ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 332 การค้นพบของเหมียวอวี่
สำหรับคำถามของอู่คุน เหมียวเมี่ยวซินเลือกที่จะตอบด้วยการกระทำ นางเงียบไม่พูดจา เลือกที่จะลงมือต่อ
เมื่อเห็นดังนั้นอู่คุนขมวดคิ้ว “ไม่ดื่มสุราคารวะ แต่จะเอาสุราลงทัณฑ์ รอจับเจ้าได้ก่อนดูซิว่าเจ้าจะยังวางท่าได้อีกหรือไม่”
ทันใดนั้นเหมียวหรงที่ถูกราชันกู่หยกขาวใช้พลังกดข่มก็ตะโกนขึ้นมา “สตรีศักดิ์สิทธิ์อย่าได้พัวพันกับเขาอีกเลย ไม่ต้องสนใจพวกข้า ท่านควรออกจากเขาไปแจ้งข่าวให้หมู่บ้านตระกูลเหมียวอื่นๆ ทราบ ให้พวกเขาคิดหาวิธีลงมือช่วย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหมียวเมี่ยวซินก็ชะงักการเคลื่อนไหว หลังลังเลเพียงแค่ชั่วครู่นางก็เปลี่ยนทิศกลางทาง เหาะหนีไปในทิศทางตรงข้ามกับอู่คุน
อู่คุนสีหน้าเคร่งเครียดเอ่ยว่า “หยุดนางไว้!”
เนื่องจากเขาต้องควบคุมราชันกู่หยกขาวให้กดข่มเหมียวหรงและคนอื่นๆ จึงไม่สามารถออกห่างไปได้มากนัก ได้แต่สั่งให้ลูกน้องลงมือ
กลุ่มคนเสื้อคลุมดำของตระกูลอู่บนอัฒจันทร์ตัดสินใจไปขัดขวางเหมียวเมี่ยวซินทันที จากนั้นอู่คุนพลิกฝ่ามือ ในมือปรากฏกู่รูปร่างน่าเกลียดตัวหนึ่ง เขาตบมันลงบนร่างของอู่ซินที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า “เอากู่ประจำตัวของข้าไป หยุดนางไว้!”
“ขอรับอาจารย์!”
ภายใต้การขัดขวางของกลุ่มคนเสื้อคลุมดำ ความเร็วของเหมียวเมี่ยวซินลดลงอย่างมาก หลังจากอู่ซินเข้าร่วมการต่อสู้เหมียวเมี่ยวซินก็ถูกรุมล้อมอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าพลังของอู่ซินจะอยู่แค่ระดับปรมาจารย์กู่ขั้นหก แต่เนื่องจากในร่างของเขามีกู่ประจำตัวของอู่คุนซึ่งเป็นปรมาจารย์กู่ขั้นเก้า จึงทำให้เขาสามารถปลดปล่อยพลังที่สูงกว่าระดับของตนเองได้ในระยะเวลาสั้นๆ
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลังจากต่อสู้กันไปหลายยกโดยไม่รู้ว่ากี่รอบ ภายใต้การรุมเล่นงานของอู่ซินและกลุ่มคนเสื้อคลุมดำอีกกว่าร้อยคน เหมียวเมี่ยวซินก็พลาดท่าและถูกโจมตีด้วยกู่ขั้นเก้าจากร่างของอู่ซิน
แม้ว่านางจะใช้ตัวอ่อนราชันกู่ช่วยลดทอนพลังโจมตีไปได้บางส่วน แต่ตัวอ่อนราชันกู่กลับได้รับบาดเจ็บชั่วขณะทำให้พลังของนางลดลงอย่างมาก สุดท้ายนางก็ต้องกลับมาอยู่ข้างๆ พวกเหมียวหรง
“สตรีศักดิ์สิทธิ์!” ผู้คนจากหมู่บ้านเหมียวต่างมองเหมียวเมี่ยวซินด้วยความเป็นห่วง
แต่ความสนใจของเหมียวเมี่ยวซินกลับจดจ่ออยู่ที่กลุ่มคนเสื้อคลุมดำจากตระกูลอู่รอบตัว อู่คุนมองภาพตรงหน้าแล้วหัวเราะเบาๆ “ท่านผู้อาวุโส พวกเจ้าไม่ต้องดิ้นรนอีกแล้ว วันนี้พวกเจ้าตระกูลเหมียวไม่มีทางหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
เหมียวหรงกล่าวเสียงทุ้ม “อู่คุน เจ้าไม่กลัวหรือว่าการกระทำของเจ้าในวันนี้จะนำความยุ่งยากมาสู่ตระกูลอู่ของเจ้า เจ้าเคยเป็นคนของตระกูลเหมียวมาก่อน ควรจะรู้ว่าตระกูลเหมียวไม่ได้มีแค่พวกเราเท่านั้น”
