ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 339 ช่วยราชันกู่
“ช่วยไม่ได้แล้วหรือ…”
หลี่เต้าครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ เอ่ยปากว่า “ข้าขอลองดูสักครั้งได้หรือไม่?”
เหมียวหรงสีหน้าชะงักไป รีบถามทันทีว่า “หรือว่าท่านผู้ว่าการมีวิธีรักษาราชันกู่?”
หลี่เต้าตอบตามตรง “ข้าแค่บอกว่าอาจจะลองดูได้ แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรข้าไม่กล้ารับรอง”
เมื่อก่อนหน้านี้คนตระกูลเหมียวได้บอกไว้แล้วว่าจะยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา การช่วยเหลือตามความสามารถก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับเขาแล้วก็ไม่มีอะไรเสียหายด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหมียวหรงก็เอ่ยว่า “สตรีศักดิ์สิทธิ์ มอบราชันกู่ให้ท่านผู้ว่าการด้วย”
“ไม่ต้องหรอก”
ขณะที่พูด หลี่เต้าเดินเข้าไปหาราชันกู่ที่นอนนิ่งอยู่ เขาก้มลงมองราชันกู่หยกขาวที่บาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย จากนั้นเขาก็แบฝ่ามือออก ในชั่วขณะถัดมาพลังปราณโลหิตอันเข้มข้นก็เริ่มรวมตัวกันในฝ่ามือของเขา สุดท้ายเลือดวิเศษก้อนเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นบนนั้น ตามมาด้วยกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่ลอยฟุ้งไปทั่วอากาศ
“พวกเจ้าดูราชันกู่สิ!”
ในตอนนั้นเองมีคนหนึ่งส่งเสียงร้องตกใจออกมาอย่างกะทันหัน สายตาของทุกคนตกลงบนร่างของราชันกู่ในทันที เมื่อมองเห็นได้ชัดเจน ทุกคนพบว่าราชันกู่หยกขาวที่เมื่อครู่ยังนอนแน่นิ่งเริ่มขยับเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง
ในที่สุดหลังจากใช้ความพยายามอย่างมาก ราชันกู่หยกขาวก็กระพือปีก ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง แต่เนื่องจากปีกของมันหักเสียหาย มันจึงไม่สามารถบินได้อีกต่อไป ราชันกู่หยกขาวส่งเสียงร้องเบาๆ ไปทางเลือดวิเศษในฝ่ามือของหลี่เต้า
“ท่านผู้ว่าการ นี่มัน…”
สายตาของเหมียวหรงก็มองไปที่ฝ่ามือของหลี่เต้า เขาเข้าใจดีว่าพฤติกรรมเช่นนี้ของราชันกู่หยกขาวต้องการอะไร หลี่เต้าไม่ได้พูดอะไร เพียงงอนิ้วดีดเบาๆ ก้อนเลือดวิเศษนั้นก็ลอยไปหาราชันกู่หยกขาว เมื่อราชันกู่หยกขาวเห็นเลือดวิเศษก็พุ่งเข้าไปกลืนเลือดวิเศษทั้งก้อนลงท้องในคราวเดียว
หลังจากผ่านไปสองสามลมหายใจ ก็เห็นได้ว่ามีเส้นใยสีเลือดบางๆ ปรากฏขึ้นจากภายในร่างกายของมัน แผ่ขยายไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว จากนั้นราชันกู่หยกขาวอ้าปากอีกครั้ง เห็นเส้นใยสีแดงจำนวนมากพุ่งออกมาจากปากแล้วพันรอบร่างของมันไว้ทั้งหมด
ไม่นานหลังจากนั้น รังไหมสีเลือดก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเหมียวเมี่ยวซิน และนี่ยังไม่จบ พร้อมกับการก่อตัวของรังไหมนั้นทุกคนยังพบว่าสีเลือดบนรังไหมเริ่มจางลง หลังจากผ่านไประยะหนึ่งรังไหมเลือดได้กลายเป็นรังไหมสีขาว จากนั้นรังไหมสีขาวก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว
แคว่ก!
