ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 242 วิธีที่ไม่เหมือนวิธี
หยางหลินจ้องมองพระราชโองการแล้วโบกมือ ทันใดนั้นพระราชโองการก็ลอยขึ้นมาบนป้อมกำแพง
หลังจากผ่านไปสองสามลมหายใจ พระราชโองการก็ตกลงมาอยู่ในมือของเขา
เมื่อเปิดดู เพียงแค่กวาดตามองครั้งเดียวเขาก็ยืนยันได้ว่าพระราชโองการฉบับนี้เป็นของจริง
นั่นหมายความว่า คนเหล่านี้ที่อยู่ใต้กำแพงเมืองคือกองกำลังเสริมที่เดินทางมาไกลจากเฟิงโจวจริง ๆ
“กองกำลังเสริม…” เมื่อพึมพำคำนี้ออกมา มุมปากของหยางหลินก็กระตุกโดยไม่รู้ตัว
สายตาของเขากวาดมองลงไปใต้กำแพงเมือง เห็นแม่ทัพเฟิงโจวที่พูดเมื่อครู่ มีทหารยืนอยู่เบื้องหลังราวหนึ่งหมื่นกว่านาย
หยางหลินมองดูสภาพของคนเหล่านั้นแล้วถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“เฉินโหยว”
“ขอรับ”
“ไปบอกโรงครัวให้หุงหาอาหารหน่อย”
เฉินโหยวมองลงไปที่ด้านล่างประตูเมืองด้วยสีหน้าประหลาด ก่อนจะตอบว่า “ขอรับ”
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา โรงครัวที่ด่านฟู่เฟิง
หยางหลินและเสิ่นจงยืนอยู่ด้วยกัน มองดูแถวยาวของผู้คนที่ถือชามเข้าแถวอยู่นอกโรงครัว ส่วนคนที่ตักข้าวเสร็จแล้วก็นั่งอยู่บนพื้นที่ว่างด้านข้าง กินข้าวกันอย่างหิวโหยราวกับหมาป่า
เสิ่นจงมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน “ท่านหยาง ท่านแน่ใจหรือว่าพวกนี้คือกองกำลังเสริมที่ฝ่าบาทส่งมา?”
หยางหลินก็มีสีหน้าซับซ้อนไม่แพ้กัน พยักหน้าพลางกล่าว “พระราชโองการไม่ผิดแน่ กองกำลังเสริมจากเฟิงโจวก็คือพวกเขานี่แหละ”
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าฝ่าบาทส่งพวกเขามาเพื่อจัดการพวกเราเสียมากกว่า” เสิ่นจงพึมพำ
ในตอนนั้นเอง เฉินโหยวก็พาร่างของใครบางคนเดินมาจากที่ไกล ๆ
“เจ้าหนูหลี่เต้า เจ้าก็มาด้วยหรือ” หยางหลินเอ่ยปากทักทายผู้มาเยือน
หลี่เต้าพยักหน้าเบา ๆ สายตากวาดมองกองทัพแปลกหน้าที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ท่านหยาง…”
หยางหลินเล่าเรื่องที่ตอบเสิ่นจงไปเมื่อครู่อีกครั้ง
“กองกำลังเสริมหรือ…” ดูจากชุดที่พวกเขาสวมใส่ก็เป็นชุดทหารของต้าเฉียนจริง ๆ แต่ดูจากท่าทางการกินแล้ว ช่างเหมือนผู้อพยพที่ไม่ได้กินข้าวมาแรมปีเหลือเกิน
ทุกคนมีสีหน้าซูบซีด พอได้รับชามข้าวก็กินราวกับไม่ได้กินมาสามวัน
ในตอนนั้นเอง ชายผิวซีดในชุดแม่ทัพเดินมาหาทั้งสาม เช็ดคราบน้ำมันที่มุมปากแล้วประสานมือคำนับ “คารวะท่านแม่ทัพหยาง ข้าน้อยหลิวซ่าน แม่ทัพกองทัพที่สามแห่งกองทัพเฟิงโจว มารายงานตัวขอรับ”
“เจ้ามาได้พอดี” หยางหลินชี้ไปที่กลุ่มคนเบื้องหลัง แล้วถามขึ้น “ข้าจะถามเจ้าสักคำ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ระหว่างทางไม่ได้นำเสบียงมาด้วยหรือไร ทำไมทุกคนถึงได้หิวโซขนาดนี้”
หลิวซานยิ้มแหย ๆ “ท่านแม่ทัพ มิใช่ว่าไม่ได้นำเสบียงมา แต่พวกเรามีเสบียงติดตัวมาไม่มากนักขอรับ”
จากนั้นเขาก็เล่าสถานการณ์ในเฟิงโจวให้ฟัง หลังจากฟังจบ ทั้งสามคนถึงได้เข้าใจสถานการณ์
ที่แท้เฟิงโจวประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ พวกเขาจึงวิ่งมาขออาศัยกินอาหารที่นี่
