ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 246 หยางหลินผู้ภาคภูมิใจ
ณ ชายแดนทุ่งหญ้าของเผ่าลั่วอวิ๋น
หลี่เต้าแบ่งกองทัพแปดหมื่นนายใต้การบังคับบัญชาออกเป็นสามส่วน เช่นเดียวกับกองทัพใหญ่สองแสนนายก่อนหน้านี้
สองส่วนแรกนำทัพสี่หมื่นนายแยกกันไป ส่วนเขานำพวกจางเมิ่งไปอีกทาง
“แกว๊ก แกว๊ก!”
เสียงร้องแหลมยาวดังขึ้นสองครั้ง ไป๋เฉี่ยนและโม่เฉี่ยนกางปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน
หลี่เต้ามองแม่ทัพทั้งแปด เอ่ยปากว่า “จำคำสั่งของข้าไว้ให้ดี เพียงแค่ตามพวกมันไป กวาดล้างศัตรูระหว่างทางให้หมด อย่าให้รอดแม้แต่คนเดียว”
“ขอรับ!”
แม่ทัพทั้งแปดตะโกนรับพร้อมกัน
หลี่เต้าเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางโบกมือ
ในชั่วพริบตา ไป๋เฉี่ยน โม่เฉี่ยน ที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็ส่งเสียงร้องยาวอีกครั้ง ก่อนจะแยกย้ายบินไปคนละทิศ
“ออกเดินทางได้!”
ภายใต้คำสั่งของหลี่เต้า กองทัพแปดหมื่นนายแยกออกเป็นสองส่วน ตามไป๋เฉี่ยนและโม่เฉี่ยนไป มุ่งหน้าเข้าสู่ทุ่งหญ้าของเผ่าลั่วอวิ๋นพร้อมกัน
หลังจากที่เงาร่างของคนแปดหมื่นค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป เบื้องหลังหลี่เต้าเหลือเพียงหลิวซิ่วเอ๋อร์กับอีกสองร้อยคนที่สวมหน้ากากปีศาจ รวมถึงจางเมิ่ง เว่ยอวิ๋น และคนอื่น ๆ
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ในตอนนี้พวกจางเมิ่งและม้าศึกล้วนสวมเกราะหนักสีดำสนิท มองดูแล้วสง่างามน่าเกรงขาม
เพราะในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลี่เต้าได้มอบเลือดวิเศษจำนวนมากให้เว่ยอวิ๋นและผู้คนจากค่ายเว่ยอู่ เพื่อให้พวกเขาได้ปรับสภาพ อีกทั้งการกินอยู่ร่วมกันมาเดือนกว่า ทำให้ตอนนี้พลังของพวกเขาค่อย ๆ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน
พูดง่าย ๆ ก็คือ คนใหม่กว่าสองร้อยคนของเว่ยอวิ๋นที่เพิ่งเข้าร่วม ตอนนี้สามารถรวมเข้ากับกองทัพวิญญาณของจางเมิ่งและคนอื่น ๆ ได้แล้ว
ในขณะเดียวกัน เนื่องจากแปดร้อยคนนี้ขึ้นตรงกับเขาแล้ว เขาจึงตั้งชื่อใหม่ให้กองกำลังแปดร้อยคนนี้
ตอนนี้ พวกเขาไม่ใช่ทหารจากค่ายหวงซาหรือค่ายเว่ยอู่อีกต่อไป แต่เป็น ‘กองทัพฝูถู’ ที่ขึ้นตรงกับเขา
และเขาก็ยังตั้งชื่อใหม่ให้กลุ่มของหลิวซิ่วเอ๋อร์ด้วย เรียกว่า ‘กองทัพหลัวซา’ [1]
“หัวหน้า!”
จางเมิ่งควบม้าศึกมาอยู่ข้างกายหลี่เต้า เสียงเกราะที่กระทบกันดังทึบหนัก “หัวหน้า ต่อจากนี้ก็ถึงคราวของพวกเราแล้วกระมัง”
“อืม”
หลี่เต้าจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่ง ยกง้าวมังกรทมิฬชี้ไป “เป้าหมายต่อไปของพวกเราคือบุกทะลวงผ่านไปให้ได้ ออกเดินทาง!”
