ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 322 มาถึงเมืองสือกู่เจี้ยน
สามวันต่อมา ภายใต้จวนผู้ว่าการ จางเมิ่ง เว่ยอวิน และคนอื่นๆ ต่างรวมตัวกันอยู่ในลานบ้าน เมื่อมองดูหลี่เต้าที่แต่งตัวเรียบง่าย จางเมิ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากว่า “หัวหน้า พาคนไปด้วยสักสองสามคนไม่ได้หรือ?”
เว่ยอวิ่นรีบพูดตามว่า “ข้าก็คิดเช่นกัน หัวหน้าไปคนเดียวอาจจะไม่สะดวก”
“เอาละ” หลี่เต้าแขวนงอบไว้บนหลังม้าแล้วมองทุกคนพลางกล่าวว่า “ข้าไปคนเดียวจะมีอะไรไม่สะดวกกัน แค่ไปสำรวจเส้นทางล่วงหน้าเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก อีกอย่างพวกเจ้าเป็นห่วงผิดคนแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนจึงพลันตระหนักได้ว่าพวกตนกำลังกังวลจนสับสน เพราะว่าในฐานะผู้ว่าการนั้นโดยทั่วไปแล้วตำแหน่งผู้ว่าการมักจะเป็นขุนนางฝ่ายปกครอง ไม่ค่อยดูที่พละกำลังแต่เน้นที่ความสามารถของตัวเอง
ดูจากผู้ว่าการคนก่อนของดินแดนใต้ก็พอจะเห็นได้ว่าตำแหน่งนี้มักจะมอบให้กับองค์ชายผู้ทรงอำนาจ แล้วผู้ว่าการของพวกเขาละ? ในบรรดาความสามารถทั้งหมด พลังการต่อสู้ของเขาโดดเด่นที่สุด อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังในสนามรบ
ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ควรกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้ว่าการแต่ควรกังวลถึงพวกที่อยู่ในเขาหมื่นลี้มากกว่า
เมื่อเห็นทุกคนพูดไม่ออก หลี่เต้าก็กล่าวต่อ “ตอนนี้เมืองเทียนหนานเพิ่งจะอยู่ภายใต้การควบคุมของจวนผู้ว่าการอย่างสมบูรณ์ ขณะนี้พวกเจ้ายังจำเป็นต้องอยู่เฝ้าที่นี่”
“และถ้าหากมีความจำเป็นต้องเรียกตัวพวกเจ้า ข้าจะให้ไป่เฉี่ยนแจ้งพวกเจ้าล่วงหน้า พวกเจ้าคงรู้ถึงความสามารถของไป่เฉี่ยนกันดีอยู่แล้วกระมัง”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ทุกคนก็ไม่มีความเห็นอื่นใดอีก ด้วยความสามารถในปัจจุบันของไป่เฉี่ยนและโม่เฉี่ยน หากต้องการส่งข่าวสารพวกมันสามารถส่งจากเขาหมื่นลี้มายังเมืองเทียนหนานได้ในเวลาอันสั้น
ที่สำคัญกว่านั้นคือตอนนี้พวกมันได้เปลี่ยนจากสัตว์ตัวเล็กกลายเป็นสัตว์ตัวใหญ่ยักษ์จนกระทั่งสามารถแบกคนบินไปด้วยได้แล้ว ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้ของหลี่เต้าจึงสะดวกกว่าที่คิดไว้
หลังจากจัดการเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว เขาก็บอกลาจิ่วเออร์และกองทัพหลัวซา หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางเพียงลำพัง
สองวันต่อมา บนเส้นทางโบราณแห่งหนึ่งใกล้กับเขาหมื่นลี้ มีร่างของคนผู้หนึ่งกำลังขี่ม้าเดินทางอยู่ เมื่อมองอย่างละเอียดร่างนั้นสวมชุดสีดำ สวมงอบกว้าง เงาของงอบปกปิดใบหน้าเกือบครึ่ง
ไม่นานนักร่างนั้นก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยความองอาจ
“ถึงแล้วหรือ…” หลี่เต้าพึมพำพลางมองไปยังหลักศิลาโบราณที่สลักอักษรสามคำ ‘สือกู่เจี้ยน’ อยู่ไม่ไกล