อู่คุนอดหัวเราะไม่ได้ “ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว แต่แล้วอย่างไรเล่า ในเขาหมื่นลี้ไม่ใช่ดินแดนของตระกูลเหมียวเจ้าทั้งหมด หากตระกูลอู่ของข้าต้องการซ่อนตัว ตระกูลเหมียวของเจ้าจะทำอะไรได้”
เหมียวหรงถึงกับพูดอะไรไม่ออก เพราะสิ่งที่อู่คุนพูดนั้นถูกต้อง หากอีกฝ่ายตั้งใจจะหลบซ่อนตั้งแต่แรก ตระกูลเหมียวของพวกเขาก็คงไม่มีวิธีหาตัวอีกฝ่ายได้ในเร็ววัน ที่สำคัญกว่านั้นตระกูลอู่ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ อย่างแต่ก่อนแล้ว การจัดการก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง อีกฝ่ายอยู่ในที่ลับ
ในตอนนั้นเองชายชุดดำคนหนึ่งก็เข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหูของอู่คุน เมื่อได้ยินเช่นนั้นอู่คุนก็เก็บรอยยิ้ม หันไปมองผู้คนบนอัฒจันทร์แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปบนเวทีสูง กวาดสายตามองไปยังผู้คนบนอัฒจันทร์พลางกล่าวเสียงดัง “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย การต่อสู้ในวันนี้เป็นเพียงความแค้นส่วนตัวระหว่างตระกูลอู่ของข้ากับตระกูลเหมียว ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ตระกูลอู่ของข้าก็ไม่อยากให้ผู้อื่นต้องพัวพัน ดังนั้นทุกท่านไม่ต้องกังวล เชิญออกไปได้ตามสบาย”
“และแน่นอนว่าหากผู้ใดรู้สึกว่าทนการกระทำของข้าอู่คุนในวันนี้ไม่ได้ ก็สามารถบอกมาตามตรงได้ ตระกูลอู่ของข้าพร้อมรับทั้งหมด”
หลังสิ้นเสียงพูด ผู้คนบนอัฒจันทร์ก็ต่างมองหน้ากันไปมา ทันใดนั้นคนส่วนใหญ่ก็ลุกขึ้นทันที หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ส่วนคนที่เหลือลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า จากนั้นก็เลือกทำเช่นเดียวกัน แม้พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีพอสมควรกับตระกูลเหมียว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือ
เมื่อเห็นคนบนอัฒจันทร์เหลือน้อยลงเรื่อยๆ อู่คุนก็มองไปยังเหมียวหรงที่อยู่ไม่ไกลแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ดูเหมือนว่าความพยายามของตระกูลเหมียวในการสร้างมิตรภาพกับโลกภายนอกตลอดหลายปีนี้ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก”
เหมียวหรงมองดูแวบหนึ่งแต่ไม่พูดอะไรสักคำ เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าคนดินแดนใต้เจ้าเล่ห์ เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครยื่นมือมาช่วยเหลือพวกเขาจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นแม้อีกฝ่ายจะอยากช่วย แต่โอกาสที่จะช่วยได้สำเร็จก็มีน้อยมาก
ในเวลาเดียวกัน เหมียวอวี่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ข้างเหมียวหง เขาอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “จบเห่แล้วท่านอา คราวนี้พวกเราเสร็จแน่”