หลังจากเสียงฉีกดังขึ้น รังไหมสีขาวได้พังทลายออก ราชันกู่หยกขาวเปลี่ยนรูปร่างจากผีเสื้อกลับมาเป็นตัวไหมอีกครั้ง เมื่อเห็นภาพนี้เหมียวหรงพลันแสดงสีหน้าดีใจ “ราชันกู่ฟื้นคืนมาแล้ว!”
เมื่อคนอื่นๆ รอบข้างต่างแสดงสีหน้ายินดีออกมา เหมียวหรงมองราชันกู่หยกขาวแวบหนึ่งแล้วหันไปโค้งตัวคำนับให้หลี่เต้า กล่าวขึ้นว่า “เหมียวหรงขอเป็นตัวแทนตระกูลเหมียว ขอบพระคุณท่านผู้ว่าการที่ช่วยเหลือ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าก็ยิ้มบาง กล่าวว่า “ข้าหวังเพียงว่าเจ้าจะรักษาคำมั่นสัญญาที่พวกเจ้าให้ไว้ก่อนหน้านี้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เหมียวหรงกล่าวทันที “เรื่องนี้ขอท่านผู้ว่าการวางใจ ตระกูลเหมียวจะไม่ละเมิดคำสัญญาที่ให้ไว้”
หลี่เต้าพยักหน้า “ไม่ละเมิดก็ดี”
ไม่รู้เพราะเหตุใด พอเหมียวหรงเห็นรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง หัวใจของเขาก็อดสั่นสะท้านไม่ได้ หลังจากนั้นเหมียวหรงมองหลี่เต้าครั้งหนึ่ง สายตาเหลือบมองร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่าของอีกฝ่าย สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ท่านผู้ว่าการ พวกเราเปลี่ยนสถานที่แล้วค่อยพูดคุยกันเถิด”
หลี่เต้ามองดูสภาพของตัวเองแล้วพยักหน้า เหมียวหรงกล่าวต่อ “รบกวนท่านผู้ว่าการรอสักครู่”
พูดจบเหมียวหรงก็ทอดสายตา จากนั้นแบฝ่ามือของตนส่งไปตรงหน้า ในฐานะผู้รับใช้ราชันกู่หยกขาวรุ่นนี้ ตอนนี้เขาจำเป็นต้องเรียกราชันกู่หยกขาวกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ทว่าเหมียวหรงยื่นมือรออยู่นานแต่ราชันกู่หยกขาวก็ไม่มีทีท่าจะขยับเขยื้อนแต่อย่างใด
เหมียวหรงอึ้งไปครู่หนึ่ง เอ่ยภาษาพิเศษที่เขาใช้สื่อสารกับราชันกู่หยกขาวออกมา แต่หลังจากพูดจบ ราชันกู่หยกขาวก็ยังคงไม่สนใจเขาเลย
ครั้งนี้สีหน้าของเหมียวหรงดูอึดอัดขึ้นมาทันที ขณะที่เหมียวหรงกำลังจะพูดอะไรต่อ จู่ๆ ราชันกู่หยกขาวก็มีการเคลื่อนไหวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เห็นเพียงแค่ว่ามันงอตัวก่อนจะพุ่งขึ้นมา ขณะที่เหมียวหรงกำลังคิดว่าราชันกู่หยกขาวจะตกลงบนตัวของเขา ก็ได้พบว่ามันไม่ได้บินมาหาเขาแต่กลับบินตรงไปหาหลี่เต้า
ปับ!