เมื่อได้ยินว่ากองกำลังสนับสนุนจากเฟิงโจวครั้งนี้มีทหารถึงห้าหมื่นนาย และนี่เป็นเพียงชุดแรกเท่านั้น หยางหลินก็อดกระตุกมุมปากไม่ได้
ทหารห้าหมื่นนายนี้ ก็เท่ากับต้องเลี้ยงปากท้องเพิ่มอีกห้าหมื่นคน รวมกับกองทัพหนึ่งแสนนายที่เขานำมาแต่แรก และกองทัพของอวิ๋นโจวที่ทยอยรวมตัวกันในด่านฟู่เฟิงเกรงว่าสุดท้ายด่านฟู่เฟิงจะมีทหารรวมกันถึงสองแสนนาย
แม้ว่าด่านฟู่เฟิงจะมีเมืองอวิ๋นฉีเป็นเมืองใหญ่หนุนหลังอยู่ ก็คงแบกรับภาระไม่ไหว เกรงว่าไม่ทันถึงฤดูใบไม้ผลิ ด่านฟู่เฟิงคงจะล่มสลายเพราะการเลี้ยงดูทหารเสียก่อน
ในตอนนั้นเอง หยางหลินจึงได้หันไปมองหลี่เต้า “เจ้าหนูหลี่ เจ้าเป็นรองแม่ทัพ เจ้ามีวิธีดี ๆ บ้างหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิวซ่านที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตะลึงไป ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าแม่ทัพหนุ่มที่อยู่ข้างหยางหลินอย่างมากก็เป็นแค่รองแม่ทัพน้อย ไม่คิดว่าเป็นถึงรองแม่ทัพใหญ่
กองกำลังสนับสนุนจากเฟิงโจวชุดนี้ สุดท้ายก็ต้องเข้าสังกัดกองทัพเจิ้นเป่ยชุดใหม่ นั่นหมายความว่า เขาก็คือรองแม่ทัพของพวกเขาด้วย ทำให้ท่าทีที่มีต่อหลี่เต้าเคร่งขรึมขึ้นมาก
“ข้าจะมีวิธีอะไรเล่า?” หลี่เต้ากวาดตามองทหารจากเฟิงโจวที่ผอมซีดและกำลังกินอาหารอย่างหิวโหย ครุ่นคิดอยู่ในใจครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองเฉินโหยวที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้าง ๆ
“เฉินโหยว ตอนนี้ในด่านฟู่เฟิงยังมีเสบียงเหลืออยู่เท่าไร”
เฉินโหยวได้ยินดังนั้นจึงล้วงสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากอก เปิดดูครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “เรียนท่านแม่ทัพ ขณะนี้ในหุบเขายังมีเสบียงข้าวอยู่ห้าหมื่นตั้น [1] วัวและแกะอีกเกือบห้าพันตัว”
[1] 石 ตั้น เป็นหน่วยวัดปริมาณ มักใช้กับธัญพืช มีปริมาณเทียบเท่า 100 ลิตร
หลี่เต้าคำนวณคร่าว ๆ พบว่าหากนับจำนวนทหารสองแสนนาย บวกกับระยะเวลาที่ต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เสบียงเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูทหารจำนวนมากมายเช่นนี้
จากนั้นจึงถามว่า “เมืองอวิ๋นฉียังสามารถส่งเสบียงมาได้อีกเท่าไร”
เฉินโหยวครุ่นคิดก่อนตอบว่า “คงไม่มากนัก ปีนี้ด่านฟู่เฟิงเกิดศึกกะทันหัน พ่อค้าหลายรายถอนตัวออกไปก่อน คาดว่าเมืองอวิ๋นฉีคงมีเสบียงสำรองไม่มากแล้ว อย่างมากก็ช่วยสนับสนุนได้เพียงไม่กี่หมื่นตั้น”
“ไม่กี่หมื่นตั้นหรือ…” หลี่เต้าคำนวณอีกครั้ง พบว่ายังไม่เพียงพอ
“เจ้าหนู เจ้าก็ไม่มีหนทางหรือ” หยางหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย “ตอนนี้คงจะขอเสบียงจากราชสำนักไม่ทันแล้ว”
ทันใดนั้น หลี่เต้าก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านหยาง ข้ามีวิธีที่ไม่เหมือนวิธี”
หยางหลินชะงัก “เจ้าหมายความว่าอย่างไร วิธีที่ไม่เหมือนวิธี”
หลี่เต้ามองดูเหล่าทหารที่กำลังกินอย่างตะกละตะกลาม แล้วค่อย ๆ เอ่ยว่า “อดอาหาร”
อดอาหาร?