หลังจากนั้นเขาก็เดินทางต่อไปตามเส้นทางโบราณอีกประมาณสองสามลี้ เส้นทางใหญ่ที่รวมจากเส้นทางเล็กๆ หลายสายปรากฏอยู่เบื้องหน้า เมื่อมองไปในระยะไกลก็เห็นกำแพงเมืองโบราณตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างภูเขาสองลูก
ในเวลาเดียวกันมีผู้คนเดินทางออกมาจากเส้นทางภูเขาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน หลี่เต้าค่อยๆ ขี่ม้ามาถึงเส้นทางหลักบนภูเขา เขากดหมวกงอบลงเล็กน้อย พลางชำเลืองมองผู้คนที่เดินผ่านไปมารอบข้าง
แม้จะไม่มีการพูดคุยกันแต่เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอึมครึมรอบตัวราวกับว่าทุกคนต่างมีความห่างเหินระหว่างกันแต่ส่วนใหญ่ยังคงรักษาความเงียบไว้
นอกจากนี้เขายังได้กลิ่นคาวเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนตัวของผู้คนเหล่านี้มากบ้างน้อยบ้างอย่างรวดเร็ว
ไม่นานหลังจากนั้น ประตูเมืองสือกู่เจี้ยนก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เช่นเดียวกับเมืองเทียนหนานเมืองสือกู่เจี้ยนแห่งนี้ก็ไม่มียามเฝ้าประตูเมืองแม้แต่ประตูก็ยังไม่มีทุกคนสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ
ไม่นานหลี่เต้าก็ผ่านประตูเมืองเข้ามาในเมืองสือกู่เจี้ยน จากนั้นเสียงอึกทึกมากมายก็ดังเข้ามาในหูของเขา
เมื่อเทียบกับความเย็นชาระหว่างผู้คนภายนอก ภายในเมืองสือกู่เจี้ยนกลับดูคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งสองฝั่งมีผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าแปลกๆ กำลังตะโกนขายของ
บนถนนยาวก็มีผู้คนเดินสัญจรไปมาแต่ที่แตกต่างจากเมืองทั่วไปคือที่นี่แทบจะหาร่องรอยของชาวบ้านธรรมดาไม่ได้เลย เก้าในสิบคนมีอาวุธห้อยอยู่ที่เอว ส่วนคนที่เหลือก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ทำให้คนแปลกหน้าไม่กล้าเข้าใกล้
เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดในอากาศ หลี่เต้าพลันรู้สึกคันยุบยิบในใจ แต่เขาก็รีบข่มความรู้สึกลง รำพึงในใจว่า ‘ผู้ใดไม่รุกรานข้า ข้าก็จะไม่รุกรานผู้นั้น คราวนี้ข้ามาไม่ใช่เพื่อคนพวกนี้’
เมื่อจิตใจสงบลงเขาก็ตัดสินใจหาที่พักก่อนแล้วค่อยสืบข่าวเกี่ยวกับสำนักปีศาจเลือด
ไม่นานหลังจากนั้น หลี่เต้ามาถึงโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง เพียงแค่ก้าวเข้าไปเขาก็เห็นผู้คนหลากหลายรูปแบบรวมตัวกันดื่มสุราและกินเนื้อ เขาเดินไปที่โต๊ะพนักงานต้อนรับ “ขอเปิดห้องหนึ่งห้อง”
เจ้าของร้านเห็นหลี่เต้าแต่งกายปกปิดมิดชิดก็ไม่แปลกใจยังยิ้มพลางกล่าวอย่างร่าเริงว่า “แขกผู้มีเกียรติ สิบตำลึง”
“สิบตำลึง?” หลี่เต้าขมวดคิ้วคิดโดยสัญชาตญาณว่าเจอร้านโกงเข้าแล้ว เพราะแม้แต่ในเมืองหลวงห้องพักที่ดีที่สุดก็แค่ห้าตำลึงเท่านั้นทั่วไปก็แค่หนึ่งตำลึงนี่กลับเพิ่มขึ้นสิบเท่า
เห็นหลี่เต้าทำหน้าประหลาดใจ เจ้าของร้านจึงถามว่า “แขกผู้เกียรติมาเมืองสือกู่เจี้ยนเป็นครั้งแรกหรือ?”