ราชันกู่หยกขาวแนบตัวลงบนผิวหนังเปลือยเปล่าของหลี่เต้าอย่างมั่นคง หลังจากนั้นท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของทุกคน ราชันกู่หยกขาวเริ่มไต่ขึ้นไป สุดท้ายมันก็ปีนขึ้นไปบนไหล่ของหลี่เต้าแล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้นอย่างนิ่งเงียบ
“ราชันกู่ นี่ท่าน…” เหมียวหรงถึงกับไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใดดี
หลี่เต้าสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมอย่างประหลาดจากตัวของมัน เขารู้ว่าฤทธิ์ของเลือดวิเศษได้ส่งผลต่อราชันกู่หยกขาวตัวนี้ด้วย
“ลงไปเถิดเจ้าตัวน้อย นี่ไม่ได้เป็นของข้า” แม้ว่าราชันกู่หยกขาวจะถือเป็นสิ่งล้ำค่า แต่หลี่เต้าก็ไม่มีนิสัยยึดครองของผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นของผู้ใต้บังคับบัญชาเขาในอนาคตด้วยแล้ว
แต่หลังจากได้ยินคำพูดของหลี่เต้าแล้ว ราชันกู่หยกขาวกลับเงยหน้าขึ้นส่ายหัวแล้วไต่ลงมาต่อ ทำท่าเหมือนจะเกาะติดอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปไหน หลี่เต้าขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะลงมือจับมันโดยตรง
“ท่านผู้ว่าการ รอก่อน!”
เหมียวหรงที่อยู่ข้างๆ พลันเอ่ยขึ้นมา หลี่เต้าหันกลับมามอง “มีอะไรหรือ?”
เหมียวหรงมองราชันกู่หยกขาวแวบหนึ่งก่อนจะถามว่า “ข้าคิดว่าที่ราชันกู่สนิทสนมกับท่านผู้ว่าการเช่นนี้ คงเป็นเพราะรู้ว่าท่านช่วยชีวิตมันไว้ หากท่านผู้ว่าการไม่รังเกียจ อาจให้ราชันกู่อยู่กับท่านชั่วคราว”
หลี่เต้ามองราชันกู่ที่ใสแวววาวราวกับเป็นตัวไหมหยกจริงๆ แล้วส่ายหน้าพลางกล่าว “ข้าไม่รังเกียจหรอก แต่ว่า…”
“ไม่รังเกียจก็ดีแล้ว เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านผู้ว่าการช่วยดูแลราชันกู่ชั่วคราวด้วย”
เมื่อเห็นท่าทีจริงใจของเหมียวหรง ไม่นานหลังจากนั้นภายใต้การนำทางของกลุ่มคนตระกูลเหมียว หลี่เต้าก็ตามพวกเขากลับไปยังเมืองเล็กๆ ที่สร้างขึ้นบนเขาไป๋เหลี่ยน ยามนี้ที่นี่ไม่มีความคึกคักเหมือนตอนที่เพิ่งมาถึงเขาไป๋เหลี่ยน มีเพียงถนนยาวที่ว่างเปล่า ดูเหมือนว่าภายใต้การข่มขู่ของตระกูลอู่ ผู้คนเหล่านั้นจึงไม่กล้าอยู่นานแม้แต่น้อย
“พวกไร้ยางอายที่ลู่ตามลม” มีคนหนึ่งอดไม่ไหวด่าออกมา ไม่นานก็มีคนพูดตามว่า “มีเพียงท่านผู้ว่าการที่มีน้ำใจ โชคดีที่มีท่านผู้ว่าการ”
เหมียวหรงมองไปยังหลี่เต้าที่อยู่ข้างกาย “ทำให้ท่านผู้ว่าการได้เห็นเป็นเรื่องขบขันเสียแล้ว”
หลี่เต้าส่ายหน้าพลางกล่าว “จะเรียกว่าเรื่องขบขันได้อย่างไร การแสวงหาโชคลาภและหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้ายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ อีกอย่างเหตุที่ข้าลงมือช่วยก็เพราะคำสัญญาของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าไม่ต้องคิดว่าข้าเป็นคนดีอะไร”
เหมียวหรงส่ายหน้า “พวกเราคนตระกูลเหมียวมักตัดสินเรื่องราวจากผลลัพธ์ เมื่อเทียบกับชีวิตของพวกเรา คำสัญญาเหล่านั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้นคนตระกูลเหมียวอย่างข้าก็เป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ต้าเฉียน ตามหลักการแล้วก็ควรเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านผู้ว่าการด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็ยิ้มน้อยๆ “ผู้อาวุโสเหมียวหรงมีความรู้ความเข้าใจดีทีเดียว”
เหมียวหรงเอ่ยตอบ “เป็นเพียงความจริงเท่านั้น”