เหมียวหงไม่พูดอะไร เพียงแต่พยายามติดต่อกับตัวกู่ประจำตัวในร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง แต่อำนาจข่มของราชันกู่หยกขาวที่มีต่อกู่นั้น มาจากสายเลือดอันลึกล้ำ แม้แต่เขาผู้เป็นเจ้านายก็ยากที่จะเรียกกู่ประจำตัวกลับมาได้อีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าอาของตนไม่สนใจ เหมียวอวี่ก็ได้แต่พึมพำกับตัวเองว่า “พ่อเอยพ่อ ท่านทำให้ลูกชายของท่านเดือดร้อนหนักแล้ว”
ขณะพูดสายตาของเขาก็กลิ้งกลอกไปมา บังเอิญมองไปยังผู้คนที่กำลังอพยพออกจากอัฒจันทร์พอดี สำหรับคนพวกนี้เขาได้แต่สบถด่าอยู่ในใจ ในขณะที่เหมียวอวี่กำลังจะเบนสายตาไปทางอื่น ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งดึงดูดความสนใจของเขา
ยิ่งมองร่างนั้น เหมียวอวี่ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย เงาร่างหนึ่งพลันแวบผ่านในความคิดทำให้ทั้งตัวของเขาสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว ในตอนนี้เขามีความคิดเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ… ทำไมคนผู้นั้นถึงปรากฏตัวที่นี่?
เมื่อได้สติกลับมา เหมียวอวี่ก็ดึงแขนเหมียวหงที่อยู่ด้านข้างแล้วกระซิบเบาๆ “ท่านอา ท่านรีบดูคนผู้นั้นเร็ว”
“ดูคนไหน?” เหมียวหงมองไปตามทิศทางที่เหมียวอวี่ชี้ ไม่นานก็พบคนที่เขาพูดถึง ทันใดนั้นม่านตาของเหมียวหงก็หดเล็กลง เขาเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว “เป็นเขา!”
ในตอนนั้นเองเหมียวอวี่ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดอย่างร้อนรน “ท่านอา พวกเรายังมีโอกาสสุดท้ายอีกครั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหมียวหงก็อึ้งไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยถาม “โอกาสอะไร!”
เหมียวอวี่รีบตอบทันที “ท่านอา ท่านลืมสถานะของคนผู้นั้นไปแล้วหรือ?”
“เจ้าหมายความว่า…”
“เขาคือผู้ว่าการดินแดนทางใต้ และพวกเราตระกูลเหมียวก็เป็นคนดินแดนทางใต้ ตามกฎแล้วพวกเราก็เป็นราษฎรใต้ปกครองของเขา บัดนี้ราษฎรของเขากำลังเผชิญอันตราย เขาไม่ควรจะออกมาจัดการเรื่องนี้หรือ?”
เหมียวหงถึงกับอึ้งไป เมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเหตุผลที่ถูกต้องจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง เหมียวหงเอ่ยขึ้นว่า “ที่เจ้าพูดมานั้นไม่ผิด แต่จากการกระทำของท่านผู้ว่าการคนนี้ที่ผ่านมา เขาไม่ใช่คนโง่ เขาจะยอมช่วยพวกเราต่อกรกับพวกตระกูลอู่เหล่านั้นด้วยเหตุผลง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินดังนั้นเหมียวอวี่ก็กล่าวตอบ “พวกเราสามารถทำให้เหตุผลนั้นไม่ธรรมดาได้นี่”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้ารู้ว่าเหตุผลที่เป็นเพียงคำพูดนั้นอาจไม่สามารถขอให้อีกฝ่ายช่วยเหลือตระกูลเหมียวของพวกเราได้ แต่ถ้าเหตุผลนั้นเป็นความจริงล่ะ?”
“เป็นความจริง?”