ามีชุดเกราะสำหรับพวกเราบ้างหรือไม่”
เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของหลิวซิ่วเอ๋อร์ หลี่เต้าก็อึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะอธิบายว่า “ซิ่วเอ๋อร์ พวกเจ้าไม่เหมาะที่จะเป็นทหารม้าเกราะหนัก เหมาะกับการเป็นทหารม้าเบามากกว่า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของหลิวซิ่วเอ๋อร์ฉายแววผิดหวัง แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
การได้เข้าร่วมกองทัพป้องกันชายแดนและได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้มีพระคุณก็ดีมากแล้ว พวกนางจะไม่พอใจไปเพื่ออะไร
ในชั่วขณะถัดมา นางรู้สึกได้ว่ามีมือวางลงบนบ่า
เสียงของหลี่เต้าดังขึ้นข้างหูนาง “แต่ถึงจะไม่มีชุดเกราะพวกนี้ ก็ยังมีอย่างอื่นได้ รอให้มีโอกาสเมื่อไหร่ ข้าจะมอบชุดอุปกรณ์ที่เหมาะกับพวกเจ้าให้แน่นอน”
…
ภายในจวนแม่ทัพ
หยางหลินนึกถึงชุดเกราะหนักหนึ่งพันหกร้อยชุดที่มอบออกไป หัวใจเขาก็แทบจะหยดเป็นเลือด นี่เท่ากับมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีออกไปแล้ว
ที่ทำให้โมโหยิ่งกว่านั้นคือ เขาทำอะไรไม่ได้เลย
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเจ้าหยางเหยียน สารเลวน้อยนั่น
ชุดเกราะหนักแปดร้อยชิ้นครั้งแรกนั้น เป็นเพราะหลานชายตัวดีถึงทำให้ต้องส่งออกไป ส่วนชุดเกราะหนักแปดร้อยชิ้นครั้งที่สอง ก็มีความเกี่ยวข้องด้วยเป็นอย่างมาก
พอคิดได้ดังนั้น ความโกรธก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ เขาตัดสินใจว่าวันนี้จะต้องให้เจ้าหลานชั่วได้รู้ซะบ้างว่าอะไรคือ ‘ความรักของปู่’
หยางหลินตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน เดินตรงไปที่ประตู แต่ในชั่วขณะถัดมา มีเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามาจากประตูก่อนเขา
เมื่อเห็นผู้มาเยือน เปลือกตาของหยางหลินก็กระตุกอย่างห้ามไม่อยู่
ในด่านฟู่เฟิงนี้ มีอยู่สองคนที่แค่เห็นหน้าก็ทำให้เขาปวดหัวได้ คนหนึ่งคือ ‘หลานชายที่ดี’ ของเขา ส่วนอีกคนก็คือคนที่อยู่ตรงหน้านี้
เมื่อเห็นเฉินโหยว หยางหลินก็มองสำรวจขึ้นลงก่อน เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้นำรายงานมาด้วย เขาก็ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ
แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า หลี่เต้ากลับมาแล้ว เขายังจะกังวลอะไรอีก
เฉินโหยวเห็นหยางหลินก็รีบประสานมือคำนับ “เฉินโหยวคารวะท่านแม่ทัพ”
หยางหลินโบกมือ พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “พูดมา เจ้ามีธุระอะไรอีก”
“รายงานท่านแม่ทัพ มีคนสืบพบว่านอกด่านฟู่เฟิงสิบลี้ มีผู้คนจำนวนมากปรากฏตัวขึ้น กำลังมุ่งหน้ามายังด่านฟู่เฟิง”
“หืม?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าไม่สบอารมณ์ของหยางหลินก็เปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที เขาพลันถามทันใด “ทางประตูไหน”
“ประตูทิศใต้”
“ประตูทิศใต้หรือ?”
เดิมทีหยางหลินคิดว่าคงเป็นผู้คนจากชนเผ่าเป่ยหมาน หากเป็นประตูทิศใต้ก็แสดงว่าเป็นผู้คนจากภายในต้าเฉียน
ทันใดนั้น ก็ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าของเขาก็ชะงักไป เมื่อได้สติกลับมา เขาก็รีบสั่งทันที “พาข้าไปประตูทิศใต้ ดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ขอรับ”
…
หลังจากนั้นไม่นาน หยางหลินก็ตามเฉินโหยวมาถึงกำแพงเมืองทางประตูทิศใต้ของด่านฟู่เฟิง
ยามนี้ เมื่อมองออกไปแต่ไกล ก็จะเห็นว่าบนเส้นทางโบราณที่มุ่งหน้าไปยังเมืองอวิ๋นฉี มีผู้คนมากมายกำลังเดินมุ่งหน้ามายังด่านฟู่เฟิง
“นี่มัน…”
หยางหลินหรี่ตามอง ครู่หนึ่งต่อมา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที ส่งเสียงพึมพำ “เป็นไปได้อย่างไร…”
เฉินโหยวที่อยู่ด้านข้างก็มองเห็นผู้คนที่กำลังมาได้ชัดเจนแล้วเช่นกัน เมื่อมองภาพตรงหน้าที่อยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าที่ปกติเรียบเฉยของเขาก็พลันเปลี่ยนไปโดยไม่อาจห้าม
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เงาร่างเหล่านั้นก็มาถึงใต้กำแพงเมือง
“ผู้มาคือใคร” เสียงของเฉินโหยวดังขึ้น
“กองทัพเฟิงโจวได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาท ให้มาช่วยเหลือด่านฟู่เฟิง”
ผู้พูดล้วงพระราชโองการสีทองออกมาจากอกเสื้อ