ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 321 เทศกาลเทพกู่
หากเป็นเหมียวอวี่ที่ไมเคยออกจากหมู่บ้านมาก่อน เขาอาจจะถูกหลอกโดยคำพูดของเหมียวไได้อย่างง่ายดายเหมือนกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่นี้และเกลียดชังท่านผู้ว่าการคนนั้น
แต่หลังจากที่ได้เห็นสภาพของเมืองเทียนหนานและผ่านการสั่งสอนด้วยฝ่ามือจากอาของเขา เขาเข้าใจแล้วว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนอื่น แต่อยู่ที่สายรองที่สองและสายรองที่ห้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงความรู้สึกกดดันอย่างประหลาดที่ท่านผู้ว่าการคนนั้นมอบให้เขา เขาจึงไม่อาจปล่อยให้หมู่บ้านเหมียวถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยบางคนได้
เหมียวอวี่เดินออกมาจากฝูงชน มองตรงไปที่เหมียวไหแล้วพูดว่า “เพราะข้าเคยไปเมืองเทียนหนานมาแล้ว ข้าจึงรู้ชัดว่าปัญหาเกิดขึ้นกับใคร”
สุดท้ายเขาก็มองไปยังประมุขตระกูลเฒ่าที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ประสานมือคำนับและกล่าวว่า “หากทุกคนไม่เชื่อ ขอให้ประมุขตระกูลเฒ่าสืบสวนดูก็ได้”
“หากปัญหาเกิดจากฝ่ายตรงข้ามจริง ข้าเหมียวอวี่จะนำหน้าเรียกร้องความยุติธรรมให้ตระกูลเหมียว แต่หากเป็นการใช้ประโยชน์โดยผู้ที่มีเจตนาร้าย ก็ปล่อยให้พวกเขาแก้ปัญหากันเองเถิด”
เมื่อเห็นเหมียวอวี่พูดเช่นนี้ สีหน้าของเหมียวไหก็เคร่งเครียดขึ้นทันที เขาไม่คิดว่าเหมียวอวี่จะกระโดดออกมากัดเขา
ในที่สุด สายตาของทุกคนก็มองไปที่ประมุขตระกูลเฒ่า ดินจะเป็นอย่างไรต่อไปยังต้องให้ประมุขตระกูลเฒ่าเป็นผู้ตัดสิน
ประมุขตระกูลเฒ่ามองเหมียวไหและเหมียวหยางก่อนแล้ว สายตาจึงมาตกลงที่ตัวเหมียวอวี่ เขาเคาะไม้เท้าในมือเบาๆ แล้วพูดอย่างเชื่องช้าว่า “ในเมื่อมีความเห็นที่แตกต่างกัน ก็ให้สืบสวนดูเถิด”
“ตามที่เหมียวอวี่กล่าวไว้ ตระกูลเหมียวของพวกเราไม่อาจถูกดูหมิ่น แต่ก็ไม่ควรเป็นฝ่ายทำตัวเป็นคนเลวก่อน หากปัญหาเกิดจากฝ่ายตรงข้ามพวกเราค่อยจัดการก็ยังไม่สาย”
เมื่อประมุขตระกูลผู้เฒ่ากล่าวเช่นนี้ เหมียวไหก็ได้แต่กลั้นความโกรธไว้ชั่วคราว
ไม่นานหลังจากนั้นประมุขตระกูลผู้เฒ่าก็จากไป คนที่เหลือก็เริ่มลุกขึ้น ในอดีตคนรุ่นหนุ่มสาวของสกุลรองที่สองและสกุลรองที่ห้าล้วนจะทักทายเหมียวอวีก่อน
แต่วันนี้เนื่องจากการแสดงออกของเหมียวอวี่ สกุลรองที่สองและสกุลรองที่ห้า รวมถึงผู้ที่สนิทสนมกับพวกเขาต่างแสดงท่าทีหลีกเลี่ยงเหมียวอวี่อย่างเห็นได้ชัด
บางคนเมื่อเดินผ่านยังอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นชา เมื่อเห็นภาพนี้ในใจของเหมียวอวี่พลันปรากฏความรู้สึกซับซ้อนแต่ในขณะเดียวกันดวงตาก็มีแววสงสาร
“เสียดายหรือ?”