ทุกคนมองหน้ากันไปมา นี่เรียกว่าวิธีอะไรกัน เสบียงไม่พอ ก็ต้องอดอยากกันสิ
ทว่าหลังจากที่หลี่เต้าพูดความคิดของตนออกมา หยางหลินและคนอื่น ๆ ในดวงตาก็สว่างวาบขึ้น
เสิ่นจงพูดขึ้นมาทันใด “แต่ว่า หากนโยบายนี้ถูกนำไปใช้ อาจจะก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย”
“จะมีเสียงด่าก็ช่างมัน ขอแค่ให้ผ่านพ้นไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน” หยางหลินพูดต่อ
ในตอนนั้น เขาพลันพบว่าทุกคนต่างจ้องมองมาที่ตน
หยางหลินชะงัก หันหน้ากลับมาพร้อมสีหน้าบึ้งตึงพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าคงไม่ได้คิดจะให้ข้าแบกรับเสียงด่าทอนี้กระมัง แต่ข้อเสนอนี้เจ้าหนูหลี่เป็นคนเสนอนะ”
“ท่านหยาง ข้าเพียงแค่ฟังความเห็นของท่านแล้วแสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น จะทำหรือไม่ทำก็ต้องให้ท่านผู้บัญชาการเป็นผู้ตัดสินใจ” หลี่เต้าเอ่ยขึ้นช้า ๆ
เสิ่นจงพูดแทรกขึ้นมาในจังหวะเหมาะ “ท่านหยาง หลี่เต้าได้มอบวิธีการให้ท่านแล้ว ให้เขาเป็นคนจัดการคงไม่เหมาะ”
เฉินโหยวกล่าวว่า “ท่านผู้บัญชาการ ทุกอย่างเพื่อกองทัพเจิ้นเป่ยที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่”
หยางหลินมองทั้งสามคน พูดไม่ออกเป็นเวลานาน สุดท้ายจึงหันไปมองหลิวซ่านที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวซ่านก็รีบโบกมือพลางกล่าวว่า “ท่านผู้บัญชาการ ข้าเพิ่งมาใหม่ พวกท่านปรึกษากันเถิด พวกท่านว่าอย่างไร พวกข้าก็จะฟังอย่างนั้น”
หยางหลิน “…”
สุดท้าย หยางหลินก็สูดหายใจลึก จ้องหลี่เต้าและอีกสองคนด้วยสายตาดุดัน ก่อนกัดฟันพูดว่า “ข้าต้องขอบคุณพวกเจ้าทั้งสามจริง ๆ”
“ทุกอย่างเพื่อต้าเฉียน” หลี่เต้ากล่าว
“เพื่อต้าเฉียน” เสิ่นจงเอ่ย
“ต้าเฉียน” เฉินโหยวพูด
หลิวซ่านมองซ้ายมองขวา แล้วลองเอ่ยปากอย่างระแวดระวัง “เฉียน?”
หยางหลินมองสีหน้าเฉยชาของทั้งสามคนที่ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องของตน ก่อนจะโบกมือพลางพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“เรื่องนี้รอให้กองทัพจากเฟิงโจวมาถึงพร้อมหน้าก่อนค่อยว่ากัน”