“อืม”
“นั่นก็ไม่แปลกแล้ว” เจ้าของร้านยิ้มพลางอธิบาย “ท่านคงได้เห็นสภาพของเมืองสือกู่เจี้ยนตลอดทางแล้ว”
“พูดให้ตรงไปตรงมา ในเมืองสือกู่เจี้ยนนี้ทุกชั่วขณะเวลาอาจมีคนกำลังเสียชีวิต อันตรายมีมากมาย และหากท่านพักที่โรงเตี้ยมของพวกเรา ท่านก็จะสามารถนอนหลับอย่างสบายใจไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้หลี่เต้าก็เข้าใจแล้วแม้ว่าเขาจะไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองแต่เพิ่งมาถึงที่นี่เขาก็ไม่อยากหาเรื่องยุ่งยากตั้งแต่แรกเริ่ม
ดังนั้นเขาจึงล้วงเงินสิบตำลึงออกมาโยนไปให้อย่างไม่ลังเล เมื่อเจ้าของโรงเตี้ยมรับเงินไปแล้วก็ตะโกนขึ้นทันที “เสี่ยวเอ้อร์ พาแขกไปด้วย!”
ในขณะที่เสี่ยวเอ้อร์รีบมา เจ้าของร้านก็พูดอย่างร่าเริงว่า “ที่จริงท่านมาเมืองสือกู่เจี้ยนครั้งนี้ถือว่ามาถูกเวลา”
“ท่านเคยได้ยินเกี่ยวกับตระกูลเหมียวแห่งดินแดนทางใต้หรือไม่?”
“เคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่รู้มากนัก”
แม้ว่าในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเทียนหนานจะมีตระกูลเหมียวแต่ความจริงแล้วหลี่เต้ารู้ไม่มากนัก เพราะคนตระกูลซุนทุกคนล้วนหยั่งรากในเมืองเทียนหนานแต่ตระกูลเหมียวในเมืองเทียนหนานเป็นเพียงกลุ่มอิทธิพลที่แม้แต่จะเรียกว่าสาขาย่อยของตระกูลเหมียวในเขาหมื่นลี้ก็ยังไม่ได้ เมื่อเขาส่งคนไปจัดการตระกูลเหมียวในเมืองเทียนหนานสิ่งที่กำจัดไปก็เป็นเพียงปลาตัวเล็กปลาน้อยเท่านั้นจึงยังไม่ถึงขั้นที่เขาต้องให้ความสนใจมากนัก
เจ้าของโรงเตี้ยมกล่าวต่อว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกท่านตามตรง ในหมู่บ้านตระกูลเหมียวแถบชายแดนใต้นี้มีเทศกาลหนึ่งที่จัดมาตลอดเรียกว่าเทศกาลเทพกู่”
“ที่เรียกว่าเทศกาลเทพกู่ เป็นเทศกาลที่หมู่บ้านตระกูลเหมียวในเขาหมื่นลี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เรียกว่าเทพกู่ ในวันเทศกาลเทพกู่คนรุ่นหนุ่มสาวเกือบทั้งหมดในหมู่บ้านตระกูลเหมียวจะเริ่มการประลองกู่”
“ประเด็นสำคัญคือในวันนี้หมู่บ้านตระกูลเหมียวจะเปิดให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหนอนกู่พิเศษบางชนิดที่พวกเขามีอยู่กับคนภายนอกด้วย”
หลี่เต้าเลิกคิ้วขึ้น “หนอนกู่พิเศษหรือ?”
อีกฝ่ายยิ้มพลางอธิบายว่า “คนนอกมากมายไม่เข้าใจพวกเขาคิดว่าหนอนกู่ของตระกูลเหมียวนั้นน่ากลัวและน่าขนลุก”
“แต่ความจริงแล้วหนอนกู่มีหลากหลายประเภทและมีผลลัพธ์ที่แปลกประหลาด ตัวอย่างเช่นมีหนอนกู่ชนิดหนึ่งชื่อว่ากู่ลมหายใจเต่า เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้วจะสามารถกลั้นหายใจได้ในระยะเวลาสั้น หรืออย่างกู่สุราที่สามารถดูดซับสุราในร่างกายคนทำให้คนดื่มเหล้าพันจอกก็ไม่เมา”
“ยังมีกู่อีกบางชนิดที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่า มีกู่ที่สามารถเพิ่มพลังให้ผู้คนได้อย่างมหาศาล มีกู่ที่สามารถเพิ่มอายุขัยของคนได้”
“โดยสรุปแล้วทุกปีในเทศกาลเทพกู่จะมีผู้คนมากมายเดินทางไปยังหมู่บ้านตระกูลเหมียวในเขาหมื่นลี้เพื่อขอกู่”