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ที่นั่งที่หกลุกขึ้นกล่าวช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงนั้นเหมียวอวี่จึงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านอาเคยบอกว่าหากไม่ใช่คนที่เดินทางเดียวกัน สุดท้ายก็เดินร่วมกันไม่ได้ ไม่ได้เสียดายอะไร เพียงแค่รำลึกถึงเท่านั้น”
ชายวัยกลางคนเผยรอยยิ้ม “ดูเหมือนการออกไปครั้งนี้จะถูกต้องแล้ว สอนอยู่ที่บ้านก็ไม่เข้าใจ ไม่คิดว่าออกไปครั้งเดียวก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว”
ในตอนนั้นจู่ๆ เหมียวอวี่ก็พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ท่านพ่อ พวกท่านคงรู้ถึงสถานการณ์ของสกุลรองที่สองและสกุลรองที่ห้าใช่หรือไม่ เหตุใดพวกท่านถึงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อการกระทำของพวกเขาเลย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของชายวัยกลางคนก็ชะงักไป เขาหันกลับไปมองผู้คนที่ค่อยๆ หายไปจากตรงนี้แล้วตอบอย่างเชื่องช้า “เรื่องนี้เจ้าค่อยๆ คิดเองเถอะ”
สุดท้าย ชายวัยกลางคนดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงกล่าวอีกว่า “อ้อ เจ้ากลับมาพอดี อีกไม่นานเทศกาลเทพกู่ครั้งใหม่ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว เจ้ากลับไปเตรียมตัวให้ดี ตอนนั้นพี่ชายทั้งสองของเจ้าต่างก็ได้อันดับกันทั้งนั้น คราวนี้เจ้าอย่าทำให้คนของสายรองที่หกของข้าต้องขายหน้าละ”
“เทศกาลเทพกู่!”
เมื่อได้ยินสามคำนี้ เหมียวอวี่ก็สูญเสียบุคลิกที่องอาจไปในทันที เขาทำหน้าเศร้าพูดว่า “ข้าไม่เข้าร่วมได้หรือไม่ คนรุ่นข้าล้วนเป็นพวกอสูรกันทั้งนั้น ข้าไม่มีทางสู้พวกเขาได้หรอก”
ผัวะ!
“เจ้าหนู เจ้าจงจริงจังหน่อย เทศกาลเทพกู่ครั้งนี้ไม่เหมือนปีก่อน”
“หมู่บ้านเหมียวใหญ่ๆ ทั้งหลายต่างเชิญราชันกู่ออกมาแล้ว ถ้าโชคดีได้รับความสนใจจากราชันกู่อาจจะได้รับตัวอ่อนของราชันกู่มาก็ได้ ต่อให้เจ้าเป็นหมูก็บินได้”
“ตัวอ่อนของราชันกู่!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เหมียวอวี่ก็ไม่สนใจความเจ็บปวดที่ท้ายทอยอีกต่อไป เขาเอ่ยปากว่า “ถ้ามีตัวอ่อนของราชันกู่นั่นก็เท่ากับเหมือนกับสตรีศักดิ์สิทธิ์เลยไม่ใช่หรือ”
ชายวัยกลางคนพูดอย่างหงุดหงิดว่า “เจ้าหนูอย่างเจ้าจะไปเทียบกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?”
“เจ้าแค่พยายามให้ดีก็พอ”
เจ็ดวันต่อมา ณ เมืองเทียนหนาน พร้อมกับการยกเลิกคำสั่งปิดเมืองเทียนหนาน ความมืดมนที่ปกคลุมเมืองเทียนหนานก็ค่อยๆ จางหายไป
ภายในห้องโถงด้านนอกของจวนผู้ว่าการ หลี่เต้านั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ข้างๆ มีเฉินโหยวถือรายงานหลายฉบับกำลังรายงาน
“ประกาศเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกขุนนางได้ประกาศออกไปแล้ว ขณะนี้มีผู้สมัครกว่าร้อยคน ตอนนี้รอเพียงกำหนดวันสอบและรับเข้าทำงานเท่านั้น”
“เหมืองแร่ของสมาคมการค้าตระกูลเถี่ยได้สร้างเสร็จแล้ว ขณะนี้จางเมิ่งได้เริ่มคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องไปที่นั่นแล้ว”