เมื่อคำสั่งถูกประกาศออกไป หลี่เต้าก็กระตุกบังเหียน ควบทยานม้าศึกออกไป
พวกจางเมิ่งมองไปยังหลี่เต้า ก่อนจะส่งเสียงตื่นเต้นแล้วตามไป
ในยามนี้ หลิวซิ่วเอ๋อร์ราวกับรู้สึกถึงบางสิ่ง ไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นในใจไว้ได้ นางนำเหล่าสตรีที่อยู่ข้างกายพุ่งทะยานออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น ค่ายของเผ่าลั่วอวิ๋นที่มีผู้คนหลายร้อยคน ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของหลี่เต้าและผู้ติดตาม
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ผู้คนทั้งหมดในค่ายของเผ่าลั่วอวิ๋นก็หายไปสิ้น
หลี่เต้ากับคนอื่น ๆ ก็มิได้หยุดพัก ยังคงมุ่งหน้าต่อไปยังทิศทางที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้
ในเวลาเดียวกัน กองทัพสองกองที่แยกจากหลี่เต้าไป ซึ่งมีกำลังพลกองละสี่หมื่นนาย ภายใต้การนำของไป๋เฉี่ยนและโม่เฉี่ยน ก็ได้เผชิญหน้ากับศัตรูของพวกเขาแล้ว
มาถึงตอนนี้ พวกเขาได้เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่หลี่เต้าพูดนั้นเป็นความจริง การติดตามพวกมันมา ช่วยให้พวกเขาหาศัตรูเจอได้
ดังนั้น ฝั่งเผ่าลั่วอวิ๋นที่หลี่เต้าอยู่ จึงบุกโจมตีไปพร้อมกันสามทิศทาง กวาดล้างชนเผ่าน้อยใหญ่ที่อยู่ภายใต้เผ่าลั่วอวิ๋นไปตลอดทาง
…
สองวันต่อมา
ณ ดินแดนของเผ่าเลี่ยหั่ว ขณะนี้ หยางหลินนำกองทัพปราบชนเผ่าใหญ่ที่อยู่ภายใต้เผ่าเลี่ยหั่วเสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งเผ่า
ตอนนี้พวกเขากำลังตั้งเตาหุงหาอาหาร กินเนื้อวัวและแกะที่ยึดมาได้จากชนเผ่าใหญ่แห่งนี้
ภายในกระโจมชั่วคราวแห่งหนึ่ง หยางหลินกำลังพินิจพิเคราะห์แผนที่บนโต๊ะอย่างละเอียด จนไม่มีเวลาแตะต้องเนื้อวัวและแกะย่างที่วางอยู่ข้าง ๆ
ตอนนี้เขามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว นั่นคือการคำนวณหาที่ตั้งของราชสำนักของเผ่าเลี่ยหั่ว จากตำแหน่งของชนเผ่าน้อยใหญ่ที่พบระหว่างทาง
“ที่นี่ไม่ใช่ อืม… ที่นี่ก็ไม่ใช่”
หยางหลินค่อย ๆ คัดที่ต่าง ๆ ออกไปทีละแห่งขณะมองแผนที่บนโต๊ะ
ในตอนนั้นเอง ม่านกระโจมถูกเปิดออก แม่ทัพนายหนึ่งวิ่งเข้ามาจากด้านนอก
เขาประสานมือคำนับพลางกล่าว “ท่านแม่ทัพใหญ่ พวกสอดแนมที่ส่งไปสำรวจภูมิประเทศกลับมาแล้วขอรับ นี่คือข้อมูลที่พวกเขาสืบมาได้”
เมื่อพูดจบ แม่ทัพนายนั้นก็ล้วงม้วนหนังแกะหลายม้วนออกมาจากอก
เมื่อเห็นม้วนหนังแกะ ดวงตาของหยางหลินก็เป็นประกาย รีบคว้ามันมาทันที จากนั้นก็นำข้อมูลที่บันทึกในม้วนหนังแกะมาเทียบกับแผนที่ทีละม้วน
ทุกครั้งที่อ่านม้วนหนังแกะ เขาก็จะขีดเขียนลงบนแผนที่บนโต๊ะ เมื่ออ่านม้วนหนังแกะในมือจนหมด บนแผนที่ก็ถูกขีดเขียนไว้หลายจุด
หยางหลินยืดตัวขึ้นกวาดตามองแผนที่อย่างรวดเร็ว สุดท้าย สายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่ตำแหน่งหุบเขาแห่งหนึ่งบนแผนที่
หลังจากถอนหายใจยาว เขาก็ปักหมุดสีแดงลงบนตำแหน่งนั้นทันที อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “ในที่สุดก็พบพวกเจ้าเสียที”
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ทัพที่อยู่ด้านล่างจึงถามขึ้น “ท่านแม่ทัพใหญ่ พบที่ตั้งราชสำนักของเผ่าเลี่ยหั่วแล้วหรือขอรับ”
“อืม”
หยางหลินพยักหน้า จากนั้นก็ออกคำสั่งว่า “ไปแจ้งทั่วกองทัพ หลังจากกินข้าวและพักผ่อนแล้วให้จัดทัพทันที”
“ขอรับ!”