“หยางเหยียนและคนอื่นๆ ได้นำกองทัพฝูถูออกเดินทางโดยใช้เมืองเทียนหนานเป็นศูนย์กลาง เริ่มจัดการกับโจรภูเขาและพวกอันธพาลในบริเวณโดยรอบแล้ว”
“รองเจ้าเมืองโจวก็ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว และเริ่มจัดการกับปัญหาพื้นฐานบางอย่างภายในเมืองเทียนหนาน”
ไม่นานหลังจากนั้นหลี่เต้าก็ฟังรายงานของเฉินโหยวจบ จากนั้นเขาจึงกล่าวว่า “เรื่องขุนนางเจ้าร่างฎีกาลงขึ้นไปให้ทางราชสำนักจัดการ ส่วนเรื่องอื่นค่อยๆ ทำไป ยังมีเวลาเกือบสามปี ไม่ต้องรีบร้อนนัก”
ในตอนนั้นเองมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมา ตามมาด้วยทหารฝูถูนายหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก
“ท่านผู้ว่าการ ทางผู้บัญชาการเสวี่ยปิงรายงานมาให้”
เฉินโหยวรับรายงานจากมือทหารฝูถูแล้วส่งไปที่ข้างหลี่เต้า รายงานของเสวี่ยปิงข้างในคงจะเป็นเรื่องที่เขาสั่งให้สืบมาก่อนหน้านี้
เมื่อเปิดดูเนื้อหาข้างใน หลี่เต้าก็คิดในใจว่าเป็นไปตามที่คาดไว้จริงๆ ไม่นานหลังจากนั้นเนื้อหาทั้งหมดในรายงานก็เข้าไปอยู่ในความคิดของหลี่เต้า
“เมืองสือกู่เจี้ยน… เขาหมื่นลี้” หลี่เต้าพึมพำ
ตามที่เสวี่ยปิงกล่าวไว้ในรายงาน ที่บริเวณรอบนอกของเทือกเขาหมื่นลี้มีตำบลหนึ่งชื่อว่าเมืองสือกู่เจี้ยน โดยปกติแล้วที่นั่นมีเส้นทางโบราณเพียงเส้นเดียวที่สามารถเข้าสู่ภายในเทือกเขาหมื่นลี้ได้ ในขณะเดียวกันที่นั่นยังเป็นสถานที่ที่มีผู้คนหลากหลายประเภทปะปนกันมากที่สุดในดินแดนทางใต้
และเขาว่านชวนก็คือยอดเขาที่สำนักปีศาจเลือดตั้งอยู่ในเขาหมื่นลี้
ในขณะเดียวกันเสวี่ยปิงยังเน้นย้ำในนั้น ข้อที่สำคัญที่สุดคือเส้นทางในเขาหมื่นลี้นั้นอันตรายและชันอย่างยิ่ง หลายพื้นที่ม้าไม่สามารถเดินได้ จำเป็นต้องเดินเท้าเท่านั้น
นั่นหมายความว่ากองทัพใหญ่ยากที่จะเข้าไปในเขาหมื่นลี้ได้ลึก เมื่อเห็นถึงตรงนี้หลี่เต้าเริ่มเข้าใจว่าความวุ่นวายในดินแดนทางใต้มีที่มาจากอะไร
กองทัพใหญ่ยากที่จะเข้าไปลึกดังนั้นราชสำนักที่ต้องการส่งกองทัพไปปราบปรามจึงมีความยากลำบากอย่างมาก และไม่สามารถใช้ข้อได้เปรียบของกองทัพใหญ่ได้ในสถานการณ์ที่ราชสำนักไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีผู้คนที่อยู่ไม่สุขเกิดขึ้น
เดิมทีหลี่เต้ายังคิดว่าจะหาตำแหน่งของสำนักปีศาจเลือดและพยายามเตรียมการใช้กองทัพใหญ่ปราบปรามโดยตรงแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้ชั่วคราว แม้ว่ากองทัพฝูถูจะสามารถเดินเท้าเข้าไปในเขาหมื่นลี้ได้ลึกแต่หากทำเช่นนั้นประการแรกคือเป้าหมายใหญ่เกินไปแม้จะปลอมตัวก็หลอกได้เพียงคนธรรมดาเท่านั้น ในสถานที่ที่วุ่นวายเช่นเขาหมื่นลี้ท่วงท่าอันโดดเด่นของกองทัพฝูถูนั้นสะดุดตาเกินไป
ประการที่สองคือยากที่จะแสดงพลังการต่อสู้ที่แท้จริงของกองทัพฝูถูออกมาได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ที่ยังไม่ได้สืบหาสถานการณ์ภายในที่แท้จริงของสำนักปีศาจเลือดให้กระจ่าง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ในใจของหลี่เต้าก็ได้ตัดสินใจบางอย่าง