หลังจากแม่ทัพเดินออกไป หยางหลินก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังหมาป่า เผยรอยยิ้มอย่างมั่นใจ เอ่ยพึมพำ “เจ้าหนูหลี่ ครั้งนี้เจ้าแพ้พนันแน่”
การใช้เวลาเพียงสองวัน ในการค้นหาที่ตั้งราชสำนักของเผ่าเลี่ยหั่ว ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่รู้อะไรเลย นับว่าเป็นเรื่องยากที่สุดแล้ว
เขาได้เห็นแผนที่ภูมิประเทศของเผ่าลั่วอวิ๋นบางส่วนจากแผนที่ของเผ่าเลี่ยหั่วนี้ด้วย การค้นหาราชสำนักของเผ่าลั่วอวิ๋นนั้น ยากยิ่งกว่าการค้นหาราชสำนักของเผ่าเลี่ยหั่วเสียอีก
“ฮ่า ๆ เจ้าหนูหลี่ เจ้าต้องพยายามหน่อยแล้ว อย่าให้ข้าตีเอาเผ่าเลี่ยหั่วได้แล้ว แต่เจ้ายังหาราชสำนักของเผ่าลั่วอวิ๋นไม่เจอล่ะ”
หยางหลินถึงกับคิดในใจว่า หลังจากที่ตีเอาเผ่าเลี่ยหั่วได้แล้ว เขาจะไปที่เผ่าลั่วอวิ๋น ถึงตอนนั้น จะเกิดภาพที่เขากับหลี่เต้าร่วมกันค้นหาเผ่าลั่วอวิ๋นหรือไม่
หากเป็นเช่นนั้นจริง คงจะน่าสนใจไม่น้อย พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกใจร้อนขึ้นมาแล้ว
…
ในเวลาเดียวกัน ณ เชิงเขาแห่งหนึ่งในเผ่าลั่วอวิ๋น
เมืองหนึ่งถูกสร้างขึ้นพิงภูเขา ตั้งอยู่บนไหล่เขา ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สูงตระหง่าน มีหมอกสีขาวลอยล่องอยู่ทั่วบริเวณ
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่อื่นใด แต่เป็นที่ตั้งของราชสำนักเผ่าลั่วอวิ๋น
ขณะนี้ ภายในกระโจมหลวงของราชสำนักเผ่าลั่วอวิ๋น ราชาลั่วอวิ๋นกำลังจัดงานเลี้ยงให้แก่เหล่าแม่ทัพนายกองและขุนนางใต้บังคับบัญชา
สาเหตุที่จัดงานเลี้ยงนั้น เป็นเพราะพวกเขาเพิ่งเจรจาเรื่องสำคัญได้สำเร็จ
มีผู้หนึ่งถามขึ้น “องค์ราชา ในเมื่อเจรจากับเผ่าเลี่ยหั่วเรียบร้อยแล้ว พวกเราจะยกทัพไปตีเผ่าถ่ามู่เมื่อใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ราชาลั่วอวิ๋นก็ดื่มสุราในจอกจนหมดแล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เผ่าถ่ามู่ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว จะเอาชนะเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน รอให้อากาศอุ่นขึ้นอีกหน่อย จะเป็นผลดีต่อการยกทัพ”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ มีคนเอ่ยปากถาม “ฝ่าบาท ไม่ทราบว่าท่านจะส่งผู้ใดไปจัดการเผ่าถ่ามู่”
เมื่อได้ยินคำถาม ราชาลั่วอวิ๋นครุ่นคิดครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่มุมกระโจมแล้วเอ่ยว่า
“จินโม่ เจ้าอยากล้างมลทินด้วยการลงแรงรับใช้หรือไม่”
[1] 罗刹 หลัวซา หมายถึง รากษส เป็นยักษ์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แปลว่าผู้รักษา เกิดจากการที่พระพรหมสร้างมาให้คอยช่วยรักษาผืนน้ำ มักจะอาศัยในป่าเขา